วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ผบช.ก.ประสานกรมป่าไม้ ดีเดย์ลุยล้างบางวัดดัง ในพื้นที่ จ.เลย บุกรุกป่ากว่า 755 ไร่ ทวงคืนผืนป่าสงวนฯ พบพิรุธ พระ-แม่ชี ต่างชาตินับร้อย พำนักอยู่โดยขัดขืนคำสั่งศาลฏีกา แฉปมส.ป.ก.ทับซ้อนอื้อ
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.เตรียมเปิดปฏิบัติการ ‘มหากาพย์รุกป่าสงวนแห่งชาติ กว่า 10 ปี ถึงคราวปิดฉากอย่างเด็ดขาด’ โดยกำลังตำรวจ บก.ปทส. , บก.ปปป. , บก.ป.รวมทั้ง ตม.สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และกรมบังคับคดี เพื่อเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของวัดร่มโพธิ์ธรรม จ.เลย หลังจากศาลฎีกา มีคำพิพากษาถึงที่สุด
รายงานระบุว่า แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่รุกล้ำแล้ว แต่ปัจจุบันยังพบว่ามีกลุ่มพระภิกษุ และแม่ชีชาวต่างชาติ ทั้งชาวจีน เกาหลี และเวียดนาม รวมประมาณ 300 รูป ยังคงปักหลักอาศัยอยู่และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ทางกรมป่าไม้ จึงร้องขอมายัง บช.ก.ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด หากบุคคลใดยังฝ่าฝืนไม่ออกจากพื้นที่ จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
ด้านนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตกับเจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) และ กอ.รมน.จังหวัดเลย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบผลสแกนพื้นที่เทียบกับมาตราส่วน 1:4,000 พบข้อเท็จจริงดังนี้ พื้นที่ถูกต้อง วัดมีเอกสารสิทธิ์ประเภท น.ส.3 ที่ถูกต้องเพียง 45 ไร่ เท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เจ้าหน้าที่จะไม่แตะต้อง พื้นที่บุกรุก มีการก่อสร้างกุฏิ ศาลาลานธรรม สระน้ำ และที่พักผู้ปฏิบัติธรรม รุกล้ำขยายเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่า พ.ศ.2484 รวมเนื้อที่สูงถึง 755 ไร่
นอกจากนี้นายชัยวัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติอย่างรุนแรงของกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ โดยระบุว่า ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินเด็ดขาดในคดีนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ทว่าในปี 2561 กลับมีการออกเอกสาร ส.ป.ก.4-01 รวม 7 แปลง เนื้อที่รวม 217 ไร่ ทับซ้อนในพื้นที่พิพาทดังกล่าว แม้เวลาต่อมา ส.ป.ก. จังหวัดเลย จะมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้ง 7 แปลง เนื่องจากเป็นการออกโดยมิชอบ แต่ต้องตั้งคำถามถึงกระบวนการในอดีต ว่าการออกเอกสารสิทธิ์ทับคำสั่งศาลฎีกา เกิดขึ้นได้อย่างไร และการที่ผู้ได้รับ ส.ป.ก. นำที่ดินไปมอบให้วัด ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะหากไม่ใช้สิทธิทำกิน จะต้องคืนพื้นที่ให้รัฐ เพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรรายอื่น
ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงให้กับชุมชนรอบข้าง คือสภาพภายในวัดแห่งนี้ ไม่มีอุโบสถ และไม่มีการออกบิณฑบาต ตามกิจของสงฆ์ทั่วไป แต่กลับพบว่ามีชาวต่างชาติกว่า 22 สัญชาติ นับ 1,000 คน เข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ภายในวัด โดยจำนวนนี้มีพระภิกษุและแม่ชีชาวต่างชาติ รวมอยู่ด้วยประมาณ 300 รูป นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ และที่มาของแหล่งเงินทุนหมุนเวียนมหาศาลภายในวัดแห่งนี้ รวมถึงตั้งคำถามถึงฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนในอดีต ว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร
ขณะที่ฝั่งเจ้าหน้าที่ของวัดดัง ออกมาเคลื่อนไหวโต้แย้งก่อนหน้านี้กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริง
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จะทยอยนำเสนอข้อมูลเจาะลึกในแต่ละประเด็น เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 1.ที่มาของการก่อตั้งวัด 2.การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 3.การอ้างอิงแนวเขตของข้างเคียง 4.ความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 (ปี 2561) ทับคำพิพากษาศาลฎีกา (ปี 2560) 5.หลักปฏิบัติ กิจของสงฆ์ และที่มาของเงินหมุนเวียนมหาศาลภายในวัด 6.รายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม และ 7.การชี้แจงตอบโต้ข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่วัดที่ระบุว่าป่าไม้สร้างหลักฐานเท็จ โดยความคืบหน้าของปฏิบัติการยึดคืนผืนป่า 755 ไร่ และการเข้าจัดการกลุ่มชาวต่างชาติ ที่ขัดคำสั่งศาลครั้งนี้ จะรายงานให้ทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง ผวจ.เลย ได้สั่งจัดระเบียบขั้นเด็ดขาด ทวงคืนป่าสงวนจากวัดดังแห่งนี้มาแล้ว
ส่วนนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผวจ.เลย ประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับคดีทวงคืนป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต และป่า 2484) เนื้อที่กว่า 700 ไร่ ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยมีมาตรการเด็ดขาด 2 เรื่องหลัก ดังนี้ ตรวจสอบสาวกต่างชาติ ประสาน ตม.และตำรวจ บช.ก.ตรวจสอบประวัติและการพำนักของสาวกและแรงงานต่างชาติ ประมาณ 100 กว่าราย ที่เข้ามาปลูกบ้านพักในพื้นที่วัด ขับไล่และเพิกถอน ส.ป.ก.มิชอบ ประสานสำนักงานบังคับคดี เร่งเคลื่อนย้ายกลุ่มสาวกและบริวารที่ไม่มีสิทธิ์ ออกนอกพื้นที่ป่าโดยด่วน พร้อมยืนยันว่าจังหวัด สั่งเพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 รวม 7 แปลง เนื้อที่ 217 ไร่ ที่ออกโดยมิชอบ หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ปัจจุบันกำลังรอขั้นตอนทางกฎหมาย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี