วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจ พบกว่า 84% หนุนกวาดล้างปืนผิดกม. หวังตำรวจเข้าถึงที่เกิดเหตุรวดเร็ว
เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง มาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกวาดล้างปืนผิดกฎหมาย ฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน ดำเนินการระหว่างวันที่ 10 – 11 สิงหาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,045 ตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3%
ผลการสำรวจเรื่อง “มาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกวาดล้างปืนผิดกฎหมาย ฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” สะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่สังคมมีความกังวลต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน ประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อมาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในมิติของการป้องกัน การเข้าระงับเหตุ การกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย ตลอดจนการควบคุมอาวุธปืนของทางราชการ
ในภาพรวม ข้อมูลที่ค้นพบมิได้สะท้อนเพียงการยอมรับต่อ “การกวาดล้างปืน” เท่านั้น แต่แสดงให้เห็นความคาดหวังของประชาชนต่อการเปลี่ยนแนวทางด้านความปลอดภัยจาก การตอบสนองหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยประชาชนให้น้ำหนักสูงกับการปรากฏตัวของตำรวจในพื้นที่สาธารณะ ความรวดเร็วในการเข้าถึงเหตุ และความสามารถในการลดความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดความสูญเสีย
เมื่อพิจารณาความคิดเห็นต่อมาตรการกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย พบว่า มาตรการที่ประชาชนให้การตอบรับสูงที่สุด คือ การเพิ่มกำลังตำรวจตรวจตราโรงเรียน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล ตลาด และพื้นที่สาธารณะ ร้อยละ 84.14 รองลงมา ได้แก่ การเข้าถึงและระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว ร้อยละ 82.41 และ การกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมายทั่วประเทศ ร้อยละ 80.69 ขณะที่การกวาดล้างการซื้อขายอาวุธปืนและสิ่งเทียมอาวุธทางออนไลน์ และการตรวจสอบควบคุมการเบิกจ่ายอาวุธปืนของทางราชการ มีสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 78.97
ผลการสำรวจส่วนนี้มีนัยสำคัญในทางสังคมศาสตร์ เพราะสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนรับรู้และให้ความสำคัญมิใช่เพียงจำนวนการจับกุมอาวุธปืน แต่คือ ความสามารถของรัฐในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีผู้ดูแลและสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชนดูเหมือนให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยที่สัมผัสได้” มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนมองไม่เห็นโดยตรง
การเพิ่มกำลังตรวจตราในโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์การค้า หรือตลาด จึงมีคุณค่าในสองมิติพร้อมกัน ได้แก่ มิติแรกคือ การป้องปรามเชิงกายภาพ ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสเกิดเหตุ และมิติที่สองคือ การสร้างความมั่นคงทางความรู้สึก ให้ประชาชนรับรู้ว่ารัฐมีความพร้อมที่จะปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน
ข้อค้นพบสำคัญ คือ หากพิจารณาค่าร้อยละทั้ง 5 มาตรการ พบว่า ทุกมาตรการมีประชาชนตอบรับอยู่ในระดับประมาณ ร้อยละ 79–84 และมีช่วงห่างระหว่างมาตรการสูงสุดกับต่ำสุดเพียงประมาณ 5.17 จุดร้อยละ จึงไม่ควรตีความว่า ประชาชนต้องการเพียงการเพิ่มกำลังตำรวจ แต่ควรตีความว่า ประชาชนสนับสนุนมาตรการหลายด้านควบคู่กัน โดยให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและตอบสนองต่ออันตรายที่เกิดขึ้นโดยตรง
ผลสำรวจในมิติความเชื่อมั่นต่อมาตรการควบคุมอาวุธปืนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พบว่า ประชาชนระบุ เชื่อมั่นต่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุสูงที่สุด ร้อยละ 80.18 ตามด้วย ความรวดเร็วในการเผชิญเหตุ ร้อยละ 78.97 และ ความปลอดภัย ร้อยละ 78.96
ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังอยู่ที่ร้อยละ 74.52 และความเชื่อมั่นต่อความจริงจังในการแก้ปัญหาปืนผิดกฎหมายอยู่ที่ร้อยละ 70.34 ตัวเลขชุดนี้เป็นข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดชุดหนึ่งของการสำรวจ เพราะทำให้เห็นว่า “การป้องกันก่อนเกิดเหตุ” กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด
ในทางนโยบายจึงสามารถตีความได้ว่า ประชาชนไม่ได้คาดหวังเพียงตำรวจที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดหลังเกิดความสูญเสีย แต่กำลังคาดหวัง ตำรวจเชิงป้องกัน ที่สามารถประเมินความเสี่ยง ตรวจพบความผิดปกติ เข้าถึงพื้นที่ และหยุดเหตุได้ก่อนที่จะขยายตัวไปสู่ความรุนแรง
ผลสำรวจจึงสนับสนุนหลักคิดสำคัญว่า ความสำเร็จของงานตำรวจในอนาคต ไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนผู้กระทำผิดที่จับได้หลังเกิดเหตุ แต่ควรวัดจำนวนความสูญเสียที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ด้วย อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ กล่าวคือ ความเชื่อมั่นต่อ “ความจริงจังในการแก้ปัญหาปืนผิดกฎหมาย” ร้อยละ 70.34 ต่ำกว่าความเชื่อมั่นต่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุประมาณ 9.84 จุดร้อยละ
จุดนี้ถือเป็นทั้ง “ช่องว่าง” และ “โอกาสทางนโยบาย” เพราะประชาชนอาจเห็นทิศทางและเชื่อมั่นต่อหลักการป้องกัน แต่ยังต้องการเห็น ผลลัพธ์ของการปราบปรามปืนผิดกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ต่อเนื่อง และสามารถตรวจสอบได้
เมื่อถามถึงผลลัพธ์ที่ประชาชนคาดหวังจากมาตรการควบคุมอาวุธปืน พบว่า ร้อยละ 83.68 คาดหวังว่าจะสามารถเข้าถึงและเผชิญเหตุได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในตาราง รองลงมา ร้อยละ 82.42 คาดหวังว่าจะ ช่วยลดความเสี่ยงของเหตุรุนแรง และร้อยละ 75.52 คาดหวังว่าจะ ทำให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ตัวเลขชุดนี้ช่วยยืนยันผลจากสองตารางแรกว่า “เวลาในการตอบสนองต่อเหตุ” เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ในสายตาของประชาชน ความปลอดภัยจึงมิได้เกิดจากการมีกฎหมายหรือกำลังตำรวจจำนวนมากเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อประชาชนกำลังตกอยู่ในอันตราย ตำรวจสามารถไปถึงได้เร็วเพียงใด และสามารถหยุดอันตรายได้ก่อนเกิดความสูญเสียหรือไม่
นี่เป็นการเปลี่ยนจากแนวคิดเรื่อง “กำลังตำรวจ” ไปสู่แนวคิดเรื่อง “ขีดความสามารถในการตอบสนอง” ซึ่งอาจวัดได้ในเชิงปฏิบัติ เช่น ระยะเวลาตั้งแต่รับแจ้งจนถึงถึงที่เกิดเหตุ ความพร้อมของสายตรวจ ความครอบคลุมของพื้นที่ และความพร้อมของชุดตอบโต้เหตุรุนแรง ดังนั้น ข้อมูลทั้งหมดไม่ได้บอกเพียงว่า “ประชาชนสนับสนุนการกวาดล้างปืน” แต่กำลังบอกสิ่งที่ลึกกว่านั้นว่า ประชาชนต้องการระบบความปลอดภัยที่สามารถเห็นความเสี่ยงก่อน เข้าถึงเหตุเร็วเมื่อเกิดเหตุ และลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด
เนื่องจากผลสำรวจระบุชัดถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผลที่ประชาชนเชื่อมั่นต่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุร้อยละ 80.18 และความรวดเร็วในการเผชิญเหตุร้อยละ 78.97 จึงกล่าวได้ว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นเชิงบวกต่อองค์ประกอบสำคัญของมาตรการที่ดำเนินการในช่วงการนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากผลการสำรวจเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพัฒนามาตรการต่อยอดอย่างน้อย 6 ประเด็นสำคัญ
กล่าวโดยสรุป ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาพที่ค่อนข้างชัดว่า ประชาชนให้การตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการควบคุมอาวุธปืนและยกระดับความปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะมาตรการที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้โดยตรง ได้แก่ การเพิ่มกำลังตำรวจในพื้นที่สาธารณะ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ และความรวดเร็วในการเข้าระงับเหตุ
ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตำรวจในบริบทของความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความเข้มงวด” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการป้องกัน ความรวดเร็วในการตอบสนอง และผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถมองเห็นและรู้สึกได้จริง
ดังนั้น ความท้าทายต่อไปของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือการเปลี่ยนมาตรการเร่งด่วนให้กลายเป็น ระบบความปลอดภัยที่ยั่งยืน จาก “เกิดเหตุแล้วไปจับ” ไปสู่ “เห็นความเสี่ยงก่อน ป้องกันก่อน เข้าถึงเร็ว และหยุดความสูญเสียให้ได้ก่อนสายเกินไป” และหากสามารถดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส วัดผลได้ และทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ในชีวิตจริง ย่อมมีแนวโน้มที่จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและต่อภาวะผู้นำของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในระยะต่อไป
ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ ความคิดเห็นต่อมาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย
|
ลำดับ |
มาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย |
ร้อยละ |
|---|---|---|
|
1 |
เพิ่มกำลังตำรวจตรวจตราโรงเรียน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล และตลาด เป็นต้น |
84.14 |
|
2 |
การเข้าถึงระงับเหตุได้รวดเร็ว |
82.41 |
|
3 |
กวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมายทั่วประเทศ |
80.69 |
|
4 |
กวาดล้างการซื้อขายอาวุธปืนและสิ่งเทียมอาวุธออนไลน์ |
78.97 |
|
5 |
ตรวจสอบควบคุมการเบิกจ่ายอาวุธปืนทางราชการเข้มงวด |
78.97 |
ตารางที่ 2 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ ความเชื่อมั่นต่อมาตรการต่าง ๆ คุมเข้มอาวุธปืนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
|
ลำดับ |
ความเชื่อมั่นต่อมาตรการต่าง ๆ คุมเข้มอาวุธปืนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ |
ร้อยละ |
|---|---|---|
|
1 |
เชื่อมั่นต่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุ |
80.18 |
|
2 |
เชื่อมั่นต่อความรวดเร็วเผชิญเหตุ |
78.97 |
|
3 |
เชื่อมั่นต่อความปลอดภัย |
78.96 |
|
4 |
เชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง |
74.52 |
|
5 |
เชื่อมั่นต่อความจริงจังแก้ปัญหาปืนผิดกฎหมาย |
70.34 |
ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ ผลลัพธ์ที่ประชาชนคาดหวังจากมาตรการต่าง ๆ คุมเข้มอาวุธปืน
|
ลำดับ |
ผลลัพธ์ที่ประชาชนคาดหวังจากมาตรการต่าง ๆ คุมเข้มอาวุธปืน |
ร้อยละ |
|---|---|---|
|
1 |
สามารถเข้าถึงเผชิญเหตุได้เร็วขึ้น |
83.68 |
|
2 |
ช่วยลดความเสี่ยงของเหตุรุนแรง |
82.42 |
|
3 |
รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น |
75.52 |
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี