วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ปฏิบัติการ ‘ขจัดเหลือบราชสีห์’ อธิบดีกรมการปกครองขานรับนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เดินหน้ากวาดล้างขบวนการค้าปืนข้ามชาติ พบปลอมใบ ป.3 กว่า 400 ใบ เชื่อมโยงอดีตปลัดอำเภอร่วมขบวนการ
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การจัดระเบียบสังคม และการปราบปรามผู้มีอิทธิพล พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ได้มอบหมายให้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และ ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ สั่งการให้นายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิด “ปฏิบัติการขจัดเหลือบราชสีห์” เข้าตรวจค้นและจับกุมขบวนการค้าอาวุธปืนข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง
ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากกรมการปกครองตรวจพบความผิดปกติในระบบการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับอาวุธปืนของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยพบว่ามีการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) จำนวนมากในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2566 แต่ไม่ได้นำไปออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าอาจมีการปลอมแปลงเอกสารราชการและลายมือชื่อเจ้าพนักงาน เพื่อใช้ซื้ออาวุธปืนโดยมิชอบ

ต่อมา อธิบดีกรมการปกครองจึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองสืบสวนขยายผลอย่างละเอียด ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นและหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เข้าตรวจค้น 2 จุด และออกหมายจับผู้ต้องหา 5 ราย
ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาวุธปืนยาว 3 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนขนาดต่าง ๆ กว่า 200 นัด ประกอบด้วย กระสุนขนาด .22 จำนวน 107 นัด และกระสุนปืนลูกซอง จำนวน 89 นัด
สำหรับผู้ต้องหารายสำคัญ คือ อดีตปลัดอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งให้ออกจากราชการ กรณีสวมตัวคนต่างด้าว และอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี โดยพบข้อมูลว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอมแปลงใบ ป.3 ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม สมาชิก อส.อำเภอเชียงของ ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อและเอกสารของผู้ขอใบอนุญาต ป.3 ได้ที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ประกอบด้วย กลุ่มนายทุน กลุ่มนายหน้ารับซื้ออาวุธปืนเพื่อนำส่งขายยังประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมปลอมแปลงเอกสารราชการ และกลุ่มร้านค้าอาวุธปืน
นอกจากนี้ ยังพบพยานหลักฐานสำคัญว่า ขบวนการดังกล่าวมีการนำชื่อและเอกสารของบุคคลอื่น รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครอง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และ ชรบ. ไปใช้ยื่นขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (ป.3) โดยเจ้าตัวไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด เบื้องต้นตรวจพบใบ ป.3 ปลอมมากกว่า 400 ใบ คิดเป็นอาวุธปืนกว่า 400 กระบอก ทั้งปืนลูกซอง ปืนยาวขนาด .22 และปืนพกสั้นขนาด 9 มม. .38 และ .380 ทั้งจากปืนสวัสดิการและปืนร้านค้า ซึ่งถือเป็นขบวนการค้าอาวุธปืนข้ามชาติขนาดใหญ่ และเป็นการทุจริตที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศโดยตรง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า การควบคุมอาวุธปืนเป็นเรื่องสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ หากข้าราชการหรือบุคคลใดใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งภายในและภายนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” สืบสวนขยายผลและดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทุกระดับอย่างถึงที่สุด
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสหรือมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โทร. 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี