วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นพดลส่งจดหมายเปิดผนึก อนุกมธ. ตำรวจ ขอร่วมยกระดับ อาสาตำรวจบ้านยุคใหม่ เพื่อความมั่นคงชาติ-ความปลอดภัยปชช.
เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงคณะอนุกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ถึงเวลายกระดับ “อาสาตำรวจบ้านยุคใหม่”
เพื่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน โดยระบุว่า เรียน ท่านประธานและคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาอำนาจหน้าที่และแนวทางพัฒนาคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) “ก่อนอื่น ผมขอแสดงความชื่นชมและขอบพระคุณคณะอนุกรรมาธิการเป็นอย่างสูง ที่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาประเด็น “การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจ” อย่างจริงจัง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการศึกษาการปรับปรุงโครงสร้างของ กต.ตร. เท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันออกแบบอนาคตของระบบความปลอดภัยของประเทศไทย
สำหรับผม การเชิญเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเกียรติส่วนบุคคลในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันเปลี่ยน “แนวคิด” ให้กลายเป็น “ระบบ” ที่สามารถขับเคลื่อนได้จริง
วันนี้ ประเทศไทยมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นักวิชาการ ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คือ “ความปลอดภัยของประชาชน จะไม่สามารถอาศัยกำลังของตำรวจเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป” โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับอาชญากรรมที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยพิบัติ เหตุรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ และภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ไม่มีหน่วยงานใดสามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้เพียงลำพัง
ดังนั้น ประเทศที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน จึงไม่ได้ลงทุนเพียงการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ลงทุนสร้าง “ระบบการมีส่วนร่วมของประชาชน” ให้เป็นพลังของประเทศ นโยบายรัฐบาล เปลี่ยนประชาชนจากผู้รับบริการ เป็นหุ้นส่วนของประเทศ
ในหลายโอกาสที่ผ่านมา ผมได้รับทราบแนวนโยบายและดำริของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
ผมเห็นว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องอย่างยิ่งกับการพัฒนาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตำรวจ เมื่อรัฐบาลกำหนดทิศทาง เมื่อรัฐสภาร่วมออกแบบกลไก เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมขับเคลื่อนการปฏิบัติ
วันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้กลายเป็น “ระบบ” จากหนังสือเชิญประชุม ผมเข้าใจว่าคณะอนุกรรมาธิการต้องการร่วมกันตอบคำถามสำคัญ 4 ประการ
1. ทิศทางและแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมเห็นว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากแนวคิดว่า “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของตำรวจ” ไปสู่ “ความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม โดยตำรวจเป็นผู้นำ และประชาชนเป็นหุ้นส่วน” การมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้หมายถึงการให้ประชาชนทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่หมายถึงการทำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันป้องกันปัญหาในบทบาทที่เหมาะสม ตำรวจบังคับใช้กฎหมาย ประชาชนช่วยเฝ้าระวัง แจ้งเหตุ และดูแลชุมชน กต.ตร. เชื่อมโยงประชาชนกับสถานีตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ โรงเรียนสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน วัดและองค์กรศาสนาเสริมสร้างคุณธรรม ภาคธุรกิจสนับสนุนเทคโนโลยีและความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยวร่วมสร้างมาตรฐานความปลอดภัย และผู้ดูแลพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนรวมตัวจำนวนมาก ร่วมวางมาตรการป้องกันเหตุ เมื่อทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว ความปลอดภัยของประชาชนจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
2. กรอบแนวคิดการขับเคลื่อน “อาสาตำรวจบ้านยุคใหม่” หลายคนถามว่าประเทศไทยมีภาคีเครือข่ายภาคประชาชนอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีอาสาตำรวจบ้านอีกคำตอบคือ ทั้งสองกลไกมีหน้าที่ต่างกัน ภาคีเครือข่าย สร้างความร่วมมือ แต่อาสาตำรวจบ้าน สร้างความพร้อมในการปฏิบัติ ประชาชนที่มีจิตอาสามีอยู่แล้วทั่วประเทศ แต่สิ่งที่เรายังไม่มีคือ ระบบคัดเลือก ระบบฝึกอบรม ระบบรับรองมาตรฐาน ระบบกำกับดูแล ระบบติดตามและประเมินผล
และระบบพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังสร้าง จึงไม่ใช่ “คนเพิ่ม” แต่กำลังสร้าง “ระบบ” เหมือนกับที่ประเทศไทยมีประชาชนทุกคนช่วยดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว แต่เรายังต้องมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพราะความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ กับความพร้อมในการปฏิบัติ เป็นคนละเรื่องกัน
3. ปัญหาและอุปสรรคของ กต.ตร. จากประสบการณ์การทำงานของผม ผมไม่คิดว่า กต.ตร. เป็นปัญหา แต่ผมคิดว่า “ระบบที่สนับสนุน กต.ตร.” ยังไม่สมบูรณ์ หลายพื้นที่มี กต.ตร. ที่มีศักยภาพ แต่ขาดข้อมูล ขาดตัวชี้วัด ขาดฐานข้อมูลกลาง ขาดระบบติดตามผล ขาดเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ จึงทำให้ กต.ตร. จำนวนไม่น้อย ยังทำหน้าที่เพียงการประชุมเป็นครั้งคราว ทั้งที่จริงแล้ว กต.ตร. ควรเป็นศูนย์กลางของการมีส่วนร่วมของประชาชน และเป็นกลไกกำกับทิศทางการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่
4. ข้อเสนอการปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้าง ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนดี ไม่ได้ขาดประชาชนที่มีจิตอาสา แต่เรายังขาด “ระบบ” ผมจึงเสนอให้เชื่อมโยง พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ระเบียบ กต.ตร. ระเบียบอาสาตำรวจบ้าน หลักสูตรมาตรฐาน ระบบรับรองคุณวุฒิ ระบบฐานข้อมูลกลาง ระบบติดตามและประเมินผล ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมทั้งออกแบบแหล่งงบประมาณที่ยั่งยืน เช่น การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรายได้บางส่วนจากค่าปรับตามกฎหมายเข้าสู่กองทุนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพอาสาตำรวจบ้าน การประกันอุบัติเหตุ และการสนับสนุนภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
เพราะผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ควรมีส่วนร่วมในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมด้วย ถึงเวลาร่วมกันสร้าง “ระบบ” วันนี้ ผมไม่ได้มาขอให้ทุกท่านสนับสนุนเพียง “โครงการอาสาตำรวจบ้าน” แต่ผมขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันสร้าง “ระบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจของประเทศไทย” ระบบที่ประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รับบริการ แต่เป็นหุ้นส่วนของการรักษาความสงบเรียบร้อย ระบบที่ตำรวจไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่มีเครือข่ายประชาชนที่ผ่านการคัดเลือก ผ่านการฝึกอบรม และพร้อมสนับสนุนภารกิจอย่างมีมาตรฐานระบบที่รัฐบาล รัฐสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และประชาชน เดินไปในทิศทางเดียวกัน ขอเชิญทุกฝ่ายร่วมกันเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้เป็น “ระบบ”
ผมเชื่อมั่นว่าหากเราสามารถเปลี่ยนการมีส่วนร่วมของประชาชนจาก “โครงการ” ให้กลายเป็น “ระบบ” ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงมีอาสาตำรวจบ้านเพิ่มขึ้น แต่จะมีชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้น ตำรวจได้รับความไว้วางใจมากขึ้น และประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น เพราะความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน เมื่อรัฐบาลกำหนดทิศทาง รัฐสภาวางรากฐานเชิงนโยบาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติขับเคลื่อนการปฏิบัติ และประชาชนลุกขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนของการดูแลบ้านเมืองร่วมกัน”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี