วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ระบุ เสี่ยงนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่กระทบสุขภาวะประชาชน ย้ำผลสำรวจเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวและตัวเลขเศรษฐกิจจากบางกลุ่มธุรกิจ ไม่อาจใช้แทนหลักฐานระดับประเทศ ข้อมูลติดตามผล 180 วันชี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วย ร้านค้ารายย่อยรายได้ไม่เพิ่ม ขณะที่อุบัติเหตุและการตลาดออนไลน์เริ่มส่งสัญญาณอันตราย
ท่ามกลางการนำเสนอข้อมูลสนับสนุนนโยบายปลดล็อกเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00–17.00 น. นักวิชาการด้านสาธารณสุขและนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่นำเสนอโดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา จาก Super Poll และแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายสรเทพ โรจน์ปัญญานนท์ ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจ ยังเป็นข้อมูลที่ “ผิดพลาดและไม่ครบถ้วน” เพราะเลือกนำเสนอเฉพาะบางมิติ โดยเฉพาะมุมมองเชิงธุรกิจและพื้นที่ท่องเที่ยว แต่ยังไม่ครอบคลุมหลักฐานด้านสุขภาพ ความปลอดภัยทางถนน การเข้าถึงของเยาวชน การตลาดออนไลน์ และเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่กระทบต่อสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว
รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า การผลักดันให้ขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย ไม่ควรถูกสื่อสารด้วยข้อมูลด้านเดียวว่าเป็น “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” หรือเป็น “ความต้องการของประชาชน” หากยังไม่มีหลักฐานที่เป็นตัวแทนระดับประเทศและไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน เพราะนโยบายแอลกอฮอล์ไม่ใช่นโยบายการค้าโดยลำพัง แต่เป็นนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความปลอดภัย ครอบครัว เยาวชน และภาระต่อระบบสุขภาพของประเทศ
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่า มีคนบางกลุ่มหรือบางพื้นที่ต้องการให้เปิดขายเพิ่มหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าข้อมูลนั้นเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศได้จริงหรือไม่ และได้คำนวณต้นทุนทางสังคมและสุขภาพครบถ้วนแล้วหรือยัง การกำหนดนโยบายสาธารณะต้องยืนอยู่บนหลักฐานทั้งระบบ ไม่ใช่ข้อมูลที่เลือกเฉพาะด้านที่สนับสนุนผลประโยชน์ทางการค้า” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
กรณีการอ้างผลสำรวจว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปลดล็อกเวลาขาย หากข้อมูลดังกล่าวมาจากการสำรวจเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหรือกลุ่มตัวอย่างที่มีบริบททางเศรษฐกิจเฉพาะ ย่อมไม่สามารถนำมาใช้เป็นภาพแทนของประชาชนทั้งประเทศได้โดยตรง เพราะความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยว เมืองเศรษฐกิจ หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง อาจแตกต่างจากประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย อุบัติเหตุ ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลจากการสำรวจประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 3,924 ตัวอย่าง ใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ระหว่างวันที่ 7–21 มีนาคม 2568 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 82.8% สนับสนุนให้คงเวลาจำหน่ายสุราตามเดิม หรือไม่เห็นด้วยกับการเปิดขายช่วง 14.00–17.00 น. และล่าสุดยังมีการสำรวจในช่วง 18 มีนาคม – 8 เมษายน 2569 หลังประกาศปลดล็อก จากกลุ่มประชาชน ผู้ประกอบการร้านค้า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวม 3,960 ตัวอย่าง ใน 12 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ประกอบด้วยพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง พบว่า เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือนหลังปลดล็อกให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายได้ ประชาชนยังไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วยกับการปลดล็อกในครั้งนี้
ผลสำรวจดังกล่าวยังชี้ว่า แม้แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวเองยังมองเห็นผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุทางถนน ขณะที่ความคาดหวังว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้นั้น อาจเกิดผลกับนักท่องเที่ยวเพียงส่วนน้อย เพราะนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเกือบ 70% ระบุว่าการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีผลต่อการมาเที่ยวในครั้งนี้ และกว่า 80% ระบุว่าแม้ไม่มีการปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย ก็ไม่กระทบต่อแผนการท่องเที่ยวไทยของตนแต่อย่างใด ข้อมูลนี้สะท้อนว่าเสียงของประชาชนจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมเพื่อความปลอดภัย มากกว่าการผ่อนปรนเพื่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เพียงด้านเดียว
ในประเด็นเศรษฐกิจและรายได้ของผู้ประกอบการ ข้อมูลภาคสนามจากโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งสนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และมีการติดตามผลนโยบาย 180 วัน พบว่า ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ 74% ไม่รู้กฎหมายใหม่หรือไม่ได้มีส่วนได้เสียจากการขยายเวลา ขณะที่ร้านโชห่วยและร้านค้ารายย่อยสะท้อนตรงกันว่า รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงการ “ย้ายเวลาซื้อ” จากช่วงเย็นมาเป็นช่วงบ่าย ไม่ใช่การสร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ข้อมูลการติดตามผลช่วงปีใหม่ 2569 ยังชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนสำคัญ โดยพบว่า การเสียชีวิตจากสุราระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม ถึง 1 มกราคม เพิ่มขึ้น 4.8 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 หลังควบคุมปัจจัยกวน ขณะเดียวกัน ผลงานวิจัยจากการเฝ้าระวังการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์ของอาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังชี้ให้เห็นว่า หลังการปลดล็อกเวลา 14.00–17.00 น. การสื่อสารที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายเยาวชนเพิ่มจาก 55.9% เป็น 67.5% หรือเพิ่มขึ้น 11.6 จุด พร้อมแนวโน้มการใช้เพจทางการของร้านค้าและการโฆษณาตรงมากขึ้นในช่วงบ่าย ซึ่งตรงกับเวลาหลังเลิกเรียนและเวลาที่เยาวชนใช้งานสื่อออนไลน์สูง
รศ.ดร.นพ.พลเทพ ให้ข้อสังเกตว่า บทเรียนจากต่างประเทศไม่สามารถนำมาอ้างเพื่อสนับสนุนการปลดล็อกแบบทั่วไปได้โดยไม่พิจารณาบริบท เพราะประเทศที่สามารถผ่อนปรนเวลาได้โดยไม่เกิดผลกระทบรุนแรง มักมี “เกราะป้องกัน” ที่เข้มแข็ง เช่น ระบบร้านค้าของรัฐ การจำกัดจำนวนจุดขาย การตรวจอายุที่เข้มงวด การอบรมผู้ให้บริการ ระบบใบอนุญาตพิเศษ การจำกัดพื้นที่และเวลาเฉพาะกรณี และการประเมินผลอย่างเป็นระบบ ในทางตรงกันข้าม การปลดล็อกแบบเปิดกว้างโดยไม่มีเงื่อนไขเพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ หากนโยบายนี้ถูกผลักดันต่อไปโดยใช้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ประเทศอาจต้องแลกกับผลกระทบที่สูงกว่ารายได้ที่อ้างว่าจะเพิ่มขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเปิดขายแล้วมีใครขายได้มากขึ้น แต่ต้องถามว่าใครเป็นผู้รับภาระจากอุบัติเหตุ เยาวชนที่เข้าถึงง่ายขึ้น การตลาดออนไลน์ที่รุกหนักขึ้น และค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพในอนาคต
ขณะที่ รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เท่าที่เคยพูดคุยกับตัวแทนผู้ประกอบการ แหล่งที่มาของข้อมูลยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นข้อมูลจากผู้ประกอบการบางรายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อมูลรายได้ภาพรวมของธุรกิจทั่วประเทศ นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนทางสังคมที่อาจตกอยู่กับประชาชนทั่วไป เช่น ความรู้สึกปลอดภัย หรือการได้รับผลกระทบทั้งในแง่การคุกคามทางวาจา หรือทางกายภาพในเวลากลางวันของผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งยังไม่เห็นข้อมูลว่ามีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงจุดจำหน่ายแอลกอฮอล์ดังกล่าว รวมถึงอุบัติเหตุทางถนน และความรุนแรงในครอบครัวซึ่งอาจไม่ได้เกิดเหตุ ณ จุดที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“หากจะใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจมาสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ต้องไม่ละเลยการนำต้นทุนทางสุขภาพและสังคมควบมาลบออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย ไม่เช่นนั้น รัฐบาลจะคำนึงถึงเฉพาะรายได้ของบางกลุ่ม แต่ละเลยภาระที่ชุมชนใกล้เคียง ระบบสาธารณสุข และผู้ใช้รถใช้ถนนต้องแบกรับ”
รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวเสริมว่า จากที่ตนได้เข้าร่วมการสัมมนาเชิงวิชาการเพื่อติดตามและประเมินผลกระทบของนโยบายการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน ในประเทศไทย จัดโดยมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 พื้นที่ท่องเที่ยวอย่างจังหวัดชลบุรี มีข้อเสนอว่าไม่ควรขยายเวลาจำหน่ายช่วง 14.00–17.00 น. เป็นการทั่วไปทั้งประเทศ แต่อาจพิจารณาผ่อนปรน จำกัดเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวหรือช่วงเทศกาลสำคัญ พร้อมเงื่อนไขการลดผลประทบที่เข้มงวด เช่น การป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน การป้องกันการเมาแล้วขับ และการจัดระบบติดตามผลด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรนำไปพิจารณาคือ รัฐไม่ควรตัดสินใจปลดล็อกเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00–17.00 น. เป็นการถาวรหรือเป็นการทั่วไปทั้งประเทศในทันที แต่ให้พิจารณาผ่อนปรนเฉพาะพื้นที่เฉพาะเท่านั้น ระหว่างการรอผลประเมินเมื่อดำเนินนโยบายครบ 180 วันให้รอบด้าน และใช้ข้อมูลจากระดับประเทศเป็นหลัก เปิดเผยข้อมูลผลกระทบอย่างโปร่งใส และหากจะมีการทดลองผ่อนปรน ต้องจำกัดเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวที่สามารถดำเนินมาตรการควบคุมผลกระทบได้จริง พร้อมมาตรการป้องกันและระบบติดตามผลที่เข้มงวด
“โดยสรุป การถกเถียงเรื่องเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ควรถูกพิจารณาบนฐานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นเฉพาะกลุ่ม แต่ควรยึดหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่คำนึงถึงต้นทุนทางสังคม ความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง นโยบายสาธารณะที่ดีต้องไม่เน้นเพียงการให้ผลประโยชน์ให้แก่บางกลุ่มบนต้นทุนการได้รับผลประทบของคนทั้งสังคม” รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี