537.jpg
ซุ่มยิงโหดคาเนินเขา! มือปืนแฝงตัวป่ารก ‘รัวกระสุน’ เจาะร่างหนุ่มใหญ่ดับอนาถ

ซุ่มยิงโหดคาเนินเขา! มือปืนแฝงตัวป่ารก ‘รัวกระสุน’ เจาะร่างหนุ่มใหญ่ดับอนาถ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.41 น.

ซุ่มยิงโหดคาเนินเขา! มือปืนแฝงตัวป่ารกปะเหลียน รัวกระสุนไม่ทราบขนาดเจาะร่างชายวัย 56 ปี พรุน 10 กว่าแผล ดับอนาถขณะรับจ้างถางป่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.หญิง ชรินทร์ทิพย์ หอมตระกูล สารวัตรสอบสวน สภ.ปะเหลียน จังหวัดตรัง ได้รับแจ้งเหตุสะเทือนขวัญ มีประชาชนถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิตอยู่บนเนินเขาภายในป่าสวนยางพารา พื้นที่บริเวณเขื่อนลำขัน หมู่ 5 ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง หลังรับแจ้งจึงรีบรายงานให้ พ.ต.o.ธนวัฒน์ ภู่จินดา ผกก.สภ.ปะเหลียน ทราบตามลำดับชั้น ก่อนรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานภักดีภูธรจังหวัดตรัง (ศพฐ.ตรัง) กำลังตำรวจสายตรวจ และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน


ในที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่ารกทึบบนเนินเขาสูง พบร่องรอยการแผ้วถางป่าเป็นบริเวณกว้าง ตรงกลางสวนพบร่างของ นายวิไล อายุ 56 ปี สภาพศพนอนหงายหน้าจมกองเลือด สวมเสื้อคอปกสีเขียว นุ่งกางเกงขายาวสีกากี ใส่ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้ายางสำหรับทำงานเกษตรอย่างครบชุด ตรวจสอบในกระเป๋าเสื้อพบเพียงห่อใบจากและยาเส้นของผู้ตาย จากการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นพบบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด โดยกระสุนพุ่งเจาะเข้าทางด้านหน้าทั่วร่างกาย ประกอบด้วย บริเวณศีรษะ ใบหน้า หน้าอก หน้าท้อง แขน และขา รวมแล้วมากกว่า 10 แผล เสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมง

จากการสืบสวนสอบสวนปูมหลังของผู้เสียชีวิตทราบว่า นายวิไล มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและทำสวน โดยก่อนเกิดเหตุ เจ้าของสวนยางพาราในจุดเกิดเหตุได้ว่าจ้างให้ผู้ตายเข้ามาทำการถางป่าที่ขึ้นรกทึบ นายวิไลจึงเดินทางมาทำงานพร้อมกับเพื่อนสนิทอีก 1 คน ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ก่อนจะมาถูกคนร้ายลอบยิงจนเสียชีวิตดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าตัวผู้ตายเองเป็นผู้มีฐานะ เนื่องจากมีที่ดินครอบครองในพื้นที่ดังกล่าวรวมกันมากกว่า 40 ไร่ และก่อนหน้านี้ได้มีการแบ่งขายที่ดินในมรดกไปให้กับบุคคลอื่นจำนวน 1 แปลง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในชนวนขัดแย้ง

หลังเกิดเหตุอุกอาจ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนได้เชิญตัวพยานบุคคลสำคัญ ประกอบด้วย เพื่อนสนิทที่ร่วมเดินทางไปถางป่าด้วยกัน, เจ้าของสวนยางพาราผู้ว่าจ้าง รวมถึงบุคคลใกล้ชิดที่มีความเกี่ยวข้องรวมจำนวน 4 ปาก เข้าให้ปากคำอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจเพื่อหากลุ่มผู้ต้องสงสัย

ทั้งนี้ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 (กก.สส.ภ.9) ร่วมกับ กองสืบจังหวัดตรัง และเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ได้นำเครื่องตรวจจับโลหะเดินเท้าลงพื้นที่เนินเขาจุดเกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมอย่างละเอียด ท่ามกลางป่าหญ้าที่รกทึบ ผลการปูพรมตรวจค้นปรากฏว่า เจ้าหน้าที่พบหัวกระสุนปืน (ยังไม่ทราบชนิดและขนาดที่แน่ชัด) ตกกระจายเกลื่อนอยู่รอบบริเวณจุดที่พบศพจำนวน 3 หัว จึงได้ทำการบันทึกภาพภาพถ่ายและเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานหลักในคดี

เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้ทำการตั้งสมมติฐานและวิเคราะห์แผนประทุษกรรม คาดว่าคนร้ายที่ก่อเหตุน่าจะเป็นผู้ที่ชำนาญเส้นทางบนเขาเป็นอย่างดี และได้เดินทางมาแฝงตัวซุ่มหมอบราบอยู่ในพงหญ้ารกทึบ ห่างจากจุดที่นายวิไลกำลังก้มหน้าทำงานถางป่าอยู่เพียงแค่ประมาณ 5 เมตรเท่านั้น เมื่อเห็นว่าผู้ตายอยู่ตามลำพังและได้จังหวะ จึงลุกขึ้นลั่นไกปืนยิงถล่มใส่ในระยะเผาขนจนนายวิไลหงายหลังเสียชีวิตทันที

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนยังไม่ตัดประเด็นใดๆ ทิ้ง โดยได้ตั้งน้ำหนักไปที่เรื่องความขัดแย้งส่วนตัวของผู้ตาย และปมปัญหาการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดิน 40 ไร่ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับ ส่วนร่างของนายวิไล ภายหลังเสร็จสิ้นการชันสูตรที่ รพ.ปะเหลียน แล้ว ทางตำรวจได้มอบหมายให้หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง (บรรเทาปะเหลียน) ดำเนินการเคลื่อนย้ายนำส่งไปผ่าพิสูจน์วิถีกระสุนและชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้งที่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อประกอบสำนวนคดีล่าตัวคนร้ายต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top