533.jpg
ศปป.5 กอ.รมน. ชู ‘วัดนาทวี’ โมเดลพหุวัฒนธรรมดับไฟใต้

ศปป.5 กอ.รมน. ชู ‘วัดนาทวี’ โมเดลพหุวัฒนธรรมดับไฟใต้

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

ศปป.5 กอ.รมน. ชู ‘วัดนาทวี’ โมเดลพหุวัฒนธรรมดับไฟใต้

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมากว่าสองทศวรรษ ความพยายามในการสร้างสันติสุขยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 (ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ลงพื้นที่เพื่อสะท้อนภาพความสำเร็จของการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมที่ "วัดนาทวี" จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างทางศาสนาไม่ใช่เงื่อนไขของความขัดแย้ง


‘วัดนาทวี’ ศูนย์กลางพหุวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกัน

การลงพื้นที่สัญจรของคณะสื่อมวลชน กิจกรรม "เวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจร นำพาสันติสุข ประจำปี 2569" ที่จัดขึ้นโดยศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กอ.รมน. ซึ่งนำโดย พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กอ.รมน. ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของ "วัดนาทวี" ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์คู่ชุมชนมายาวนาน แต่ปัจจุบันยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนิกชนและเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ที่ประชาชนต่างศาสนา ทั้งชาวพุทธและชาวไทยมุสลิม สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน วัดแห่งนี้ได้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งในมิติของการศึกษา การพัฒนาสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

 

ผู้นำศาสนาชี้ ‘รู้หน้าที่-ยึดหลักธรรม’ คือทางออกของสันติสุข

พระวชิรสุนทร รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา และเจ้าอาวาสวัดนาทวี ได้ให้มุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่า แม้ในอดีตจะเคยมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ้าง แต่ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่โดยรอบมีความสงบเรียบร้อยดี ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืนคือ "การทำตามหน้าที่ของตนเอง" ปัญหาที่ผ่านมามักเกิดจากการที่บุคคลละทิ้งบทบาทของตนและก้าวก่ายหน้าที่ ดังนั้น หากทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ พยาบาล และประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดและเต็มกำลัง สังคมที่ดีย่อมเกิดขึ้นได้ พร้อมเน้นย้ำถึงความสามัคคีเพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต

สอดคล้องกับความเห็นของ ครูเจะหมัน หะแหละ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมการกลางอิสลาม ที่มองว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีการใช้ความพยายามหลายรูปแบบในการแก้ปัญหาแต่ยังไม่เป็นผลสัมฤทธิ์ จึงถึงเวลาที่ต้องนำ "ศาสนา" มาเป็นเครื่องมือนำทางจิตใจ โดยระบุว่าแม้กระทั่งมหาโจรก็ยังยอมสงบได้ภายใต้หลักศาสนา พื้นที่วัดนาทวีเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่าความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา ทุกศาสนาล้วนสอนไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น การยึดมั่นในหน้าที่และหลักธรรมจะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้

ด้าน พันเอก ภัทรชัย แทนขำ รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ศปพร.) ได้เสริมถึงบทบาทของหน่วยงานความมั่นคงว่า ทุกโครงการที่ภาครัฐขับเคลื่อนลงไปในพื้นที่ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุข

21 ปีไฟใต้ กับการก่อตั้งสมาคมเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนาฯ

แม้จะมีภาพความสำเร็จในบางพื้นที่ แต่ผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ยาวนานกว่า 21 ปี ได้สร้างบาดแผลลึกให้กับชุมชนชาวพุทธ พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 4 สน. และนายกสมาคมเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยตัวแทน ได้บรรยายสรุปถึงวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าความรุนแรงได้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างทางสังคมอย่างยิ่งยวด เกิดการละทิ้งถิ่นฐาน การสูญเสียบุคลากรสำคัญ และทำให้ชาวพุทธอยู่ในสภาพที่เปราะบาง ขาดขวัญและกำลังใจ

จากวิกฤตดังกล่าว เครือข่ายชาวพุทธร่วมกับคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย จึงได้จัดประชุมร่วมกันที่วัดตานีสโมสร และมีมติจัดตั้ง "ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้" ขึ้น ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น "สมาคมเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ การสร้างเอกภาพของชาวพุทธในพื้นที่ และการบูรณาการงบประมาณเพื่อพัฒนางานด้านพระพุทธศาสนา ปัจจุบันมีวัดในเครือข่ายที่ดูแลกว่า 68 แห่ง ทำงานบูรณาการร่วมกับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ศอ.บต. และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด

เดินหน้า 13 โครงการ ฟื้นฟูพุทธสถานและเยียวยาชุมชน

สมาคมฯ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำงาน 20 ปี โดยปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) มุ่งเน้นการขับเคลื่อน 13 โครงการหลักเพื่อเสริมความมั่นคง เช่น การจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพที่วัดทรายขาว จังหวัดปัตตานี เพื่อส่งเสริมอาชีพ, การจัดซื้อที่ดินเพื่อถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ ป้องกันการสูญเสียพื้นที่, การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ, ตลอดจนการดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธและผู้สูงอายุในชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินวัดและสำนักสงฆ์ ซึ่งในพื้นที่มีปัญหาสถานะที่ดินทับซ้อนและขาดเอกสารสิทธิ์ถึง 87 แห่ง ปัจจุบันแก้ไขร่วมกับกรมป่าไม้สำเร็จแล้ว 47 แห่ง ยังเหลือดำเนินการอีก 40 แห่ง รวมถึงการเดินหน้าฟื้นฟูวัดร้างในพื้นที่กว่า 20 แห่ง โดยเฉพาะ "วัดตุยง" ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี และการบูรณะสถานที่สำคัญอย่าง "เจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ" ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว

ในด้านกิจกรรมทางศาสนา สมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมหมุนเวียนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เช่น วันมาฆบูชาที่จังหวัดยะลา วันวิสาขบูชาที่นราธิวาส และวันอาสาฬหบูชาที่ปัตตานี เพื่อดึงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

เสียงสะท้อนภาคประชาชน วิกฤตประชากรและนโยบาย 'พากลับบ้าน' ที่หายไป

ประเด็นที่สร้างความหนักใจที่สุด ถูกถ่ายทอดผ่านตัวแทนภาคประชาชนชาวพุทธในพื้นที่ ที่ลุกขึ้นสะท้อนข้อเท็จจริงที่รัฐอาจมองข้าม นั่นคือ "วิกฤตจำนวนประชากร" ข้อมูลระบุว่า ในปี 2547 มีประชากรชาวพุทธในพื้นที่ประมาณ 5 แสนคน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือไม่เกิน 1 แสน 5 หมื่นคน การกลายเป็น "ชนกลุ่มน้อย" ส่งผลกระทบอย่างหนักเมื่อต้องอยู่ภายใต้ระบบที่ใช้การโหวตด้วยเสียงข้างมาก เช่น ในเวทีที่ปรึกษา ศอ.บต. ทำให้เสียงของชาวพุทธถูกกดทับ และไม่สามารถสะท้อนความต้องการหรือความสูญเสียได้อย่างแท้จริง แม้แต่พระสงฆ์เองก็ไม่สามารถออกมาพูดในประเด็นนี้ได้อย่างเต็มที่

"การเสียคน เท่ากับเสียพื้นที่ และเสียพื้นที่เท่ากับเสียดินแดน ปัจจุบันคนไทยเชื้อสายจีนกำลังถอยร่นออกจากพื้นที่ แต่นโยบายของรัฐกลับไม่ตอบโจทย์" ตัวแทนภาคประชาชนกล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า งบประมาณในการขับเคลื่อนสมาคมฯ กว่าร้อยละ 90 มาจากเงินบริจาคส่วนตัวของสมาชิก เนื่องจากภาครัฐและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยังไม่มีนโยบายเชิงลึกมารองรับการฟื้นฟูชาวพุทธ

ในช่วงท้าย ภาคประชาชนได้ยื่นข้อเสนอที่สำคัญต่อนโยบายรัฐ คือ หากภาครัฐมีโครงการพากลับบ้านสำหรับผู้เห็นต่างได้ รัฐก็ควรพิจารณาจัดทำ "โครงการพากลับบ้านสำหรับคนพุทธ" ที่ต้องละทิ้งถิ่นฐานจากเหตุความไม่สงบเช่นเดียวกัน โดยขอให้มีการกำหนดโครงสร้างหมู่บ้านชาวพุทธ จัดสรรงบประมาณ (เช่น งบ 15 ล้านบาทที่เคยขอรับการสนับสนุนจาก ศอ.บต.) และแสดง "ความจริงใจ" ในการรับฟังปัญหา เพื่อให้พี่น้องชาวพุทธสามารถเดินทางกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดและร่วมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top