วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ยอดพุ่งทะลุ25ล้านคน
นายกฯปลื้ม
‘ไทยช่วยไทยพลัส’คึก
หนุนมาตรการกระตุ้นศก.
ชาวบ้านต่อคิวรอแน่นขนัด
ร้านค้าแห่ร่วมกว่าล้านราย
“นายกฯ” ปลื้ม วันแรกลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” ทะลุ 25 ล้านคน ชี้เป็นสัญญาณตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ บอกรอ 1 มิถุนายน ด้วยความกระวนกระวาย อยากเห็นการจ่ายเงินเข้าระบบ ขอ ปชช.ใช้สิทธิต่อเนื่องทุกเดือน ย้ำไม่ใช่โครงการแจกเงินแต่เป็นความร่วมมือรัฐ-ประชาชนแบบ 60/40 เชื่อเงินกว่า 2 แสนล้านช่วยกระตุ้นแรงจ่าย หนุนฐานการเงินประเทศ ขณะที่ร้านค้าแห่ร่วมโครงการทะลุ 9.9 แสนราย ส่วนบรรยากาศในหลายจังหวัดวันที่ 2 ยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนเข้าคิวรอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการเขียนคำชี้แจงส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ขอให้ไปสอบถามนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในส่วนของ สศช.ที่ผ่านมา ในห้วงสัปดาห์ที่แล้วได้ทำร่วมกับกระทรวงการคลัง พูดคุยและทำคำชี้แจงร่วมกันก่อนส่งให้ ซึ่งนายปกรณ์เป็นผู้ตรวจทานเป็นคนสุดท้าย ซึ่งกระทรวงการคลังถือเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการในเรื่องนี้ และมีการส่งคำชี้แจงทั้งหมดไปยังนายปกรณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายดนุชา ยังกล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใดด้วยว่า หลังจากนี้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น เงินเฟ้อกำลังจะสูงขึ้น ดังนั้น โครงการนี้เป็นการลดค่าครองชีพ ส่วนผลของการไปช่วยพยุงเศรษฐกิจเป็นอีกเรื่องที่จะช่วยขึ้นมา จากที่คำนวณไว้ คาดว่า จะช่วยให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.4 % เพราะจะมีเงินกู้จาก พ.ร.ก. กู้เงิน ออกมาประมาณ 2 แสนล้านบาท
เลขาครม.เตรียมส่งคำชี้แจงพรก.กู้เงิน
นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงการส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน และกฤษฎีกา ทำคำชี้แจงร่วมกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้นสำนักเลขาคณะรัฐมนตรี จะทำเอกสารเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะจัดส่งภายในวันนี้ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายตามกำหนด 7วัน โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะเป็นผู้ถือเอกสารไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะเรียกบุคคลให้ชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่
ขณะที่ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ร่างคำชี้แจงดังกล่าวตนได้ส่งไปแล้ว ซึ่งจะเป็นร่างคำแถลงชี้แจงในภาพรวม ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะเป็นผู้ดำเนินการต่อไป
ด้าน นายนพดล เภรีฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ร่างคำแถลงดังกล่าวได้ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจทานเรียบร้อยแล้ว ก่อนส่งสลค.ดำเนินการ
ร้านค้าแห่ร่วมเฉียด1ล้านราย
กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าการลงทะเบียนผู้ประกอบการ/ร้านค้า ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ค. 2569) หลังจากเปิดให้ร้านค้าเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันแรก พบว่ากระแสตอบรับจากผู้ประกอบการทั่วประเทศคึกคักอย่างมาก มีผู้สนใจเข้าร่วมเฉียดล้านรายแล้วยอดสถิติภาพรวม : ทะลุ 9.9 แสนราย พร้อมเปิดแอปถุงเงินปัจจุบันมียอดร้านค้าลงทะเบียนรวมทั้งสิ้น 990,036ราย แบ่งเป็นร้านค้าเดิม (Whitelist จากคนละครึ่ง พลัส) 977,296รายร้านค้าใหม่ 12,740ราย สถานะความพร้อม :มีร้านค้าที่ ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วสูงถึง 983,141 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีร้านค้าที่กดปุ่มยอมรับเงื่อนไข (T&C) และ พร้อมเปิดระบบรับสิทธิ (พร้อมใช้) แล้ว 490,856 ราย ส่วนอีก 492,285 ราย อยู่ระหว่างรอกดตอบรับเงื่อนไข และมีร้านค้าที่รอการตรวจสอบสิทธิเหลือเพียง 6,885 รายเท่านั้น
เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจ พบว่ากลุ่มของกินและการเดินทางสาธารณะมาแรงที่สุด ดังนี้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 550,847ราย (ครองแชมป์อันดับ 1กลุ่มใหญ่ที่สุด)ร้านค้าทั่วไปและอื่นๆ 262,656 รายร้านธงฟ้า 157,235รายร้าน OTOP 10,498รากิจการขนส่งสาธารณะ (เช่น แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์) 1,838รายกิจการขนส่งมวลชนสาธารณะ (เช่น รถเมล์, รถไฟ, เรือ)67รายหากแบ่งตามรูปแบบธุรกิจ พบว่าเป็นกลุ่ม “บุคคลธรรมดา” สูงถึง 979,814 ราย ตามมาด้วยกลุ่มอื่น ๆ 2,503 รายและกลุ่ม Micro SMEs อีก 824ราย
ชาวบ้านมาตั้งแต่ตี4-วางรองเท้าจองคิว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสวันที่ 2 ในจังหวัดต่างๆ ยังคงเป็นได้อย่างคึกคัก โดยบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทย สาขา อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ชาวบ้านเดินทางมาเข้าคิวเพื่อลงทะเบียนและยืนยันตัวตนเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก บางคนเดินทางมารอตั้งแต่ 04.00 น. โดยใช้นำรองเท้า หรือของใช้ส่วนตัวเป็นขวดน้ำ หรือแม้แต่ตะกร้าหมาก มาวางต่อกันเพื่อจองคิวเอาไว้ แล้วไปหาที่โล่งๆ นั่งหลบแดด นั่งพักกินข้าวกินน้ำอยู่ใกล้ ๆ รอจนกว่าธนาคารจะเปิดรับคิวเวลา 07.30 น. ระหว่างเจ้าหน้าที่ธนาคารจะเรียกคิว และมีการโต้เถียงเรื่องนำรองเท้ามาวางต่อคิว โดยรองเท้าถูกหยิบออกไปใส่ชั่วคราว หรืออาจจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน จนทำเกิดความสับสน
ส่วนที่หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาอำเภอเมืองกำแพงเพชร ประชาชนแห่ต่อคิอรอด้วยความหวัง โดยมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารคอยเตรียมความพร้อมในการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้การรันคิวเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด โดยมีการแจกบัตรคิวและเอกสารให้ประชาชนเขียนข้อมูล เพื่อความสะดวกในการรวดเร็วการทำขั้นตอน เพื่อลดความแออัดจะให้ประชาชนเข้าได้ครั้งละ 50 คน ส่วนใหญ่ระบุว่า มีความตั้งใจและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้ เพื่อนำสิทธิ์ที่ได้ไปใช้จ่ายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ
ปัญหาหลักผู้สูงอายุสแกนใบหน้าไม่ผ่าน
ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอรับบริการจนเนืองแน่น บางรายเดินทางมาตั้งแต่เวลา 05:00 น. เพื่อเตรียมตัวยืนยันตัวตน ทำให้เจ้าหน้าที่ธนาคารต้องปรับแผนการบริหารจัดการคิว โดยให้ประชาชนวางบัตรประชาชนไว้ตามลำดับก่อนหลังเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ขณะที่นายอำเภอสังขะได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เข้าสนับสนุนการจัดสถานที่ กางเต็นท์ และจัดเตรียมเก้าอี้เพื่ออำนวยความสะดวกและลดความแออัดให้กับผู้ที่มารอ ทั้งนี้ พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้ต้องเดินทางมาที่สาขา คือกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ได้ เนื่องจากใบหน้ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาทำให้ระบบสแกนไม่ผ่าน รวมถึงความไม่เชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี
สารคามเกิดเรื่องวุ่นเรื่องจองคิว
ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ก่อนที่ธนาคารจะเปิดทำการ ก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีคนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านเล่าว่าก่อนหน้านั้น ได้มีการวางรองเท้าไว้ที่หน้าธนาคารเพื่อเป็นการเข้าคิว แต่เมื่อมีเจ้าหน้าที่มาแล้ว มาแจ้งให้ไปเข้าแถวกันที่บริเวณด้านข้าง เพื่อที่จะได้แจกบัตรคิว คนที่เอารองเท้ามาวางไว้ แต่เจ้าตัวไม่อยู่ ก็เลยได้เห็นภาพ มีรองเท้าถอดไว้ที่บริเวณหน้าธนาคารซึ่งในการเข้าแถวเพื่อรอแจกบัตรคิวก็มีทั้งคนที่ยืนเข้าแถว และนั่งอยู่บริเวณที่นั่งด้านข้าง แต่เมื่อถึงเวลากลับปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ไปแจกบัตรคิวให้กับคนที่นั่งบนที่นั่งด้านข้างก่อน ทำให้คนที่มาคิวแรก ๆ เกิดการประท้วงกันว่าทำไม ไม่แจกบัตรคิวให้กับคิวแรก เพราะมารอตั้งแต่ก่อนตี 5 และมีคนยืนยันเป็นจำนวนมากว่ามาเข้าแถวคิวแรกจริง ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้แก้ไขด้วยการ กดรหัสบัตรคิวมาให้ใหม่ ก่อนที่จะเรียกคิวให้เข้าไปยืนยันตัวตนด้านใน
ชาวอำนาจเจริญแห่ยืนยันสิทธิ์คึกคัก
ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา ศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ และ ธนาคารกรุงไทย สาขา ตัวเมืองอำนาจเจริญ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมี ประชาชนเดินทางมาติดต่อ เพื่อปรับปรุงข้อมูลและยืนยันสิทธิ์จำนวนมากตั้งแต่เช้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและประชาชนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานแอปพลิกเคชั่น บนสมาร์ทโฟน และ กลุ่มผู้ที่ยืนยันตัวตนไม่ผ่าน และ ลือรหัสผ่านเข้าใช้งานแอปพลิเคชั่น “ เป๋าตัง” ทำให้ต้องเข้ารับคำแนะนำและดำเนินการที่สาขาธนาคาร โดยจังหวัดอำนาจเจริญ ได้บูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่จิตอาสา ภาคีเครือข่าย และ เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ร่วมอำนวยความสะดวก
‘เอกนิติ’ขอบคุณคนไทยแห่ร่วมโครงการ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส กล่าวว่าขอบคุณคนไทยที่ให้การตอบรับกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างล้นหลาม ซึ่งได้ทราบว่ามีผู้ลงทะเบียนไปแล้วประมาณ 24 ล้านสิทธิ และยังเหลืออีก 6 ล้านสิทธิ ตนรู้สึกดีใจที่คนไทยให้ความสนใจกับโครงการนี้ขณะที่ฝั่งของผู้ขาย มีผู้ที่ใช้สิทธิเดิมอยู่ประมาณ 9.7-9.8 ล้านร้านค้า ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสหัวใจสำคัญคือต้องการช่วยบรรเทาจากวิกฤตราคาน้ำมันแพง จากต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงบรรเทาผู้ซื้อ
พร้อมกันนี้ นายเอกนิติ ได้กล่าวขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดทำให้ระบบไม่ล่มเลย ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่มีผู้มาลงทะเบียน 7 แสนคนต่อวินาที ถือเป็นระบบที่เป็นต้นแบบ และเป็นระบบที่เสถียรมากนอกจากนี้ ยังแนะนำร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในสัปดาห์หน้าในวันที่ 1 มิ.ย.จะมีน้อง AI ชื่อว่า “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าบริหารต้นทุน เพื่อให้ร้านค้าต่าง ๆ ขายของได้มากขึ้น
ปลัดคลังยันไม่ใช่การให้ปชช.แย่งสิทธิ์กัน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาชี้แจงกรณีที่มีข้อสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแย่งสิทธิ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) โดยยืนยันว่า การดำเนินโครงการไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนมาแย่งสิทธิกัน แต่เป็นการเปิดให้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถได้รับสิทธิ์ทุกคน โดยรัฐบาลมั่นใจว่าโควตา 30 ล้านสิทธิที่กำหนดไว้ จะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างแน่นอนทุกคนที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ หากมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขจะได้รับสิทธิทั้งหมด ไม่มีการตัดสิทธิ โดยสาเหตุที่ต้องเปิดให้ลงทะเบียน เนื่องจากผู้เข้าร่วมต้องยอมรับเงื่อนไขของโครงการ จึงจำเป็นต้องใช้ระบบลงทะเบียนเป็นหลัก
นายกฯปลื้มลงทะเบียนวันแรกทะลุ25ล.คน
วันเดียวกัน เวลา 09:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ขณะนี้เหลือสิทธิ์อีกประมาณ 5,300,000 สิทธิ์ ว่าเราให้สิทธิ์ทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ์ เมื่อวานเป็นวันแรกของการลงทะเบียน ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย ในเรื่องการยืนยันตัวบุคคลก่อนเข้าแอพพลิเคชันของการใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเมื่อวานวันเดียว ก็มีประชาชนไปขอรับสิทธิ์ ยืนยันสิทธิ์ถึง 25 ล้านคน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนให้การตอบสนองต่อโครงการที่รัฐบาล ตั้งใจผลักดันออกมา เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย และลดภาระค่าครองชีพประชาชน ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญสภาวะการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน รัฐบาลก็มีความมุ่งมั่นที่จะให้กระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด
วอนประชาชนใช้จ่ายทุกเดือน
นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งไม่ใช่คนละครึ่งเป็น 60/40 น่าจะทำให้กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ลดต้นทุนของประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสิทธิ์นี้ไม่เหมือนตอนคนละครึ่งที่มีเวลาเพียง 2 เดือน คือ พ.ย.และ ธ.ค. และหมดลงพร้อมวาระของรัฐบาล แต่เมื่อประชาชนให้รัฐบาลของตนได้กลับมาดูแลพี่น้องประชาชนอีก รัฐบาลก็เร่งดำเนินการโครงการนี้ทันที ประกอบกับมีสถานการณ์วุ่นวายในโลก ตนก็ได้มอบนโยบายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังไปพิจารณา เพราะตอนหาเสียงเราใช้คำว่าพลัส จึงต้องทำให้เกิดแรงผลักดันมากกว่าเดิม ซึ่งก็กลับมาด้วยโมเดลคำว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” เพราะคิดคำจำกัดความ 60/40 ไม่ออก ว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจ ไม่เหมือนคนละครึ่ง แต่ช่วงเวลาของโครงการก็ขยายเป็น 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท จึงขอวิงวอน แนะนำให้ประชาชนใช้ทุกเดือน เพราะรัฐบาลให้สิทธิ์ถึง 30 ล้านคน หากไม่ใช้แล้วสะสมนั้นไม่ได้ เราต้องมีการเตรียมการใช้จ่ายงบประมาณ
ย้ำไม่ใช่แจกเงินแต่เป็นโครงการร่วมกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าทุกคนบอกว่าไม่ใช้เลย 3 เดือน อยากใช้ 4,000 บาทในเดือนสุดท้าย หากพูดภาษาชาวบ้านคือรัฐบาลหมุนเงินไม่ทัน จึงต้องฝากให้ช่วยกันจับจ่ายใช้สอย เพราะนี่ไม่ใช่โครงการแจกเงิน แต่เป็นโครงการร่วมกัน หากพี่น้องประชาชนไม่ใช้รัฐบาลก็ไม่ต้องเสีย ดังนั้นถ้าใช้ก็จะเกิดแรงบวกสองเด้ง พี่น้องใช้ รัฐบาลสมทบ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ จะต้องเกิดการกระตุ้นและทำให้มีแรงจ่าย อย่าไปดูว่าใช้เงินแค่นี้ จะได้กี่มากน้อย ต้องดูคนทั่วไป
“ผมได้รับฟีดแบค ที่ฟังแล้วว่าหากมีเวลา มีโอกาส จะต้องทำต่อให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ คือผู้ประกอบการ แม่ค้าแม่ขาย ที่ขายปลีก บอกว่าขายได้เยอะขึ้น บางคนได้ 5 เท่า 10 เท่า มันเป็นความหมาย การที่เขามียอดขายเพิ่ม 5 เท่า 10 เท่า หมายถึงจุดที่เกินจุดคุ้มทุน ที่เหลือคือกำไรของเขา ตรงนี้อยากขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนช่วยกัน ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย พี่น้องช่วยใช้จ่าย 40 % รัฐออก 60% แต่คนที่ได้ คือคนที่เราไปซื้อของเขา เขาก็ไปซื้อต่อ ต่างคนต่างช่วยกัน ประเทศไทยก็จะมีฐานการเงินที่มั่นคงขึ้น ซึ่งผมก็รอถึงต้นเดือนมิถุนายนที่เราจะเริ่มโครงการนี้ด้วยความกระวนกระวาย อยากเห็นการใช้จ่ายเงินพวกนี้เข้าในระบบให้เร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ยอดลงทะเบียนยอดทะลุ25ล้านคน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ณ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 26 พ.ค.2569 มีประชาชนลงทะเบียนสะสมแล้วทั้งสิ้น 25,118,135 คน โดยในวันแรกของการเปิดลงทะเบียน มีประชาชนเข้าร่วมโครงการสูงถึง 23,755,197 คน และภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง มียอดลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอีก 1,362,938 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,568,785 คน คิดเป็น 73.9% และผู้ลงทะเบียนใหม่ 6,549,350 คน คิดเป็น 26.1%
ทั้งนี้ จุดสำคัญของการดำเนินงานในวันที่สอง คือ ระบบสามารถตรวจสอบและคัดกรองผู้ลงทะเบียนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจากเดิมในวันแรกมีผู้รอตรวจสอบคุณสมบัติกว่า 5.35 ล้านคน ล่าสุดเหลือเพียง 406,547 คน ลดลงถึง 92.4% ขณะเดียวกันมีผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับสิทธิ์สำเร็จแล้วถึง 5,704,015 คน ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง คิดเป็น 87.1% ของผู้ลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด
ลงทะเบียนสำเร็จกว่า24ล้านคน
ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนสำเร็จรวมทั้งสิ้น 24,272,800 คน หรือคิดเป็น 96.6% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,568,785 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ 5,704,015 คน
สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 438,788 คน พบว่า 99.51% เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการที่กำหนดไม่ให้รับสิทธิ์ซ้ำซ้อนกับมาตรการสวัสดิการอื่นของภาครัฐ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้เสียชีวิต ผู้ย้ายไปต่างประเทศ หรือผู้ที่เคยทำผิดเงื่อนไขของโครงการในอดีต
นอกจากนี้ เฉพาะในวันที่ 26 พฤษภาคม มีผู้ลงทะเบียนใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 678,466 คน โดยกว่า 63.6% เป็นประชาชนที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส มาก่อน สะท้อนว่าหลังจากกลุ่มผู้ใช้งานเดิมส่วนใหญ่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว การเข้าร่วมในระยะต่อไปจะมาจากประชาชนกลุ่มใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี