537.jpg
วิกฤต ‘รั้วโลกพัง’ TEI ถอดรหัสวิกฤติ Biodiversity Collapse ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว

วิกฤต ‘รั้วโลกพัง’ TEI ถอดรหัสวิกฤติ Biodiversity Collapse ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

ท่ามกลางวิกฤตโลกเดือดที่ผู้คนตื่นตัว เรื่องที่เราอาจยังไม่รู้คือ มี คลื่นใต้น้ำ ลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ และพร้อมจะซัดทำลายล้างทุกสิ่งอย่างรุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือ “การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Collapse) สัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่สะท้อนว่า ธรรมชาติกำลังเสื่อมโทรมขั้นสุด และมันไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์ป่าหรือต้นไม้ แต่คือวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร น้ำ สุขภาพ พลังงาน และระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติโดยตรง

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ เวที “Biodiversity Collapse: ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว” ในงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ซึ่งมุ่งสะท้อนทิศทางการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ ต่อวิกฤติธรรมชาติ พร้อมผลักดันแนวทางการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสู่ทั้งระดับนโยบายและภาคปฏิบัติ


ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงงานและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้สรุปภาพความเสี่ยงระดับโลกที่น่าสนใจไว้ 7 ประเด็น อาทิ วิกฤตดินเสื่อมโทรม เป็นเรื่องด่วนที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น = ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คือ สะพานเชื่อมความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ Nature is Stakeholder ต้องมองว่าธรรมชาติคือหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจและชีวิตของเรา การลงทุนเพื่อปกป้องธรรมชาตินั้น "ถูกและคุ้มค่า" กว่าการฟื้นฟูภายหลังเมื่อเสียหายไปแล้วและไม่สามารถฟื้นกลับให้เหมือนเดิมได้ทั้งหมด  พร้อมเน้นย้ำสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกยังไม่เลยจุดแก้ไข แต่โอกาสจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จึงต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะ "ธรรมชาติเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราเช่นกัน

ด้าน ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวปาฐกถาที่เปรียบเทียบให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหานี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “แม้ปัจจุบันความเสี่ยงด้าน Biodiversity Collapse อาจจะยังไม่ใช่คลื่นลูกแรกๆ ที่คนทั่วไปนึกถึง เมื่อเทียบกับโรคระบาด เศรษฐกิจ หรือวิกฤตโลกร้อน แต่หากคลื่น Biodiversity Collapse ซัดมาถึง จะสร้างความเสียหายที่รุนแรงและหนักหนายิ่งกว่า รวมทั้งมีผลกระทบวงกว้างอย่างมหาศาล และที่สำคัญโลกจะไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนให้เหมือนเดิมได้ เพราะธรรมชาติและระบบนิเวศ เปรียบเสมือนรั้วบ้าน รั้วโรงงาน ที่ทำหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยของผู้คนและทรัพย์สินภายใน หากรั้วหายไป บ้านหรือโรงงานก็จะไม่มีความปลอดภัย”

คุณพรฤทัย โชติวิจิตร เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลโครงการ IUCN ได้อธิบายถึงทิศทางการปรับตัวของธุรกิจว่า การสูญเสียระบบนิเวศมาจาก 5 ปัจจัยสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและมหาสมุทร การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การก่อมลพิษ และการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการขับเคลื่อน Nature Positive เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียและพลิกฟื้นธรรมชาติ ภายในปี 2030 รวมทั้งการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ได้ ภายในปี 2050”

นโยบายสิ่งแวดล้อมสีเขียวของอาเซียน ก็ปรับสู่การสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน โดย คุณนิภัสสร คำภา ผู้อำนวยการกองสังคมและวัฒนธรรม กรมอาเซียน ขยายความว่า “การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ต้องสร้างความร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ผู้นำของแต่ละประเทศในภูมิภาคจึงให้ความสำคัญกับประเด็นการอนุรักษ์และจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ คณะทำงานอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (AWGNCB), ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ACB) และอุทยานมรดกอาเซียน (AHPs)”

ขณะที่สหภาพยุโรปได้ริเริ่มกลไก EU Nature Credits เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อจูงใจให้เกิดการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง คุณสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย ให้รายละเอียดเครื่องมือนี้ว่า “การขับเคลื่อน Nature Credit ประกอบด้วย 6 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ต้องสอดคล้องกับนโยบายของ EU (EU Aligned), ขับเคลื่อนตามแนวทาง Nature Positive (Nature Positive Action), วัดผลความสำเร็จได้ (Verified Outcomes), อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Science-based), มาตรฐานด้านความโปร่งใส (High Integrity) และการเป็นเครื่องมือใหม่ทางการเงิน ด้วยรูปแบบการลงทุนที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติ”

คุณวัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวต่างประเทศ MCOT ได้เล่าถึง ประเทศจีนซึ่งมีพื้นที่มหาศาลและมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์สูงในลำดับต้นของโลก ได้มีทิศทาง Green Transition ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตสีเขียว ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญว่า “ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ส่งเสริมนโยบายภูเขาสองลูก คือ ภูเขาเขียว น้ำใส และ ภูเขาเงิน ภูเขาทอง การเชิญชวนประชาชนเป็นจิตอาสาปลูกป่าช่วยชาติ ทำให้สามารถปลูกป่าได้มากกว่า 7.8 หมื่นล้านต้น ปรับการผลิตและการบริโภค เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้สำเร็จ”

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย คุณธนิรัตน์ ธนวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยมีการนำเสนอโอกาสใหม่ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนดำเนินการได้เอง หรือร่วมมือดำเนินการ โดยเน้นย้ำความสำคัญว่า “การพัฒนาพื้นที่ OECM เป็นทางเลือกใหม่ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ภายใต้การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมกันดูแลพื้นที่ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 รูปแบบ ทั้งการอนุรักษ์หลัก การอนุรักษ์รอง และการอนุรักษ์เสริม ซึ่งการขับเคลื่อน OECM จะช่วยเพิ่มอัตราเร่งในการบรรลุเป้าหมายการพื้นที่อนุรักษ์ 30x30 ที่มุ่งรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่”

เวทีนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังเร่ง “เปลี่ยนผ่าน” แนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติมากขึ้น โดยเริ่มมีแนวโน้มการใช้ “Nature-Positive” และการฟื้นฟูธรรมชาติที่ภาคธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ “ทุนทางธรรมชาติ” มากขึ้น ผ่านมุมมองจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจว่าความล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงกับอนาคตของการพัฒนาและคุณภาพชีวิตของผู้คน การสูญเสียธรรมชาติในวันนี้กำลังลดทอนความสามารถในการปรับตัวของเมือง ชุมชน และภาคเศรษฐกิจในอนาคต

การเปลี่ยนผ่านเพื่อลดความเสี่ยงและการปรับตัว ประเทศไทยต้องเร่งฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศสำคัญของประเทศ ขยายการอนุรักษ์ผ่าน OECM และการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับระบบการพัฒนาให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และพัฒนาระบบข้อมูล แรงจูงใจ และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความยืดหยุ่น จึงจะสามารถ “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ได้ในยุคที่ธรรมชาติกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top