วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ตรวจค้นแหล่งผลิตน้ำส้มพร้อมดื่ม ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งตรวจยึดเกล็ดส้มกระป๋องจีนลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มี อย. น้ำหนักรวมกว่า 2,000 กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายกว่า 500,000 บาท
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ., พ.ต.ท.สถาพร ภู่ระหงษ์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้น นำโดย พ.ต.ท.นพคุณ ทัศนมาลัย สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 4 กก.2 บก.ปอศ.สถานที่ตรวจค้นจำนวน 2 จุด ได้แก่
1.บริษัทแห่งหนึ่ง ภายในซอยอ่อนนุช 66 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
2.โกดังไม่ติดเลขที่ ภายในซอยอ่อนนุช 66 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
ตรวจยึดของกลาง เกล็ดส้มกระป๋องที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ จำนวน 112 ลัง (บรรจุลังละ 6 กระป๋อง รวมทั้งหมด 672 กระป๋อง โดยแต่ละกระป๋องมีน้ำหนัก 3 กก. เป็นน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,016 กิโลกรัม)

แจ้งข้อกล่าวหากับ น.ส.ลำไพ สงวนนามสกุล อายุ 44 ปี ความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่ายช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิด ตามมาตรา 242” อันเป็นความผิดตามมาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
พฤติการณ์ ด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้รับแจ้งเบาะแสว่าบริษัทแห่งหนึ่งภายในซอยอ่อนนุช 66 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีพฤติการณ์ในการลักลอบนำเข้าสินค้าคือเกล็ดส้มกระป๋องที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ โดยนำเข้ามาจากประเทศจีนโดยไม่ขออนุญาตและเสียภาษีอากรอย่างถูกต้อง ซึ่งสินค้าดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ถูกต้องก่อนจึงจะนำเข้าสินค้าดังกล่าวเข้ามาภายในราชอาณาจักรได้ อีกทั้งยังมีการนำเกล็ดส้มกระป๋องดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำส้มพร้อมดื่มบรรจุขวดขายให้กับบุคคลทั่วไปอีกด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเบาะแสดังกล่าวจึงได้ทำการสืบสวนและลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวมีการผลิตและจำหน่ายน้ำส้มอยู่จริง และยังพบว่ามีการเก็บซุกซ่อนเกล็ดส้มกระป๋องโดยไม่ได้มีการขออนุญาตนำเข้าสินค้ามาโดยถูกต้อง จึงรวบรวม
หลักฐานเพื่อทำการขออนุมัติต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อทำการตรวจค้นสถานที่จำนวน 2 จุด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายค้นของศาลภาษีอากรกลางที่ 264/2569 และ 265/2569 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2569
เพื่อทำการตรวจค้นสถานที่จำนวน 2 จุด เพื่อพบและยึดสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ ซึ่งต้องสงสัยว่าหลบหนีภาษีศุลกากร และนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงหรือไม่เสียภาษีอากร หรือเป็นสินค้าซึ่งมีไว้เป็นความผิดตามกฎหมายอื่น โดยผลการตรวจค้นพบสินค้าประเภทเกล็ดส้มกระป๋องซุกซ่อนอยู่จำนวน 112 ลัง บรรจุลังละ 6 กระป๋อง รวมทั้งหมด 672 กระป๋อง น้ำหนักแต่ละกระป๋องประมาณ 3 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,016 กิโลกรัม และยังเชื่อได้ว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ เนื่องจากมีภาษาต่างประเทศแปะอยู่ตามกล่องลังบรรจุเกล็ดส้มดังกล่าว อีกทั้งยังพบน้ำผลไม้บรรจุขวดขนาดต่าง ๆ ที่ผลิตโดยใช้เกล็ดส้มดังกล่าว และซากกระป๋องเกล็ดส้มที่ใช้ผลิตน้ำส้มไปแล้วอยู่อีกจำนวนหนึ่ง จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นได้สอบถามถึงเอกสารเพื่อพิสูจน์ถึงการผ่านพิธีการศุลกากรและการขออนุญาตเพื่อนำเข้าจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากผู้ดูแลสถานที่/เจ้าของสินค้า พบว่ายังไม่สามารถนำมาแสดงได้ ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นจึงทำการตรวจยึดเกล็ดน้ำส้มดังกล่าวไว้ก่อนเพื่อเชิญให้กรรมการของบริษัทนำเอกสารมาชี้แจงถึงตัวสินค้าดังกล่าว

ต่อมาได้มี น.ส.ลำไพฯ กรรมการของบริษัทดังกล่าว ได้เข้ามาชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้การว่าได้นำเกล็ดส้มที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดมานั้นไว้ทำการผลิตน้ำส้มบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายจริง โดยจะทำ การผลิตในช่วงกลางคืนแล้วขายในช่วงกลางวันตามออเดอร์ที่ได้รับไว้ อีกทั้งให้การยอมรับว่าไม่สามารถแสดงเอกสารเพื่อพิสูจน์การผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวกับการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้แต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งว่าการกระทำของ น.ส.ลำไพฯ เป็นความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242” อันเป็นความผิดตามมาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วหรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมได้เชิญตัวเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก ป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดที่ได้ลักลอบนำเข้าสินค้า
หนีภาษี สินค้าต้องห้ามจากต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้ดำเนินการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย ซึ่งถือว่าเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และฝากเตือนถึงประชาชนให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าบริโภค โดยเฉพาะสินค้าประเภทน้ำผลไม้ต่าง ๆ ให้เลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เตือนภัย ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าบริโภคประเภทอาหาร เครื่องดื่ม หรือส่วนประกอบในการผลิตสินค้าบริโภคต่าง ๆ ให้ดำเนินการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อนที่จะมีการนำเข้ามาในประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้บริโภคและความเชื่อมั่นของการดำเนินการธุรกิจของท่าน โดยเฉพาะการนำเข้าเนื้อหรือเกล็ดผลไม้ หรือสินค้าเกษตรอื่น ๆ ซึ่งอาจมีเชื้อโรคและเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคระบาดต่อคนและสัตว์ได้ อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 02 191 9191 ต่อ 2701 ผู้ประสานงานเพิ่มเติม พ.ต.ท.นพคุณ ทัศนมาลัย สว.กก.2 บก.ปอศ. หมายเลขโทรศัพท์ 089 499 5109
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี