542.jpg
โพล เผย สภาพคนกรุงใช้ชีวิตอยู่ได้แต่ไม่ดีพอ ชี้ เมืองน่าอยู่ 12 ส. โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.

โพล เผย สภาพคนกรุงใช้ชีวิตอยู่ได้แต่ไม่ดีพอ ชี้ เมืองน่าอยู่ 12 ส. โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.50 น.

ไอเอฟดีโพล เผย สภาพคนกรุงใช้ชีวิตอยู่ได้แต่ไม่ดีพอ ชี้ เมืองน่าอยู่ 12 ส. โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.-ส่วนราชการอื่น

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 ไอเอฟดีโพล และเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา พร้อมด้วยนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ได้แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “เมืองน่าอยู่ 12 ส. : โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม.-ส่วนราชการอื่น” โดยใช้กรอบ “โมเดลเมืองน่าอยู่ 12 ‍มิติ” หรือ Dr.Dan Can Do’s Livable City Model ของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ที่ใช้เป็นกรอบการพัฒนากรุงเทพฯ มาตั้งแต่ 20 ปีก่อน การสำรวจครั้งนี้ ดำเนินการในกลุ่มตัวอย่าง 1,212 ราย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงวันที่ 16-21 มิถุนายน 2569 วิธีเก็บข้อมูลลงพื้นที่สัมภาษณ์ 100% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3%


ผลสำรวจของไอเอฟดีโพลพบว่า ภาพรวมกรุงเทพฯ ในปัจจุบันเป็นเมืองที่ "พอใช้ชีวิตอยู่ได้" แต่ยังไม่ดีพอที่จะเป็นเมืองน่าอยู่ได้อย่างเต็มความหมาย โดยมิติที่เป็นทุนเดิมของเมืองซึ่งควรนำไปต่อยอด มี 4 มิติ ได้แก่ เมืองสะดวก เมืองสุขสัมพันธ์ เมืองสืบสานวัฒนธรรม และเมืองสุขอนามัย ส่วนมิติที่อยู่ในระดับวิกฤตและต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ เมืองสีขาว เมืองสุขจิต และเมืองสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่และภารกิจสำคัญที่ฝากไว้ให้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ รวมถึงส่วนราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันขับเคลื่อน มีรายละเอียดดังนี้

ภาพรวมความน่าอยู่: เมืองแค่ "พออยู่ได้" (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" เกินครึ่งเล็กน้อย) ให้คะแนนดีถึงดีมาก 52.23%: สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ เกินครึ่งหนึ่งเล็กน้อยมองว่าเมืองนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีและใช้ชีวิตอยู่ได้ กลุ่มให้คะแนนปานกลางสูงถึง 43.73%: ชี้ให้เห็นว่าคนเกือบครึ่งเมืองยังแบ่งรับแบ่งสู้และรอดูทีท่าการเปลี่ยนแปลงของเมืองหลวง และกลุ่มที่ให้คะแนนต่ำมีเพียง 4.04%: ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดในภาพรวมทั้งหมด

กลุ่มทุนเดิมของเมือง: 4 มิติสอบผ่าน (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" เกิน 50%) คนกรุงเกินครึ่งเมืองพึงพอใจและมองว่าเป็นแต้มต่อของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ได้แก่

- เมืองสะดวก (65.68% - สูงที่สุด): คนกรุงเทคะแนนบวกให้ระบบขนส่ง สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ทางเท้า และการ‍เชื่อมต่อในชีวิตประจำวัน

- เมืองสุขสัมพันธ์ (61.63%): สะท้อนว่าคนเมืองยังสัมผัสได้ถึงน้ำใจ ความไว้วางใจ การพึ่งพาอาศัย และระบบการ‍ช่วยเหลือดูแลกันภายในชุมชน

- เมืองสืบสานวัฒนธรรม (52.23%): คนกรุงยังรับรู้และเห็นคุณค่าของทุนวัฒนธรรมดั้งเดิม ทั้งชุมชนเก่า วัด ตลาด อาหาร ย่านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น

- เมืองสุขอนามัย (51.90%): ประชาชนให้คะแนนบวกกับการดูแลสุขภาพ การเข้าถึงอาหารปลอดภัย และบริการพื้นฐานด้านสุขอนามัย

กลุ่มวิกฤตเร่งด่วน: 3 มิติ (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" ต่ำกว่า 35%) 3 แผลสดเชิงโครงสร้าง และเป็น Pain Point สำคัญที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขทันที ได้แก่

- เมืองสีขาว (30.78% - ต่ำที่สุดรั้งท้าย): ชี้ชัดว่าคนกรุงขาดความไว้วางใจอย่างรุนแรงต่อระบบธรรมาภิบาล ความโปร่งใสตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

- เมืองสุขจิต (33.75%): สะท้อนว่าเมืองในปัจจุบันยังสอบตกเรื่องการเติมเต็มความหวัง เป้าหมายชีวิต และการขาดพื้นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

- เมืองสะอาด (34.57%): คนกรุงให้คะแนนบวกน้อย เพราะต้องทนเจอวิกฤตมลพิษ ขยะ ฝุ่น PM2.5 น้ำเสีย กลิ่นเหม็นจากคลอง และจุดสกปรกในพื้นที่สาธารณะอยู่ทุกวัน

กลุ่มมิติโซนเฝ้าระวังที่ต้องยกระดับ: 5 มิติ (ประชาชนให้คะแนน "ดี-ดีมาก" ระหว่าง 35% - 50%) กลุ่มนี้เป็นมิติที่คะแนนยังไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ยังไม่ไปอยู่ในกลุ่มวิกฤต ได้แก่ เมืองสำราญ (48.51%) เมืองสวยงาม (46.53%) เมืองสงบสุข (45.87%) เมืองสัมมาชีพ (42.33%) และเมืองสมองสร้างสรรค์ (38.04%)
 
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้ชี้เพียงคะแนนความพึงพอใจของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนโจทย์สำคัญของเมือง ทั้งเรื่องที่ควรเร่งแก้และเรื่องที่ควรต่อยอด โดยสรุป 5 นัยยะสำคัญ และ 6 ข้อเสนอแนะ ดังนี้

5 นัยยะสำคัญจากผลโพล  เมื่อพิจารณาจากคะแนน “ดี–ดีมาก” สรุปนัยยะสำคัญได้ 5 ประการ ดังนี้

1) กลุ่มพลังเงียบ (43.73%) คือ “ระเบิดเวลา”: แม้ภาพรวมผู้ให้คะแนนดี-ดีมากจะอยู่ที่ 52.23% แต่กลุ่มปานกลางยังสูงถึง 43.73% จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะคนเกือบครึ่งเมืองยังอยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน” หากเมืองแก้ปัญหาปากท้อง มลพิษ และบริการพื้นฐานได้เร็ว กลุ่มนี้พร้อมขยับเป็นคะแนนบวก แต่หากเมืองยังย่ำอยู่กับที่ ก็อาจเปลี่ยนเป็นคะแนนลบได้ทันที

2) เมืองสีขาว (30.78%) “ถ้าธรรมาภิบาลติดลบ นโยบายอื่นก็เดินหน้ายาก”: มีผู้ให้คะแนนดี-ดีมากต่ำที่สุดใน 12 มิติ สะท้อนว่าความโปร่งใสและธรรมาภิบาลเป็นจุดอ่อนสำคัญ หากประชาชนรู้สึกว่าระบบบริหารเมืองเป็น “กล่องดำ” แม้นโยบายอื่นจะดีเพียงใด ก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความน่าเชื่อถือได้

3) เมืองสะอาด (34.57%) คือ “แผลสดในชีวิตประจำวัน”: ขณะที่ได้คะแนนบวกน้อย แต่คะแนนลบด้านความสะอาดกลับสูงถึง 29.46% สะท้อนว่า ขยะ ฝุ่น PM2.5 น้ำเสีย และกลิ่นคลอง เป็นปัญหาที่คนกรุงเผชิญอยู่ทุกวัน กทม. จึงควรทำเรื่องนี้เป็น Quick Win ที่เห็นผลเร็ว เช่น จัดการจุดทิ้งขยะซ้ำซาก คุมฝุ่นไซต์ก่อสร้าง และเปิดเผยผลการแก้ปัญหารายเขต

4) เมืองสะดวก (65.68%) แต้มต่อที่ยังเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: แม้จะได้คะแนนสูงสุดสะท้อนว่ากรุงเทพฯ มีแต้มต่อด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความสะดวกยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองชั้นในและแนวรถไฟฟ้าหลัก ขณะที่คนชานเมือง ชุมชนในซอยลึก และผู้ที่พึ่งพารถเมล์ เรือ หรือทางเท้า ยังเข้าไม่ถึงความสะดวกอย่างเท่าเทียม โจทย์สำคัญคือการขยายระบบขนส่งรองและ first-last mile ให้ครอบคลุมชีวิตจริงของคนทุกเขต

5) ทุนทางสังคมและทุนวัฒนธรรมยังมีอยู่ ต้องรีบต่อยอด: เมืองสุขสัมพันธ์ (61.63%) และเมืองสืบสานวัฒนธรรม (52.23%) ชี้ว่ากรุงเทพฯ ยังมีทุนทางสังคมที่ดี ทั้งน้ำใจและการดูแลกัน แต่ไม่ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ควรต่อยอดเป็นระบบ เช่น เครือข่ายอาสาเมือง เส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรม ตลาดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจชุมชน

ดร.แดน มี 6 ข้อเสนอแนะ ควรมุ่งเร่งแก้จุดอ่อนและต่อยอดจุดแข็งของกรุงเทพฯ โดยหลายเรื่อง กทม. มีอำนาจจัดการได้ทันที และบางเรื่องต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหลายฝ่าย ดังนี้

1) ทำเมืองโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประชาชนมีส่วนร่วม: กทม. ควรเปิดเผยงบประมาณและข้อมูลโครงการรายเขต จัดทำ City KPI Dashboard เปิดระบบติดตามคำร้องเรียนและข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมรายงานผลการแก้ปัญหาเมืองรายไตรมาส โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านธรรมาภิบาล สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างมาตรฐานที่ประชาชนตรวจสอบได้จริง

2) ทำเมืองสะอาดเป็น Quick Win ที่เห็นผลเร็ว: เร่งจัดการจุดขยะซ้ำซาก ปรับเส้นทางเก็บขยะให้ตรงกับสภาพพื้นที่ ตรวจเข้มตลาด ทางเท้า และไซต์ก่อสร้าง พร้อมกำหนดมาตรฐานเวลาในการจัดการข้อร้องเรียนให้ชัดเจน ควบคู่กับการทำงานร่วมกับหน่วยงานสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และจังหวัดปริมณฑล เพื่อแก้ปัญหามลพิษและฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทาง

3) สร้างเมืองที่ทำให้คนมีความหวังผ่านการพัฒนาระบบดูแลกันในชุมชน: เปิดพื้นที่อาสาชุมชน โดยใช้ศูนย์เยาวชน ศูนย์กีฬา และโรงเรียน กทม. เป็นพื้นที่กิจกรรม สนับสนุนระบบดูแลผู้สูงอายุและเด็ก พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพ ศาสนสถาน ภาคเอกชน หรือทำงานร่วมกับ Time Bank Society (กองทุนเวลาเพื่อสังคม) เพื่อเปลี่ยนน้ำใจของคนเมืองให้กลายเป็นระบบอาสาช่วยเหลือกันอย่างเป็นรูปธรรม

4) ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นไม่กระจุกเฉพาะบางพื้นที่: ปรับปรุงทางเท้า จุดรอรถ จุดข้ามถนน และทางเชื่อมต่อการเดินทาง ทำแผน first-last mile และใช้ข้อมูลอุบัติเหตุกับข้อร้องเรียนมาจัดลำดับก่อนหลังในการแก้ไข โดยร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม ตำรวจจราจร และหน่วยงานสาธารณูปโภค เพื่อให้ระบบรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ และทางเท้า เชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ

5) ยกระดับสุขอนามัย อาหารปลอดภัย และบริการสุขภาพใกล้บ้าน: ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้เข้าถึงง่าย ตรวจมาตรฐานสุขอนามัยในโรงเรียนและตลาด โดยเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมร่วมมือกับ สถาบันการสร้างชาติ นำแนวคิด 4G&G: อาหารไทย ชี้นำมาตรฐานโลก มาใช้เป็นกรอบยกระดับอาหารปลอดภัย อาหารเพื่อสุขภาพที่เข้าถึง‍ง่าย และร่วมมือกับ อย. โรงพยาบาล และสถาบันวิจัย พัฒนาการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในชุมชน

6) ใช้วัฒนธรรมสร้างรายได้ และคืนประโยชน์ให้ชุมชน: ฟื้นฟูย่านวัฒนธรรมและชุมชนเก่าเป็นเส้นทางท่องเที่ยวในรูปแบบ Living Museum สนับสนุน Creative Markets เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยไม่ทำให้ชุมชนเดิมเสียประโยชน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top