533.jpg
เปิดคำพิพากษา คุก 27 ปี อดีต ผอ.โรงเรียนดัง คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

เปิดคำพิพากษา คุก 27 ปี อดีต ผอ.โรงเรียนดัง คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.14 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอ่วม 27 ปีอดีตผอ.รร.เตรียมอุดม ส่วนเลขาฯกับนายกสมาคมผู้ปกครองคุกคนละ 18ปี เรียกรับเงินจากผู้ปกครองพาลูกเข้าเรียนก่อนได้ประกันตัวติด EMทั้งสามคน

วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ย่านตลื่งชัน ศาลมีคำพิพากษาในคดีทุจริตเรียกรับเงิน หมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 179/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปรเมษฐ์ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, นางกรรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตเลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และนพ.ไพศาล (ขอสงวนนามสกุล) นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ


โจทก์ฟ้องว่า ปีการศึกษา 2559 ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ต่อเนื่องกันซึ่งเป็นปักปีการศึกษา 2559 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 1 ได้วางแผนการด้วยการเสนอร่างประกาศรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแผนการรับนักเรียนกำหนดรับนักเรียนรวมทั้งหมด 1,480 คน แบ่งเป็น 1 ประเภทโควต้าจังหวัดไม่เกินร้อยละ 20 2 ประเภทสอบคัดเลือกร้อยละ 80 และ 3 ประเภทความสามารถพิเศษและเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ทำการอนุมัติและได้รับการอนุมัติโดยไม่มีการรับนักเรียนในประเภทเงื่อนไขพิเศษแต่อย่างใด โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงนามออกประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ประกาศรับนักเรียนจำนวน 1,480 คน และยังได้ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 อีก 1 ฉบับ โดยไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นโยบายและแนวปฏิบัติที่วางไว้สำหรับปีการศึกษา 2559 อันเป็นการมิชอบ

จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึก ให้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณารายชื่อ รายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษโดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมเป็นคณะกรรมการในตำแหน่งกรรมการรับนักเรียนและที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ต่อมาจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินที่เสนอโดยสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเสนอต่อจำเลยที่ 1 ในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คน

ซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝาก เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนที่ตนเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยรับรองและนำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวให้ที่ประชุมรับรองและเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณา  แล้วจำเลยที่ 1 นำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์อันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเกิดความเสียหายต่อนักเรียนลำดับสำรองที่มีสิทธิ์เข้าเรียน เมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าได้สละสิทธิ์ ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมาในวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัดมหาชนสาขาสยามสแควร์ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน

โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานและผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครูเรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมเป็นผู้รับเงินจำนวน 34 ฉบับ ประมาณจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คนจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์จากนั้นจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คตามที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริต

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิ์เข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ์  ในวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัดมหาชนสาขาสยามสแควร์ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานและผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครูเรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ

จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมเป็นผู้รับเงินจำนวน 34 ฉบับ ประมาณจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คนจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์จากนั้นจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คตามที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิ์เข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ์ 

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทแก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือร่วมกันกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเราเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทแก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือร่วมกันกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเราเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน

ในทางไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี 

จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ต่อมา ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยจำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์ประกัน 5 ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 2และ3 ตีหลักทรัพย์ประกันคนละ 3 ล้านบาท โดยให้จำเลยทั้ง3คน ใส่อุปกรณ์กำไล EM ระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก อดีตผอ.โรงเรียนดัง 27 ปี คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top