วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569
ยธ.-ตร.-ศรชล.ตั้งโต๊ะแถลงฟันขบวนการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมัน เดินหน้าตรวจสอบคลังน้ำมัน 92 แห่งทั่วประเทศ "รุทธพล" ลั่นต่อไปนี้ไม่มีไอ้โม่ง มีแต่ผู้ต้องหา ด้านอธิบดี DSI ระบุสัปดาห์หน้าเรียกผู้เกี่ยวข้อง 10 เที่ยวเรือ จ.สุราษฎร์ธานี มาให้ข้อมูล "เอกนัฏ" เผยเรียกข้อมูลย้อนหลัง ก.พ.มาตรวจสอบทั้งหมด สันนิษฐานรั่วไหลทางเรือ ขนส่งช้าหรือระหว่างทางมีกาลักลอบขายน้ำมันออกนอกประเทศ
16 เมษายน 2569 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พลเรือเอกธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ เลขาศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และพลตำรวจโทนพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวปฏิบัติการเชิงรุกขยายผลและตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิง

พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสาเหตุของการขาดแคลนน้ำมันของปั๊มน้ำมันช่วงวิกฤตว่าหาสาเหตุคืออะไร โดยให้ตำรวจทั่วประเทศมอนิเตอร์ปั๊มน้ำมันทุกวันถึงสถาน การณ์การขาดแคลนน้ำมันในช่วงวันที่ 21 -25 มีนาคม ที่ผ่านมา พบความผิดปกติ 3 ส่วน โดยส่วนที่ 1 คือ คลังน้ำมันผู้ประ กอบการน้ำมัน มาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) จำนวน 3 แห่ง, มาตรา 10 (จ็อบเบอร์) จำนวน 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการจ่ายออกไป หรือจ่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยมีมา
ส่วนที่ 2 คือ การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นทางเรือมีความล่าช้ากว่าปกติ มีเรือหลายลำมีพฤติการณ์ไปจอดลอยลำเพื่อรอเวลาให้ราคาน้ำมันขึ้นก่อนส่งให้คลังน้ำมันจุดหมายปลายทาง เป็นปริมาณน้ำมัน 7.9 ล้านลิตร
ส่วนที่ 3 คือ การขนส่งน้ำมันทางบก จากคลังไปปั๊มน้ำมัน มีไม่ระบุจุดหมายปลายทาง จำนวน 662 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 2,137,900 ลิตร อีกทั้งยังพบว่า มีการลักลอบส่งไม่ตรงเป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้ ออกนอกเส้นทาง หรือ ปิด GPS จำนวน 15 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 148,000 ลิตร ส่งผลให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน
ขณะที่ค่าเฉลี่ยของการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมัน มีค่าเฉลี่ยวันละ 2 ล้านลิตร ระหว่างวันที่ 21 -24 มีนาคม มีการจ่ายน้ำมันปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ จากนั้นวันที่ 25 มีนาคม ก็ได้มีการจ่ายน้ำมันปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากวันที่ 26 มีนาคม ประกาศปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท เป็นการตั้งข้อสังเกตว่า คลังน้ำมัน 3 แห่ง มีน้ำมันจำนวนมากที่สามารถจ่ายให้ปั๊มน้ำมันไดัแต่ไม่จ่าย จึงต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในการดำเนินการต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ. การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งในครั้งน้ำมัน 5 แห่งดังกล่าว จะต้องสอบปากคำที่เกี่ยวข้อง 64 ราย รวมถึงตรวจสอบเพิ่มเติม สถานที่และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการทำผิดกฏหมายก็จะดำเนินคดีทันที
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการกับคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งพาณิชย์จังหวัดฯ ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีในกรณีที่ขายสินค้าเกินราคา และคุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเป็นคดีพิเศษต่อไป ในจังหวัดตาก พบว่ามีการลักลอบส่งออกน้ำมัน 40,000 ลิตร ไปนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่จังหวัดนครสวรรค์พบว่ามีการลักลอบกักตุนและขนถ่ายไม่เป็นไปตามจุดหมายปลายทางในใบกำกับขนส่ง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไปตรวจสอบบผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 และมาตรา 7 ทั่วประเทศ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่
ด้าน พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทุกมิติ ทั้ง พยานบุคคล และพยานเอกสาร จากโรงกลั่น 6 โรง คลังน้ำมัน 92 แห่ง ซึ่งจะต้องรายงานรายการบัญชีรายรับ-รายจ่ายน้ำมันเป็นรายวัน รวมถึงนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโรงและคลังน้ำมัน มาตรวจสอบประกอบว่าในแต่ละแห่งมีการใช้ไฟฟ้าผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลรถขนน้ำมัน 11,067 คัน ซึ่งติดตั้ง GPS , บริษัทจ็อบเบอร์ 245 แห่ง ,ปั๊มน้ำมัน 24,556 แห่ง ,ปั๊มน้ำมันปิดบริการ 187 แห่ง จากพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีการรวบรวมทำให้เกิดสมมุติฐาน 3 ข้อ

พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวอีกว่า 1.รถขนส่งน้ำมันที่รับจากคลังน้ำมัน แต่ไม่ไปที่ปั๊ม , 2.คลังน้ำมันรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมันในห้วงเดือน มี.ค. ทั้งๆ ที่รถขนน้ำมันของตนเองยังวิ่งไปรับที่คลังน้ำมัน แล้วนำมาเก็บไว้ที่คลังของตนเองตามปกติ และ 3.ประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน ช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. พบว่ายังมีน้ำมันอยู่ในคลัง จากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้ไฟฟ้าของคลังน้ำมันผิดปกติ ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้วันที่ 8 เม.ย. เจ้าหน้าที่จึงได้การเข้าตรวจสอบคลังน้ำมัน 4 จุด จ.ขอนแก่น จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และ จ.ปทุมธานี
พบความผิดปกติ 3 แห่ง คือ 1.กรณีรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม ซึ่งได้ทำการตรวจสอบบริษัทหนึ่งเป็นจ็อบเบอร์และมีสถานีบริการน้ำมันเป็นของตัวเองที่ จ.ขอนแก่น โดยพบพฤติการณ์ว่า บริษัทนำรถขนน้ำมันของตัวเองไปรับน้ำมันที่คลังน้ำมัน แต่ไม่ไปส่งน้ำมันปลายทางที่ระบุไว้ตามใบกำกับการขนส่ง ซึ่งเป็นสถานที่ขออนุญาตเก็บน้ำมัน แต่ผู้รับน้ำมันปลายทางได้ใช้วิธีการถ่ายน้ำมันจากรถสู่รถแล้วเก็บไว้ที่ถังของรถแทน ซึ่งการดำเนินคดีในปัจจุบัน โดยได้ให้พลังงานจังหวัดขอนแก่น ไปแจ้งความเอาผิดกับบริษัทในฐานะนิติบุคคล และกรรมการบริษัท รวมถึงหุ้นส่วน ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ในข้อหา “ถ่ายเทน้ำมันในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ถ่ายเทน้ำมัน”
2.กรณีเข้าตรวจคลังน้ำมันและเป็นผู้ค้าน้ำมัน ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พบว่ามีการจำหน่ายน้ำมัน (เตา) โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร ซึ่งผู้ขายต้องจดทะเบียน เป็นผู้ค้าน้ำมันตาม ม.10 แต่บริษัทนี้เคยจดทะเบียนมาแล้วแต่ยกเลิกแล้วไม่ได้จดใหม่ แต่ยังมีถังเก็บน้ำมันอยู่ รวมทั้งยังใช้รถขนส่งน้ำมันของบริษัทตัวเองไปรับน้ำมันที่ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นการรับจ้างการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้จดทะเบียน โดยพลังงานจังหวัดระยอง จะไปแจ้งความเอาผิด ตามความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา “จำหน่ายน้ำมันและมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร โดยไม่จดทะเบียนผู้ค้าตามมาตรา 10 และ ขนส่งน้ำมัน ไม่จดทะเบียนตาม ม.12”
3.กรณีการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นจ็อบเบอร์ ใน จ.สมุทรสาคร พบว่า มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 4 หมื่นลิตร พร้อมหัวจ่าย ให้ลูกค้ามาเติมมีการเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และพบว่าการขอใช้ถึงเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่ห้วงเวลาวิกฤตนำมาใช้เก็บน้ำมันดีเซล รวมถึงพบว่า มีการถ่ายเทน้ำมันโดยตรงกับรถขนน้ำมันโดยไม่เข้าเก็บในถังน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ พลังงานจังหวัดสมุทรสาคร ไปแจ้งข้อกล่าวหา เอาผิดแล้ว ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา “ตั้ง สถานีบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต , ใช้ถังผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต , ถ่ายเทน้ำมันในการขนส่งน้ำมันไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่เก็บน้ำมัน รวมถึงความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา เป็นผู้ค้า แต่ไม่แจ้งรายละเอียดกับสถานีบริการน้ำมัน”
ส่วนการประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน จากการเข้าตรวจสอบบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมัน จ.ปทุมธานี พบว่า บริษัทท่อส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ค้า ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำมันมี 6 บริษัทในการขนส่งทางท่อและคำสั่งเก็บน้ำมันเข้าคลังของปทุมธานี ซึ่งพบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ ในช่วงก่อนการและหลังการประกาศราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 26 มี.ค. อีกทั้งยังพบบัญชีน้ำมันดีเซลที่เป็นผู้ค้าเจ้าของน้ำมัน 6 บริษัท คงเหลืออยู่ในคลังแบบพร้อมจ่าย ณ วันที่ 25 มี.ค. รวม 29.4 ล้านลิตร โดยบริษัทที่ 1 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลัง 6,391,203ลิตร , บริษัทที่ 2 มีโรงกลั่นของตัวเองมีน้ำมันคงคลังอยู่ 11,148,842ลิตร , บริษัทที่ 3 ไม่มีโรงกลั่นในไทย มีน้ำมันคงคลังอยู่ 2,290,082 ลิตร , บริษัทที่4 มีน้ำมันคงคลังอยู่ 5,236,657 ลิตร , บริษัทที่ 5 ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 295,867 ลิตร และ บริษัทที่ 6 มีโรงกลั่นของตัวเอง มีน้ำมันคงคลัง 4,054,172 ลิตร
พล.ต.ต.นพศิลป์ ยืนยันว่า การประวิงเวลาของบริษัทลำลูกกาแห่งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของน้ำมันทั้ง 6 บริษัท มาชี้แจงข้อมูลว่าทำไมถึงมีน้ำมันคงคลังเหลืออยู่ในวันที่ 25 มี.ค. ทั้งนี้ ชุดสืบสวนจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมดไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งหากพบว่ามีความเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่ จะดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมจนถึงที่สุด
พลเรือเอกธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ เลขาศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เปิดเผยว่า การตรวจสอบข้อมูลของเรือในทะเลในห้วงที่เกิดวิกฤตมีเรือขนส่งน้ำมันทั้งหมด 99 เที่ยวเรือ จากการตรวจสอบพิกัดเรือพบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ คือมีการเดินทางล่าช้า 1 วัน 14 เที่ยวเรือ และเดินทางล่าช้า 2 วัน 6 เที่ยวเรือ มีการปิดระบบ AIS (automatic identification system) 10 เที่ยว ถือเป็นการกระทำที่ไม่ปกติ เพราะตามกฏหมายแล้วเรือจะต้องเปิดระบบ AIS ตลอดเวลา และพบพฤติกรรมเรือลอยลำประชิดกันในทะเล หรือ ship to ship 2 เที่ยวเรือ และมีการเดินเรือใน ลักษณะของการประวิงเวลา 8 เที่ยวเรือ ซึ่งข้อมูลนี้ได้ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษต่อไป นอกจากนี้ยังได้ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล ห้ามส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ทางกองทัพเรือโดย ศรชล. ยังดำเนินการตรวจจับ สกัดกั้น เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง
พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ 59/2569 โดยมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตรวจสอบ 6 โรงกลั่นภาคตะวันออกที่เรือขนส่งน้ำมันลำเลียงส่ง จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 2 ประ การ 1.ระยะเวลาการเดินเรือ พฤติกรรมเรือต้องสงสัย ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (สัญญาณ AIS : Automatic Identification System) และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ซึ่งข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญ คือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) , มี 2 เที่ยวเรือที่มีการจอดเทียบกันในทะเล (Ship to Ship : STS) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วันหรือประวิงเวลาจำนวน 8 เที่ยวเรือ ของ 8 บริษัท จากเรือ 12 ลำ

2.ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือน กุมภาพันธ์ เป็นเดือนมีนาคมทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทาง "มากกว่า" ปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริงน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างการขนส่ง
ส่วนปริมาณน้ำมันหายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 60 ล้านลิตร ไม่สามารถยืนยันจำนวนตัวเลขได้ชัดเจน เพราะขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน เพื่อเร่งติดตามและนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป นอกจากนี้ จะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้อง10เที่ยวเรือ จ.สุราษฎร์ธานี มาให้ข้อมูลที่ดีเอสไอ ภายในสัปดาห์หน้า
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในฐานะที่ตนกำกับดูแลเรื่องน้ำมันที่จะต้องมีความเพียงพอต่อการต้องการใช้และกำกับเรื่องราคา ตามที่มีรายงานการตรวจสอบหลายส่วนพบความผิดปกตินั้น มันคือส่วนประกอบของกระบวนการใหญ่ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤติของประชาชน ซึ่งบริเวณหน้าปั๊มหรือปลายทางไม่มีน้ำมันให้เติม แต่ข้อเท็จจริงแล้วมีน้ำมัน เพราะการนำเข้าน้ำมันดิบก็อยู่ในภาวะปกติ และในช่วงเดือนมีนาคม โรงกลั่นน้ำมันก็กลั่นน้ำมันมากกว่าปกติ ซึ่งหากเปรียบเทียบเดือนมีนาคมปีนี้ กับปี 2568 แค่เฉพาะน้ำมันดีเซล โรงกลั่นก็มีการกลั่นน้ำมันดีเซลถึง 70 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในขณะที่เดือนมีนาคมปีนี้ กลั่นได้ถึงวันละ 78 ล้านลิตร และกลั่นเพิ่มขึ้นทุกวัน จนครบ 30 วัน รวมแล้วกลั่นไปทั้งสิ้น 200 ล้านลิตรในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเรายังได้มีการไปตรวจสต๊อกน้ำมันดีเซลของโรงกลั่น ซึ่งปกติแล้วในจำนวน 6 โรงกลั่นทั่วประเทศจะมีน้ำมันในสต๊อกประมาณ 1,200 ล้านลิตร แต่ปรากฏว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นอกจากน้ำมันที่กลั่นสูงผิดปกติแล้ว ยังมีการไปดึงเอาน้ำมันในสต๊อกไปใช้ด้วย จึงเพิ่มขึ้นจากการกลั่นน้ำมันสูงถึง 1,200 ล้านลิตร ช่วงที่สต๊อกต่ำสุดเหลือ 700 ล้านลิตร แปลว่า มีการจ่ายน้ำมันจากสต๊อกเข้าระบบไปถึง 500 ล้านลิตร ฉะนั้น จากทั้งโรงกลั่นที่กลั่นน้ำมันเพิ่ม และมีการดึงจากสต๊อกในโรงกลั่นไปให้ผู้ค้าจำหน่ายต่อ รวมกันก็ประมาณ 700 ล้านลิตร มูลค่าหมื่นล้าน ปรากฏว่าถึงจะมีการผลิตเพิ่มหรือมีการสต๊อกเพิ่ม แต่ก็ได้มีการแจ้งจากปั๊มน้ำมันว่าถูกลดโควต้าขายน้ำมัน รับน้ำมันน้อยลง ประชาชนต้องไปต่อแถว และยังได้รับแจ้งว่า Jobber ไม่รับน้ำมันไปขายต่อให้ปั๊มอิสระ หรือเกษตรกร หรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมันสวนทางกัน นี่คือความผิดปกติที่ทำให้เห็นเลยว่าเรามีน้ำมัน มีการผลิตเพิ่มขึ้นและจ่ายออกจากสต๊อก แต่กลับไม่ถึงมือของผู้บริโภค มีการรั่วไหลและมีการกักตุนเก็งกำไร มีการประวิงเวลาในการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่มีราคาถูก เพื่อเก็บกักตุนรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ในวิกฤตก่อนหน้านี้ เป็นการซ้ำเติมประชาชนให้ไม่มีน้ำมันใช้ แต่ตนในฐานะที่เป็นประธานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบัน ได้มีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบ 60,000 ล้านบาทไปชดเชยเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้ใช้น้ำมันในราคาถูก แต่กลับปรากฏว่าเงินชดเชยส่วนนี้ เท่าที่พบจากกระบวนการมีการนำเงินส่วนนี้ไปเก็บกักตุน กลายเป็นการชดเชยให้ผู้ค้าได้รับกำไร มากกว่าที่ควร ยืนยันว่าเที่ยวนี้เอาจริง หลังจากนี้จะต้องไปตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศ 92 คลัง เพื่อเรียกเก็บข้อมูลปริมาณน้ำมัน ปริมาณที่รับและจ่ายไปในทุกวัน เพื่อที่จะได้นำมาวิเคราะห์พฤติกรรมว่าโรงกลั่น หรือคลังน้ำมันรายใด มีใครบ้างที่มีพฤติกรรมเก็บกักตุนเก็งกำไร และหากมีส่วนใดที่ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องนำเงินไปอุดหนุนแต่ไปเป็นกำไรเกินควรของผู้ค้า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเรียกค่าเสียหายคืน
นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ส่วนพฤติกรรมการประวิงเวลาของเรือขนส่งน้ำมันส่อว่าผู้ประกอบการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 25 มี.ค. หรือไม่นั้น ตนมองว่าจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันในราคาสูง ผู้ค้าย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่ายังไงราคาก็ต้องเพิ่มขึ้น ดังนั้น แทนที่จะขายวันนี้ ก็เป็นอีกวัน เพราะเขาคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้น ทั้งนี้ เราจะรอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง ถ้าหากมีการคลี่คลายราคาตลาดลดลง เราก็สามารถปรับลดราคากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติเพื่อที่จะจะได้ขาดทุนต่อวันน้อยลงได้ จากเดิมที่เราขาดทุน 2,000 ล้านบาทต่อวัน ก็อาจจะลดเหลือ 100 ล้านบาทต่อวัน เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินเพื่อเอาคลังมาค้ำ ยิ่งถ้าราคาตลาดนิ่งก็จะยิ่งลดราคาหน้าปั๊มได้ ส่วนค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่น คิดว่าน่าจะมีการประชุมเพื่อนำเอาตัวเลขมาพิจารณาดูในช่วงเดือนเมษายน ว่าอาจจะมีการขอลดราคาค่ากลั่นหน้าโรงกลั่นได้อีก จากมติเดิมลดลงราคา 2 บาท
ขณะที่ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ปิดท้ายว่า ในฐานความผิดอาจมีมากกว่าสองฐานพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีอัตราโทษไม่สูง แต่พฤติการณ์ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี ถือว่าเป็นโทษหนักและสูง และถ้าไปเกี่ยวข้องกับการขนน้ำไปยังประเทศกัมพูชา ก็จะผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย ซึ่งเราต้องไปตรวจสอบ
พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ในส่วนของการปราบปรามดำเนินคดีต่าง ๆ จะมีแผนประทุษกรรมในหลายๆรูปแบบทั้งทางบก ทางน้ำ ส่วนของทางบกเริ่มตั้งแต่คลังน้ำมัน ปั๊ม จ๊อปเปอร์ต่างๆ โดยตามแนวทางที่เรียนไปแล้วนั้นจะเป็นมาตรการเดียวกันที่เราใช้ในการตรวจสอบพฤติกรรมทุกคลังน้ำมัน จำนวน 92 คลัง, จ็อบเบอร์ 245 ราย และปั๊มน้ำมัน 24,556 แห่ง

นอกจากนี้ ในส่วนคณะกรรม การคดีพิเศษซึ่งมีมติได้รับพฤติกรรมการกระทำความผิดกักตุนไว้เป็นคดีพิเศษเมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีบางส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดมี 3 คดี รับเป็นคดีพิเศษ ง ซึ่งในแนวทางการสืบสวนของกรมสอบ
สวนคดีพิเศษได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของบางเคสที่จะต้องลงไปตรวจสอบในเชิงลึก อย่างเช่น จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีที่ตั้งจังหวัดอ่างทอง พบอีกบริษัทตั้งในที่ตั้งเดียวกัน
"ยืนยันว่า “ต่อไปนี้จะไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา” เราจะดำเนินการตรวจสอบทั้งระบบโดยได้รับความร่วมมือจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ใช้มาตรการต่าง ๆ ที่ได้นำเรียนไปใช้ตรวจสอบกับทุกคลังน้ำมันให้เหมือนกันเพื่อความยุติธรรม ซึ่งดีเอสไอจะลงไปตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งมียอดเฉลี่ยว่าปริมาณเท่าไรของน้ำมันคงคลังซึ่งจะมีความย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็นตามที่พลตำรวจเอกธัชชัย ได้ชี้แจงข้างต้น ทั้งนี้ เป็นรายละเอียดต่างๆซึ่งขอยืนยันว่ายังไม่เป็นการกระทำความผิดแต่เราขอตั้งข้อสังเกตจะลงไปทำการตรวจสอบ พร้อมกันนี้จะต้องมีการเรียกเอกสารมาทำการตรวจสอบ ดีเอสไอจะออกหมายเรียกเอกสารต่างๆมาประกอบการตรวจสอบต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี