538.jpg
คลินิกสิ่งแวดล้อม: 29 พฤษภาคม 2569

คลินิกสิ่งแวดล้อม: 29 พฤษภาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คลินิกสิ่งแวดล้อม

                ประธานศาลฎีกาออกคำแนะนำการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP)


 

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 ซึ่งเป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริต และป้องกันมิให้การดำเนินคดีในลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร

 

Anti-SLAPP มีชื่อเต็มคือ Strategic Lawsuits Against Public Participation หรือการระงับการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ ซึ่งเป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่ มีการศึกษาและพยายามนำมาพัฒนาและใช้บังคับในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะทนายความสายสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิมนุษยชนซึ่ง มักจะพบเจอการดำเนินคดีที่เรียกว่า SLAPP หรือฟ้องปิดปาก ซึ่งอาจจะมาทั้งในรูปแบบคดีแพ่งหรือคดีอาญา อาทิเช่น ฟ้องคดีอาญา

ข้อหาหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ข้อหาฟ้องเท็จหรือเบิกความเท็จ รวมทั้งกรณีคดีแพ่งอาทิการฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหายเป็นต้น

 

โดยในคำแนะนำดังกล่าวได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161/1 ขึ้นมาใช้ให้สมเจตนารมณ์ของกฎหมายมากขึ้นซึ่งมาตราดังกล่าวได้บัญญัติไว้ว่า "ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก

              

การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงการที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย"

 

ซึ่งเดิมนักกฎหมายหรือหรือทนายความซึ่งรับผิดชอบในฐานะทนายความจำเลยในคดีอาญาซึ่งราษฎรทำการยื่นฟ้องคดีเอง จะนิยมใช้สิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165/2 "ในการไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยอาจแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล และจะระบุในคำแถลงถึงตัวบุคคล เอกสาร หรือวัตถุที่จะสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยด้วยก็ได้ กรณีเช่นว่านี้ ศาลอาจเรียกบุคคล เอกสาร หรือวัตถุดังกล่าวมาเป็นพยานศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามที่จำเป็นและสมควร โดยโจทก์และจำเลยอาจถามพยานศาลได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาล"

 

ซึ่งเดิมสิทธิในมาตราดังกล่าวก็ถือว่าเป็นประโยชน์และเป็นธรรมแก่จำเลยมากขึ้นจากกฎหมายเก่าเพียงแต่ ปัญหาในการตีความทางกฎหมายว่า "คดีมีมูลเพียงพอที่ศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่" นั้นยังถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยกว้าง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้องคำสั่งของศาลที่ว่าคดีมีมูลให้แสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมเหตุผลประกอบตามสมควรด้วย"

 

ซึ่งคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการฟ้องคดีปิดปากนั้น ก็ถือเป็นก้าวแรกในการแก้ปัญหาการฟ้องกลั่นแกล้ง ต่อรองคดี อย่างเป็นธรรม หลายครั้งจำเลยที่ถูกฟ้องปิดปากนั้นเกิดจากต้นเรื่องที่ตนเองเรียกร้องสิทธิ ตามหลักสิทธิมนุษยชนหรือ เรียกร้องสิทธิของตน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลับถูกผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ หรือผู้มีอำนาจ ดำเนินคดี ในข้อหาต่างๆ เพื่อกลั่นแกล้งต่อรองหรือบั่นทอนจิตใจของผู้เรียกร้องสิทธิ หากมีการบังคับใช้คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการฟ้องปิดปากให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแล้ว กลุ่มผู้ถูกฟ้องคดีที่ถูกฟ้องโดยกลั่นแกล้งคงจะได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

036

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top