533.jpg
ดีเอสไอร่อนหมายเรียก สอบ8บริษัท ลุยเช็คบิลกักตุนน้ำมัน

ดีเอสไอร่อนหมายเรียก สอบ8บริษัท ลุยเช็คบิลกักตุนน้ำมัน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีเอสไอร่อนหมายเรียก

สอบ8บริษัท

ลุยเช็คบิลกักตุนน้ำมัน

จอดเรือแช่รอฟันกำไร

ชง5คลังใหญ่คดีพิเศษ

ไล่ขุดพบดีเซลล่องหน

ดีเอสไอร่อนหมายเรียก บิ๊ก 8 บริษัทเดินเรือ ปิดสัญญาณลอยลำ ทำน้ำมันหายกลางทะเลสุราษฎร์ กว่า 60 ล้านลิตร คาดฟันกำไรอื้อ ขณะเดียวกัน ยังพบอีก 5 คลังใหญ่ทำดีเซลล่องหน อึ้งตกแต่งบัญชีรับจากต้นทางปริมาณให้สอดคล้องกับปลายทาง จ่อเติมเป็นคดีพิเศษ ศุภจีเดินหน้ามาตรการสินเชื่อ ดอกเบี้ยคนละครึ่งช่วยเกษตรกรทุกรูปแบบแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า เบื้องต้นคณะพนักงานสอบ สวนคดีพิเศษที่ 59/2569 จะดำเนินการสอบสวนเรื่องการกักตุนน้ำมันไว้ทั้งสิ้น 3 กรณี คือ 1.บริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2.กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค) ดำเนินการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง (บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด) และ 3.กรณีเรื่องสืบสวนที่ดีเอสไอได้สืบสวนร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ตำรวจ กรมธุรกิจพลังงาน และภาคีเกี่ยวข้อง กรณีที่มีเรือวิ่งรับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ ธานี ซึ่งได้มีน้ำมันล่องหนไปกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตร ซึ่งพบจำนวนเที่ยวเรือมาเกี่ยวข้อง 99 เที่ยว และนอกจากนี้ จะได้ทยอยรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษอีก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการสอบสวนบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ตามมาตรา 7 และมาตรา 10


พบอีก5คลังตุนผิดปกติ

ส่วนกรณีที่ รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ไปตรวจพบคลังน้ำมัน จำนวน 5 คลัง ที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ แบ่งเป็น ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 3 แห่ง และบริษัทคลังน้ำมัน ตามมาตรา 10 จำนวน 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่มีการจ่ายน้ำมันออกไปนั้น อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่า จากการรับฟังข้อมูลของตำรวจ ก็พบว่าเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ มีพฤติการณ์กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และกระทำในลักษณะกระบวน การ จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่เราจะรับโอนมาสอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยถ้าหากในแต่ละคลังไม่มีความเชื่อมโยงกัน เราต้องแยกเป็น 5 เรื่อง 5 กรณี ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกันเพื่อจะได้รับโอนสำนวน

อธิบดีดีเอสไอ เผยอีกว่า สำหรับกรณีเรื่องสืบสวนที่ดีเอสไอได้ร่วมสืบสวนสอบสวนกับ ศรชล. ซึ่งพบความผิดปกติของเที่ยวเรือที่รับน้ำมันจากโรงกลั่นในภาคตะวันออกและแล่นไปยังคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตอนนี้เราพบความผิดปกติจากเรื่องดังกล่าว 3 ลักษณะ คือ 1.เราประสานข้อมูลกับ ศรชล. ที่ได้ตรวจพิกัดการเดินของเรือ จึงพบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ ของเรือ 12 ลำ จาก 8 บริษัท ลักษณะวิ่งช้ากว่าปกติ และในจำนวน 20 เที่ยวเรือนี้ พบว่ามี 10 เที่ยวเรือที่ปิดสัญญาณ AIS : Automatic Identification System (ระบบระบุตัวตนอัตโนมัติที่ใช้คลื่นวิทยุ VHF ส่งข้อมูลดิจิทัล เช่น ชื่อเรือ ตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทาง แบบเรียลไทม์ระหว่างเรือและสถานีชายฝั่ง เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ป้องกันการชนกัน และติดตามความเคลื่อนไหว โดยทำงานอัตโนมัติตลอดเวลา) เพื่อปิดพิกัดตัวเองไม่ให้ส่วนกลางติดตามได้ว่าเรือเเล่นอยู่ที่ไหน

เรียกเอกสารดูขนถ่ายน้ำมัน

2.เราได้ตรวจเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงจรการซื้อขายน้ำมันและการขนส่ง อาทิ เอกสารใบ น.ม.9 (รายงานการจ่ายน้ำมัน และใบกำกับการขนส่งที่จะระบุชื่อผู้ส่ง ปริมาณ ชนิดน้ำมัน วันที่ออกเดินทาง ชื่อเรือ และข้อมูลการเสียภาษีสรรพสามิต) และเอกสารใบ น.ม.10 หรือคลังปลายทาง (การรับน้ำมันเข้าคลัง) เพื่อตรวจสอบสถานะการรับมอบ สถานที่ และปริมาณที่รับจริง ซึ่งเราใช้ตรวจสอบดูได้ว่าบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับน้ำมันไปปริมาณเท่าไร และระหว่างทางมีน้ำมันไปแจกจ่ายที่ไหนบ้างตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้กำกับไว้ ซึ่งจะมีตัวเลขตรงนี้

ส่วนกรมเจ้าท่าก็จะได้รับรายงานการเดินเรือ การออกเรือ และการสิ้นสุดปลายทาง อย่างไรก็ดี คณะพนัก งานสอบสวนอยู่ระหว่างนำตัวเลขมาตรวจสอบเปรียบเทียบกัน เพราะตัวเลขมันไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันที่ส่งเข้าคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีกลับมีปริมาณน้ำมันมากกว่าต้นทาง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ยิ่งโดยไปเกี่ยวข้องกับหลายสิบเที่ยวเรือ จึงมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลตัวเลขยังเชื่อถือได้ยาก เพราะถ้ามีการร่วมกันทำเป็นขบวนการ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำตัวเลขให้มันสอดคล้องกัน แต่แม้พยายามจะทำให้ตัวเลขมันสอดคล้องกันก็ตาม แต่ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดคือปริมาณน้ำมันจากต้นทางมาปลายทางมันแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีที่ปลายทางมีปริมาณน้ำมันสูงกว่ามาก จึงทำให้คณะพนักงานสอบสวนยังไม่ขอเชื่อตัวเลขที่ได้รับรายงานมา ทั้งนี้ เราต้องไปให้สุด ว่าคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้จ่ายน้ำมันไปที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้ไปไล่ยังปลายทาง

คลังสุราษฎร์ส่ออาการหนัก

3.กรณีคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด) ที่มีน้ำมันจำนวนมากผิดปกติ โดยในเดือน ก.พ.69 คลังมีการจำหน่ายน้ำมันไป 2.1 ล้านลิตร แต่พอในเดือน มี.ค.69 ที่พบปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน คลังกลับจ่ายน้ำมันเพียง 400,000 ลิตร ทั้งที่มีความต้องการน้ำมันสูง แต่คลังกลับจำหน่ายน้ำมันน้อยมาก จึงมีมูลที่ต้องสอบสวนว่าคลังน้ำมันมีพฤติกรรมประวิงการจำหน่าย ประวิงการส่งมอบน้ำมัน หรือปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันหรือไม่ ก็จะเป็นความผิดในเรื่องของการกักตุนน้ำมัน

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยต่อว่า สำหรับปริมาณน้ำมันที่ล่องหนกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 57-60 ล้านลิตรนั้น เราพบว่ามีความเกี่ยวข้องของ 10 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือ และบริษัทคลังน้ำมัน และนอกจากนี้ ตามข้อมูลหลักฐานยังเชื่อว่ามีผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกัน แต่อย่างไรเรื่องนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล

ขยายผลคลังน้ำมันอ่างทอง

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยด้วยว่า กรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดอ่างทอง และได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ดำเนินการตรวจสอบดำเนินคดี อยู่ในเครือของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือที่รู้จักกันในวงการว่า “เสี่ยตือ คอสโม่” หรือไม่ ว่า ตามที่นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ได้มีการเอ่ยชื่อถึง เนื่องด้วยบริษัททริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด มีชื่อไปพ้องกับบริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด ที่ตั้งอยู่ที่พระราม 2 แสมดำ บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงนี้มีกลุ่มที่เป็นเจ้าของผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มของบุคคลที่มีชื่อดังกล่าว แต่ตามที่ตนได้รับสำนวนมาเบื้องต้น ก็พบว่าบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ถูกดำเนินคดีปลอมปนน้ำมันตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 แต่เมื่อเรามีมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จึงได้รับโอนเรื่องมา เพื่อจะได้สอบสวนขยายผลว่าน้ำมันที่อยู่ในคลังจังหวัดอ่างทองนี้ เป็นน้ำมันของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด หรือเป็นน้ำมันของของคลังที่เป็นบริษัทที่อยู่ในพระราม 2 ที่มีชื่อของบุคคลดังกล่าว (เสี่ยตือ) สรุปคืออยู่ระหว่างขยายผลว่าเป็นน้ำมันของนิติบุคคลรายใด

พบสัมพันธ์ลึกคลังน้ำมัน

เมื่อถามว่า บริษัททริลเลียนออยล์ จำกัด ที่ตั้งอยู่ที่พระราม 2 แสมดำ บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร มีชื่อของบุตรสาวของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือที่รู้จักกันในวงการว่า “เสี่ยตือ คอสโม่” เป็นผู้ถือหุ้นหลัก จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ”บริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด“ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ ”บริษัททริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง” หรือไม่นั้น อธิบดีดีเอสไอ ยอมรับว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเชื่อมโยงของทั้งสองแห่ง ส่วนกรณีรายชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัททั้ง 2 แห่ง มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่นั้น อธิบดีดีเอสไอ แจงว่า พบว่าทั้ง 2 แห่งมีการแยกผู้ถือหุ้นเป็นคนละกลุ่ม แต่ “บริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด” ที่ตั้งอยู่ที่พระราม 2 แสมดำ บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร มีคลังน้ำมันที่ก็มีที่อยู่เดียวกันกับ “บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด” ใน จ.อ่างทองด้วย

เรียก8บิ๊กบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน คณะพนักงานสอบคดีพิเศษที่ 59/2569 ได้ออกหมายเรียกพยานเป็นผู้บริหารบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน 8 บริษัท ที่เป็นเจ้าของเรือ 12 ลำ หลังจากพบว่ามีความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันล่าช้า ในจำนวน 20 เที่ยวเรือ ที่ต้องขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ ธานี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนัดวันเวลาจัดตารางคิวการเข้าให้ปากคำชี้แจง ซึ่งจะเริ่มการสอบสวนปากคำในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ในวันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังได้ไปเข้าพบกับผู้บริหารกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อขอข้อมูลหลังจากเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจพลังงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีพฤติการณ์กักตุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ปริมาณ 2.1 ล้านลิตร ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งหลังจากได้ข้อมูลมาแล้วจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันดังกล่าวต่อไป และนอกจากนี้ ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ไปตรวจสอบกรณีที่พบว่ามีการขายน้ำมันเกินราคา และขายน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานในช่วงที่เกิดการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งทางตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กำลังดำเนินการในกรณีนี้อยู่ เพื่อนำข้อมูลพฤติการณ์ไปพิจารณาว่าจะเสนอรับเป็นคดีพิเศษในอนาคตด้วยหรือไม่

จับตังเกขนน้ำมันเถื่อน

นายอนันต์ วงศ์ซิ้ม สรรพสามิตพื้นที่ตราด รายงานผลการจับกุม เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 01.00 น. คณะเจ้าหน้าที่นำโดย นายพุทธพงศ์ หยังยืนยง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ และเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่ตราด ร่วมกับตำรวจน้ำ สรน.6 กก.5 บก.รน. ได้เข้าตรวจสอบเรือยนต์ชื่อ ส.สุภาพร 5 หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมายเข้ามาในเขตน่านน้ำไทย

จากการเข้าตรวจสอบบริเวณท่าเทียบเรือ ป.เกษมศิริ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและขอตรวจค้นเรือลำดังกล่าว โดยมี นายสุรชัย รื่นจิตต์ อายุ 62 ปี รับเป็นเจ้าของเรือและผู้นำตรวจ จากการตรวจสอบภายในเรือ พบน้ำมันเถื่อน(ดีเซล) บรรจุอยู่ในถังขนาด 200 ลิตร จำนวน 19 ถัง รวมปริมาตรน้ำมันทั้งสิ้น 3,800 ลิตร โดยผู้ต้องหาสารภาพว่า ซื้อน้ำมันดังกล่าวมาในราคาลิตรละ 28-30 บาท โดยไม่มีเอกสารการเสียภาษีหรือหลักฐานทางกฎหมายมายืนยัน ซึ่งน้ำมันดีเซลทั้งหมดซื้อมาจากกลางทะเล มีเรือลำใหญ่เป็นผู้ขาย โดยใช้วิธีลำเลียงใส่เรือเล็กอีกลำ ก่อนจะมาส่งต่ออีกที ส่วนนำมันที่ซื้อมานั้นจะนำไปใช้สำหรับการทำประมง

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยนายสุรชัยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และยินยอมชำระค่าปรับตามระเบียบ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับนายสุรชัย รื่นจิตต์ จะปรับภาษีสรรพสามิต ลิตรละ 7.44 บาท พร้อมค่าปรับ 5 เท่า คือ น้ำมัน 3,800 ลิตร x ภาษี 7.44 บาท เป็นเงิน 28,272 บาท บวกค่าปรับ 5 เท่า เป็นเงิน 141,360 บาท

เบื้องต้น จากน้ำมันไม่เสียภาษี ผู้ต้องหายินยอมเสียภาษีพร้อมค่าปรับแล้ว สามารถนำน้ำมันไปใช้ต่อได้ เนื่องจากเสียภาษีตามกฎหมายแล้ว ซึ่งหากคิดตามราคาต้นทุนที่ผู้ต้องหาอ้างว่า ซิ้อมาขั้นต่ำในราคาลิตรละ 28 บาท ราคา 106,400 บาท บวกกับภาษีและค่าปรับ 141,360 บาท จะกลายเป็นลิตรละ 65.2 บาท ซึ่งมีราคาสูงกว่าราคาน้ำหน้าปั้ม แต่หากไม่ถูกจับ จะมีราคาต่ำกว่าตลาดถึง 50 %

จัดดอกเบี้ยคนละครึ่ง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เป็นมาตรการช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดย “พลัส” ด้วยการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ตลอดจนสมาคมผู้ประกอบการปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ผ่านองค์ความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็น ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

โครงการสินเชื่อ“ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วงเงิน 30,000ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น กำหนดวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ระยะเวลาโครงการ 3 ปี และระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี แบ่งเป็นเกษตรกรรับภาระ 3% และรัฐบาลช่วยชำระอีก 3%

สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรต้องผ่านการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุน เช่น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และต้องใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสถาบันเกษตรกรหรือแหล่งที่กำหนด รวมถึงใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐ

เรือด่วนเจ้าพระยาลด 1 บาท

หลังจากบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขรประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 รอบ รวม 4 บาท เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการ และล่าสุดภายหลังสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลง 4 บาท เป็นราคา 44.45 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

บริษัทจึงได้ปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภททุกเส้นทางลง 1 บาทจากอัตราเดิม มีผลตั้งแต่วันนี้(17เมษายน 2569)ที่บริเวณท่าเรือสาทร พบว่าตั้งแต่ช่วงเช้ามีผู้ใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนน้อยกว่าวันทำงานปกติ ขณะที่พนักงาน บ.เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ได้ปรินท์ตารางอัตรค่าโดยสารใหม่มาติดประกาศแจ้งผู้โดยสาร ระบุ เรือด่วนเจ้าพระยาทุกธงปรับลดอัตราค่าโดยสารลง 1 บาท จากอัตราเดิมมีผลตั้งแต่ วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป พร้อมระบุว่าหากราคาน้ำมันปรับลดลงบริษัท จะปรับลดอัตราค่าโดยสารต่อไป

พนักงานเผยว่าวันนี้ผู้ใช้บริการน้อยกว่าทุกวัน เนื่องจากผู้โดยสาร ที่ไล่มาตั้งแต่นนทบุรีส่วนใหญ่ทำงานในสถานที่ราชการ อาจจะลาหยุดยาวต่อเนื่องจากเทศกาลสงกรานต์ โดยคาดว่าวันจันทร์หน้าผู้โดยสารจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ค่าโดยสารปรับขึ้นรวม 4 บาท พบว่า ผู้โดยสารใช้บริการลดลงเล็กน้อย ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด อาจทำให้ผู้โดยสารเปลี่ยนไปใช้บริการการขนส่งประเภทอื่นแทน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ไม่ได้ปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top