วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569
คลินิกสิ่งแวดล้อม
วัดกับป่า
สำหรับวัดกับสำนักสงฆ์นั้นมีความแต่งต่างที่สำคัญคือ สำนักสงฆ์ (Monastic Residence) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คือ สถานที่ที่ได้รับประกาศตั้งเป็น "วัด" แล้ว แต่ ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา โดยมีความแตกต่างจากวัดทั่วไปในเชิงพระวินัยและสถานะทางกฎหมาย คือ
สำนักสงฆ์ยังไม่มีเขตวิสุงคามสีมา "อุโบสถ" (โบสถ์) สำหรับทำสังฆกรรมสำคัญ เช่น การบวชพระ หรือการสวดปาติโมกข์
สำนักสงฆ์ยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลเหมือนวัดที่สมบูรณ์
สำนักสงฆ์ใช้เป็นที่พำนักของพระภิกษุสามเณร และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมหรือบำเพ็ญกุศลของพุทธศาสนิกชน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497 "มาตรา 84 การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร หรือมัสยิดอิสลาม ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่
ในกรณีที่เป็นการสมควร รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเกินจำนวนที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกก็ได้..."
ซึ่งวัดที่จะมีสิทธิถือครองที่ดินได้จะต้องมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งการพิจารณาสภาพการเป็นนิติบุคคลของวัด ให้พิจารณาจากหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1. หนังสือรับรองสภาพวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (กรมการศาสนา)
2. สำเนาประวัติวัด หรือสำเนาทะเบียนวัด ซึ่งรับรองโดยทางราชการ
3. ประกาศตั้งวัดของกระทรวงศึกษาธิการ
4. ประกาศตั้งวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
กรณีขออนุญาตใช้ที่ดินในพื้นที่ป่า การยื่นขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อการสร้างวัดจะต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งวัดหรือสำนักสงฆ์ที่ยื่นขออนุญาตจะต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ระดับจังหวัดที่มีมติให้ขออนุญาตสร้างวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย
โดยการขอใช้ที่ดินอยู่ในพื้นที่ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มิได้กำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาต และการอนุญาตใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งการขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติตั้งสำนักสงฆ์ และที่พักสงฆ์นั้น จะต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งภายใต้โครงการพุทธอุทยานซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการส่งเสริมให้วัด สำนักสงฆ์ ที่พักสงฆ์ ช่วยงานด้านป่าไม้ ตามแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้
ซึ่งตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า รัฐ ได้เปิดโอกาสให้วัดหรือสำนักสงฆ์ใช้พื้นที่ป่าไม้ ไปตามวัตถุประสงค์ ในกิจกรรมทางศาสนาตามประเพณี ตามขอบเขตที่กำหนด ซึ่งในบริบทของสังคมไทยวัดถือเป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจ และเป็นศูนย์รวมในการประกอบประเพณีตามวิถีชุมชน ดังนั้นการที่จะให้วัดหรือสำนักสงฆ์ได้ใช้พื้นที่ป่าในการทำกิจกรรมทางศาสนาย่อมจะเป็นการอนุรักษ์มากกว่าการทำลาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องผ่านขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด
036
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี