วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอ่วม 27 ปีอดีตผอ.รร.เตรียมอุดม ส่วนเลขาฯกับนายกสมาคมผู้ปกครองคุกคนละ 18ปี เรียกรับเงินจากผู้ปกครองพาลูกเข้าเรียนก่อนได้ประกันตัวติด EMทั้งสามคน
วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ย่านตลื่งชัน ศาลมีคำพิพากษาในคดีทุจริตเรียกรับเงิน หมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 179/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปรเมษฐ์ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, นางกรรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตเลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และนพ.ไพศาล (ขอสงวนนามสกุล) นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
โจทก์ฟ้องว่า ปีการศึกษา 2559 ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ต่อเนื่องกันซึ่งเป็นปักปีการศึกษา 2559 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 1 ได้วางแผนการด้วยการเสนอร่างประกาศรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแผนการรับนักเรียนกำหนดรับนักเรียนรวมทั้งหมด 1,480 คน แบ่งเป็น 1 ประเภทโควต้าจังหวัดไม่เกินร้อยละ 20 2 ประเภทสอบคัดเลือกร้อยละ 80 และ 3 ประเภทความสามารถพิเศษและเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ทำการอนุมัติและได้รับการอนุมัติโดยไม่มีการรับนักเรียนในประเภทเงื่อนไขพิเศษแต่อย่างใด โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงนามออกประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ประกาศรับนักเรียนจำนวน 1,480 คน และยังได้ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 อีก 1 ฉบับ โดยไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นโยบายและแนวปฏิบัติที่วางไว้สำหรับปีการศึกษา 2559 อันเป็นการมิชอบ
จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึก ให้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณารายชื่อ รายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษโดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมเป็นคณะกรรมการในตำแหน่งกรรมการรับนักเรียนและที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ต่อมาจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินที่เสนอโดยสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเสนอต่อจำเลยที่ 1 ในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คน
ซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝาก เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนที่ตนเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยรับรองและนำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวให้ที่ประชุมรับรองและเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณา แล้วจำเลยที่ 1 นำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์อันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเกิดความเสียหายต่อนักเรียนลำดับสำรองที่มีสิทธิ์เข้าเรียน เมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าได้สละสิทธิ์ ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมาในวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัดมหาชนสาขาสยามสแควร์ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน
โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานและผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครูเรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมเป็นผู้รับเงินจำนวน 34 ฉบับ ประมาณจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คนจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์จากนั้นจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คตามที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริต
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิ์เข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ์ ในวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัดมหาชนสาขาสยามสแควร์ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานและผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครูเรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ
จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมเป็นผู้รับเงินจำนวน 34 ฉบับ ประมาณจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คนจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์จากนั้นจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คตามที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิ์เข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ์
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทแก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือร่วมกันกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเราเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทแก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือร่วมกันกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเราเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน
ในทางไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี
จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ต่อมา ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยจำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์ประกัน 5 ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 2และ3 ตีหลักทรัพย์ประกันคนละ 3 ล้านบาท โดยให้จำเลยทั้ง3คน ใส่อุปกรณ์กำไล EM ระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก อดีตผอ.โรงเรียนดัง 27 ปี คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี