542.jpg
สัญญาณอันตรายอนาคตชาติ ผลสำรวจเด็กไทยเสี่ยงซึมเศร้า-ติดบุหรี่ไฟฟ้า-ติดจอ-อ้วน เสี่ยง NCDs ตั้งแต่วัยเรียน

สัญญาณอันตรายอนาคตชาติ ผลสำรวจเด็กไทยเสี่ยงซึมเศร้า-ติดบุหรี่ไฟฟ้า-ติดจอ-อ้วน เสี่ยง NCDs ตั้งแต่วัยเรียน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.51 น.

สัญญาณอันตรายอนาคตชาติ เตือนพ่อแม่พบผลสำรวจเด็กไทย 1 ใน 5 เสี่ยงซึมเศร้า บุหรี่ไฟฟ้าระบาดพุ่ง 4 เท่า แถมติดจอวันละ 8 ชม. อ้วนหนักทั่วประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเตือนหากไม่มีมาตรการเร่งด่วนรับมือ เสี่ยง NCDs ตั้งแต่วัยเรียน

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดแถลงผลสำรวจ “สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่โรค NCDs” จากข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้ง ที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ที่โรงแรม Abroom กรุงเทพฯ  


รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจฯ กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจพบว่า เด็กไทยเติบโตมาในครอบครัวที่เปราะบางมากขึ้นอัตราการหย่าร้างของพ่อแม่เด็กเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2568) จาก 14% เพิ่มเป็น 25% และเด็ก 39% ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายายเป็นหลัก นอกจากนี้พบว่าเด็กสนิท กับพ่อแม่น้อยลง และเลือกเก็บปัญหาไว้กับตนเองมากขึ้นจาก 6% เป็น 16% ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ตามมา โดยผลการสำรวจพบว่า เด็กไทยอายุ 10-14 ปี จำนวน 1 ใน 5 หรือประมาณ 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และในจำนวนนี้ประมาณ 30,000 คนอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก 

ผลสำรวจยังพบว่า เด็กเข้าถึงสารเสพติดเช่น บุหรี่และสุราได้ง่ายขึ้น โดยเด็กส่วนใหญ่อยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่ และ ร้านขายสุราในระยะเดินถึง ซึ่งเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่และสุรามีแนวโน้มจะสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.51.6 เท่า รวมทั้งการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กไทยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงขึ้นโดย เด็กอายุ 10-14 ปีสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 4 เท่า (จาก 0.5% เป็น 2%) ส่วนวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เพิ่ม 1.2 เท่า (จาก 12.8% เป็น 15.6% ซึ ่งสูงกว่าเป้าหมายของประเทศที่ตั้งไว้ที่ต่ำกว่า 8%) โดยเฉพาะเด็กหญิงมีอัตราการเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นสูงถึง 60 เท่า   

นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมดิจิทัลส่งผลให้เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้นและเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ องค์การอนามัยโลกแนะนำในทุกช่วงวัย เช่น เด็กอายุ 10-14 ปีใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยสูงถึง 8.3 ชั่วโมงในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยเน้นการเล่นเกมมากกว่าเพื่อการเรียนเฉลี่ย 8 เท่า ซึ่งการสำรวจยังพบว่าเด็ก 10-14 ปี เพียง 1 ใน 5 ที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำของกรมอนามัยและองค์การอนามัยโลก ในอีกด้านการที่เด็กเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ง่ายขึ้นทำให้เด็กเปิดเผยตัวตนและยอมรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งจาก การสำรวจพบว่า สัดส่วนของประชากรเพศหลากหลายในเด็กอายุ 10-14 ปีสูงถึง 8.9% และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีสูงถึง 11.4% (ขณะที่ในผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไปพบต่ำกว่า 3%) 

"พฤติกรรมเสี่ยงในเด็กไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และดื่มสุรา ล้วนส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs ตั้งแต่ อายุน้อย เช่น ความชุกโรคความดันโลหิตสูงในเด็กที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า และเด็กที่ดื่มสุรา โดยเฉพาะหากดื่มอย่างหนัก ความชุกจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา”  รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเริงฤดี กล่าว 

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า จากผลสำรวจพบเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ได้แก่ อาหารที่มีไขมัน โซเดียม หรือแป้ง น้ำตาลสูง ในสัดส่วนที่สูง คือพบถึง 9 รายการใน 20 อันดับอาหารที่เด็ก 2-14 ปี กินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน เช่น ขนมกรุบกรอบ ที่เด็กนิยมกินมากที่สุดโดยกินเป็นประจำทุกวันหรือ เกือบทุกวันสูงถึงเกือบ 40% รองลงมา ได้แก่ นมที่มีรสหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด  นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างตามภูมิภาค เช่น กว่าครึ่งของเด็กในภาคอีสานกินขนมกรุบกรอบทุกวันหรือเกือบทุกวัน หรือ 1 ใน 3 ของเด็กในภาคอีสานและกลาง ดื่มน้ำอัดลมทุกวันหรือเกือบทุกวัน ในขณะเดียวกัน มีเด็กอายุ 2-14 ปีไม่ถึงครึ่ง (44.3%) ที่ดื่มนมรสจืดทุกวันตาม คำแนะนำโดยกรมอนามัย โดยพบว่าเด็กในภาคใต้ดื่มนมน้อยที่สุด (ดื่มทุกวันมีเพียง 24.5%) นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อเด็ก โตขึ้นมีแนวโน้มดื่มนมลดลงโดยเด็กอายุ 2-5 ปี ดื่มนมทุกวัน 57.2% ในขณะที่เด็ก 12-14 ปี ดื่มนมทุกวันเพียง 22.8%  

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยา บาลรามาธิบดี กล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่เป็นผลจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การติดหน้าจอในเด็กไทย และการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้น คือ ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน โดยพบว่าเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี 11% มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน และเพิ่มขึ้นในเด็กวัยเรียน อายุ 6-14 ปีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนถึง 27.4% เด็กในเมืองมีสัดส่วนภาวะอ้วนมากกว่าในชนบท โดย 1 ใน 3 ของ เด็กในกทม.และภาคกลางมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน จากผลสำรวจยังพบว่า ในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนมีความ ชุกของภาวะเมตาบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และเสี่ยงเป็นเบาหวาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กน้ำหนักปกติ ซึ่งงานวิจัยจากทั่วโลกระบุชัดว่าเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนนี้มีโอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

“จากการสำรวจยังพบว่าแนวโน้มการป่วยโรค NCDs ในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง และปัจจุบันคนไทยตายจาก NCDs วันละกว่า 1,000 ราย ปัญหาเด็กอ้วน ถือเป็นอีกสัญญาณเตือนที่สำคัญที่จะ พยากรณ์ได้ว่าสถานการณ์ NCDs ของไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นอีกหากยังไม่มีมาตรการจริงจังเข้ามาจัดการปัญหาภาวะอ้วนใน เด็ก องค์การอนามัยโลกได้มีการออกมาตรการแนะนำสำหรับการแก้ปัญหาเด็กอ้วน แต่หลายมาตรการยังไม่มีการ ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย เช่น การห้ามโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเด็กทั้งทางทีวีและสื่อออนไลน์ มาตรการด้านราคาและภาษี หรือจำกัดพื้นที่ขายผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพบริเวณรอบโรงเรียนและชุมชน เป็นต้น” ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิชัย กล่าวเพิ่มเติม
 
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top