533.jpg
เปิดความเห็น 3 กรรมการ ป.ป.ช. คดีภาษีชินคอร์ป 1.79 หมื่นล้าน

เปิดความเห็น 3 กรรมการ ป.ป.ช. คดีภาษีชินคอร์ป 1.79 หมื่นล้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.
Tag :

ส่องความเห็น 3 กรรมการป.ป.ช. ชี้มูล"สุภา" ไม่ผิดคดีภาษีชินคอร์ป 1.79 หมื่นล้านบาท จี้"วิชา"และ"สุภา"ควรชี้แจงสังคมคดีนี้คล้ายโดนดอง

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569  ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด(พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต1)โจทก์   นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวม 3 ราย จำเลย กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564  ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ ว 44 ลงวันที่ 23 มิ.ย. 2549 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีอากร แต่กลับไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง มูลค่า 17,900 ล้านบาทนั้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 มติที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.(เฉพาะสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิดและใกล้ขาดอายุความ) โดยลงมติ  4:3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา  ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวม 6 ราย และส่งสำนวนนี้ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว  จากกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่03-3-1058/2564  ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครองนั้น

แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.แจ้งว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการปปช.4:3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา กับพวกนั้น  ในส่วนมติเสียงข้างน้อย 3 เสียง คือ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ นายแมนรัตน์  รัตนสุคนธ์  ที่มีความเห็นไม่ชี้มูลความผิดนางสาวสุภาและให้ตีตกข้อกล่าวหานั้นมีรายละเอียดดังนี้

นายเพียรศักดิ์ ระบุว่า หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่ระบุไว้ในหนังสือหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ ว 44 ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุนั้นเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเกินกว่าสิบล้านบาท และศาลได้พิจารณาให้ส่วนราชการเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง หากส่วนราขการเจ้าของคดีและอัยการเห็นตรงกันว่าคดีไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกาให้ดำเนินการอุทธรณ์ฎีกาไปก่อนเนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงแล้วส่งเรื่องกลับให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็ว  หากต่อมากระทรวงการคลังเห็นควรว่าไม่อุทธรณ์ฎีกาก็ให้เจ้าหน้าที่แจ้งอัยการให้ถอนอุทธรณ์ฎีกาต่อไป
 
นายเพียรศักดิ์ กล่าวว่า เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทางราชการ แต่ก็ยังให้อำนาจกระทรวงการคลังที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ราชการแต่ในทางปฏิบัติสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นทนายความแก้ต่างให้กรมสรรพากรก็จะยังไม่อุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาออกไปก่อนซึ่งไม่ทำให้เกิดความเสียหายและยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ได้ขยาย  เว้นแต่กรณีที่ไม่อาจขยายได้แล้ว เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ตัวความโดยสำนักงานอัยการสูงสุดต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์ไปก่อนตามที่หนังสือ ว 44 กำหนดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และกรณีดังกล่าวนางสาวสุภาได้พิจารณามีความเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบคอบให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าหุ้นที่กรมสรรพากรประเมินภาษีเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือไม่(นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร)หากมิใช่โอกาสที่จะชนะคดีเป็นไปได้ยากก็เห็นสมควรไม่อุทธรณ์คดี
แต่หากหุ้นเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยแท้ก็เห็นสมควรให้กรมสรรพากรดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป 

ต่อมากรมสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวยังไม่พบแนวทางปฏิบัติประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะเป็นผู้มีภาระภาษีอากรการอุทธรณ์คดีต่อไป โอกาสชนะเป็นไปได้ยากเห็นควรไม่อุทธรณ์และแจ้งให้อธิบดีอัยการสำนักงานภาษีอากรทราบ และเสนอเรื่องให้นางสาวสุภาทราบ ซึ่งนางสาวสุภา มีความเห็นรับทราบ ดังนั้น การพิจารณาของนางสาวสุภาและผู้เกี่ยวข้องในกรณีนี้อยู่ในห้วงเวลาที่ยังไม่เลยกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้แล้ว
 
 "กรณีดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการการพิจารณาไม่อุทธรณ์กรณีดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ฉะนั้นจากการไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นความผิด จึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6ราย และให้ข้อกล่าวหาตกไป”นายเพียรศักดิ์ กล่าว
 
ส่วนนายแมนรัตน์ ระบุว่า การที่นางสุภา(ผู้ถูกกล่าวหาที่1)ลงนามในบันทึกข้อความกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักความรับผิดทางแพ่ง ด่วนที่สุด ที่กค 0410.2/5716 วันที่ 25 มิย.2554เรื่องการพิจารณาอุทธรณ์คดีรายนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาถึงอธิบดีกรมสรรพากรนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกข้อความดังกล่าวแผ่นที่หนึ่ง บรรทัดสุดท้ายว่า”จึงให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้..”และ”ในบันทึกข้อความแผ่นที่สองก็ได้มีแนวทางกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
 
เห็นว่าบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นการสั่งกรมสรรพากรไปดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม  ยังมิได้เป็นกรณีที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่กับคำพิพาก ษาศาลภาษีอากรกลาง ดังนั้น การที่อธิบดีกรมสรรพากร(นายสาธิต รังคศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่2)ได้รับทราบข้อสั่งการดังกล่าวแล้ว แต่กลับสั่งการให้สรรพากรภาค3 แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดี โดยไม่เสนอข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของกระทรวงการคลังตามข้อสั่งการนั้น ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิต จึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้น  ส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำผิด  จึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป
 
ด้านนายเอกวิทย์ ระบุว่า เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของนายแมนรัตน์ และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการที่นายสาธิตลงนามในบันทึกข้อความ กรมสรรพากร สำนักสืบ สวนและคดี ด่วนที่สุด ที่ กค 0327/2561 วันที่8เมย.2554สั่งการให้สรรพากรภาค3 แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีซึ่งเกิดผลไม่มีการอุทธรณ์คดีนี้และถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นการสั่งการโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งอำนาจดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลัง ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิตจึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิด เห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป”

แหล่งข่าวจากป.ป.ช. ระบุอีกว่ามีคำถามว่าตั้งเเต่มีการร้องเรียนคดีนี้ ช่วงเเรกกรรมการป.ป.ช.ที่รับผิดชอบ คือ นายวิชา มหาคุณ เเละเมื่อนายวิขาพ้นหน้าที่(ดำรงตำเเหน่งครบ 9 ปีตามกฎหมายป.ป.ช.ฉบับเก่า) 

“น่าตั้งข้อสังเกตมาก ว่าช่วงนั้นทำไมนายวิชาดำเนินการไต่สวนไม่เสร็จเเละทำไมนางสาวสุภามารับหน้าที่ต่อเเละไต่สวนตัวเองทั้งๆที่มีเสียงคัดค้านจนสุดท้ายนางสาวสุภาจึงยอมถอนตัว การกระทำข้างต้นมีเหตุผลเช่นใด ทั้งนี้ เห็นว่านายวิชาเเละนางสาวสุภาควรชี้เเจงกับสังคมให้กระจ่าง”เเหล่งข่าวจากปปช.ระบุ

เเหล่งข่าวจากปปช. เเจ้งว่าส่วนการตั้งข้อสังเกตของสื่อบางเเเขนงว่า กรรมการในคณะอนุกรรมการไต่สวนฯกับทนายความครอบครัวชินวัตรบางคนมีนามสกุลเดียว กันนั้น ทราบว่าเจ้าตัวยอมรับว่าจริง เพราะเป็นพี่น้องกัน  เเต่ทั้งสองคนประกอบอาขีพ ด้านกฎหมายเเละมีใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความคนละใบ จึงไม่จำเป็นต้องมีมุมมองในการทำหน้าที่ทนายความฝ่ายกฎหมายเหมือนกันทุกกรณี

“หากกรรมการฯคนดังกล่าว ทำตามความต้องการของพี่ชาย ก็ควรที่จะเสนอความเห็นไปในทางที่เป็นคุณกับนางสาวสุภาในสำนวนนี้  เพราะการที่นางสาวสุภาเสนอไม่อุทธรณ์ 1.79 หมื่นล้านบาท จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายพี่ชายของกรรมการคนดังกล่าว ซึ่งเป็นทนายความคดีดังกล่าวของครอบครัวชินวัตร”เเหล่งข่าวระบุ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top