วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง กรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกเพิ่มขึ้นอีก 1 ชนิดแล้ว โดยให้ชื่อว่า “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส”
ประเทศไทยมีไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกเพิ่มขึ้นอีก 1 ชนิดแล้ว!
- อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส -
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามค้นพบไดโนเสาร์ซอโรพอดคอยาวชนิดใหม่ของโลกจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ ชื่อว่า อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส (Uragasaurus kalasinensis) พบในหมวดหินภูกระดึง ซึ่งมีอายุประมาณ 150 ล้านปี ในช่วงปลายยุคจูแรสซิก เป็นไดโนเสาร์ไทยลำดับที่ 15 และนับเป็นไดโนเสาร์กลุ่มมาเมนชิซอริด (Mamenchisauridae) ชนิดแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ออนไลน์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้
นักวิจัยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของไดโนเสาร์ชนิดนี้ จากชื่อสกุล Uragasaurus มีที่มาจากคำว่า “อุรค” (Uraga) ในภาษาสันสกฤต ซึ่งหมายถึง “งู” หรือ “ผู้เคลื่อนที่ด้วยอก” ผสานกับคำว่า “saurus” จากภาษากรีกที่แปลว่า “กิ้งก่า” หรือ “สัตว์เลื้อยคลาน” เพื่อสื่อถึงลำคอที่ยาวโดดเด่นของไดโนเสาร์กลุ่มมาเมนชิซอริด ซึ่งมีรูปร่างชวนให้นึกถึงงูหรือพญานาค ส่วนชื่อชนิด kalasinensis ตั้งขึ้นตามจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ค้นพบซากดึกดำบรรพ์
การศึกษาจากตัวอย่างต้นแบบที่เป็นกระดูกสันหลังส่วนลำตัวร่วมกับชิ้นส่วนกระดูกอื่นที่พบในบริเวณเดียวกัน พบลักษณะสัณฐานเฉพาะหลายประการที่ไม่เคยพบในไดโนเสาร์ชนิดอื่น ได้แก่ โพรงอากาศ (fossa) บริเวณส่วนปลายของส่วนยื่นตามขวาง (transverse process) และแผ่นกระดูกรูปตัว Y ที่เชื่อมระหว่างจุดเชื่อมกระดูกสันหลังส่วนหน้า (prezygapophysis) กับผนังด้านบนของช่องกระดูกสันหลัง (neural canal) นอกจากนี้โครงสร้างภายในกระดูกจากการวิเคราะห์ CT scan แสดงให้เห็นโครงสร้างคล้ายรวงผึ้ง (Camellate internal structure) การวิเคราะห์แผนภูมิวิวัฒนาการพบว่า อุรคาซอรัส อยู่ในวงศ์มาเมนชิซอริดแรกเริ่ม (basal mamenchisaurid)

ไดโนเสาร์วงศ์มาเมนชิซอริดมีจุดเด่น คือ ลำคอที่ยาวเป็นพิเศษ จนมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว ถือเป็นหนึ่งในไดโนเสาร์คอยาวที่โดดเด่นที่สุดของโลก เดิมพบหลักฐานส่วนใหญ่ในประเทศจีน การค้นพบครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นว่า เมื่อกว่า 150 ล้านปีก่อน ไดโนเสาร์คอยาวกลุ่มนี้เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือประเทศไทยด้วย
แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ นับเป็นหนึ่งในแหล่งซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์แล้วมากกว่า 6,000 ชิ้น จากชั้นหินหมวดหินภูกระดึง ซึ่งสะสมตัวในสภาพแวดล้อมของแม่น้ำโบราณ ที่ราบน้ำท่วมถึง และทะเลสาบรูปแอก เมื่อราว 150 ล้านปีก่อน นอกจากไดโนเสาร์คอยาวชนิดใหม่นี้แล้ว ภูน้อยยังเป็นแหล่งค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์อีกหลากหลายกลุ่ม ซึ่งก่อนหน้านี้มีไดโนเสาร์ที่ตั้งชื่อเป็นลำดับที่ 13 จากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย คือ มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส (Minimocursor phunoiensis) นอกจากนี้ยังมีไดโนเสาร์กินเนื้อ เต่า จระเข้ ปลาฉลามน้ำจืด ปลาปอด ปลากระดูกแข็ง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลื้อยคลานบินได้ ทำให้แหล่งแห่งนี้เปรียบเสมือนหน้าต่างสำคัญที่เปิดเผยระบบนิเวศของประเทศไทยในช่วงปลายยุคจูแรสซิก และยังคงเป็นพื้นที่ที่นักวิจัยศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อไขความลับของโลกดึกดำบรรพ์
การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มรายชื่อไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกจากประเทศไทย แต่ยังตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และเป็นจุดหมายสำคัญของการศึกษาวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยาที่ดึงดูดนักวิจัยจากทั่วโลก ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ฟอสซิลเพียงชิ้นเดียว ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การจำแนกสิ่งมีชีวิตชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกได้ ดังเช่นกระดูกสันหลังเพียงชิ้นเดียวที่กลายเป็นต้นแบบของ อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส จึงทำให้ซากดึกดำบรรพ์ทุกชิ้นที่ค้นพบมีคุณค่าอย่างยิ่ง ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการอนุรักษ์ เพราะเราไม่อาจทราบได้ว่าฟอสซิลชิ้นเล็ก ๆ ที่พบในวันนี้ อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยไขปริศนาของโลกดึกดำบรรพ์ และนำไปสู่การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าก็เป็นได้
นอกจากนี้ ยังมีแหล่งซากดึกดำบรรพ์อีกหลายแห่งของไทยยังคงซ่อนเรื่องราวของโลกดึกดำบรรพ์ไว้อีกมากมาย ทั้งไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมสมัยอีกหลายชนิดที่กำลังรอการค้นพบและการศึกษาวิจัย ซึ่งจะช่วยเติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตและประวัติของโลกได้ในอนาคต
#พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง #ไดโนเสาร์ไทย #อุรคาซอรัส #การค้นพบใหม่
เรียบเรียงและศิลปกรรม : อดุลย์วิทย์ กาวีระ
อ้างอิง : Nilpanapan, A., Manitkoon, S., Suteethorn, V. & Lauprasert, K., 2026. A new mamenchisaurid sauropod from the Lower Phu Kradung Formation, Upper Jurassic of northeastern Thailand. Sci Rep. 16, 21205 (2026).

ขณะเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก MSU Radio FM102.25MHz - สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็โพสต์ถึงเรื่องนี้ว่า ต้อนรับ "อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส" ไดโนเสาร์มาเมนชิซอริดีตัวแรกของไทย พร้อมเผยเบื้องหลังงานบรรพศิลป์ฝีมือมนุษย์
ประเทศไทยมีไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ของโลกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชนิด นั่นคือ "อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส" (Uragasaurus kalasinensis)ไดโนเสาร์คอยาวในกลุ่มมาเมนชิซอริดี (Mamenchisaurid) ตัวแรกที่พบในไทย จากหมวดหินภูกระดึง
ฟอสซิลนี้ถูกค้นพบที่แหล่งขุดค้น "ภูน้อย" จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการขุดพบฟอสซิลแล้วหลายพันชิ้น แต่ "อุรคาซอรัส" เพิ่งจะเป็นไดโนเสาร์ชนิดที่ 2 จากแหล่งนี้ที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ต่อจากมินิโมเคอร์เซอร์ (Minimocursor phunoiensis) การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่เปิดทางไปสู่การศึกษาไดโนเสาร์อีกหลายชนิดในไทยที่ยังรอการพิสูจน์
จาก "กิ้งก่างู" สู่งานบรรพศิลป์ (Paleoart)
ภาพวาดจำลองของอุรคาซอรัสที่เราได้เห็นกันนี้ เป็นฝีมือของศิลปินบรรพชีวินวิทยาชาวไทย ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าผลงานชิ้นนี้เปรียบเสมือนของขวัญวันเกิดครบรอบ 18 ปีที่น่าภูมิใจที่สุด โดยได้รับอิสระในการออกแบบจากทีมนักวิจัย (คุณศิตะ มานิตกุล และคุณอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ) อย่างเต็มที่
ชื่อ "อุรคาซอรัส" มาจากการรวมคำว่า "อุรค" (ผู้ที่เคลื่อนที่ด้วยอก หรืองู) และ "ซอรัส" (สัตว์เลื้อยคลาน) รวมความหมายได้ว่า "กิ้งก่างู" ศิลปินจึงตัดสินใจนำลวดลายของ "งูเหลือม" ซึ่งเป็นงูที่ใหญ่และยาวที่สุดในไทย มาเป็นต้นแบบลวดลายบนตัวของไดโนเสาร์ เพื่อสื่อถึงความยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังเลือกใช้โทนสีเหลืองทอง เพื่อสะท้อนถึงความมั่งคั่งรุ่งเรือง ดั่งเงินทองที่ไหลมาเทมาตามท่วงท่าการเลื้อยของงู
คุณค่าของงานบรรพศิลป์ ที่ AI ก็ทำแทนไม่ได้
นอกจากความน่าตื่นเต้นทางวิทยาศาสตร์แล้ว ศิลปินผู้วาดยังได้ฝากข้อคิดถึงคนทำงานในวงการบรรพศิลป์ว่า อย่าเพิ่งหมดไฟหรือท้อแท้กับผลงานของตัวเอง แม้ในยุคที่มีคนบางกลุ่มด้อยค่างานเหล่านี้ว่า "ใช้ AI สร้างเอาก็ได้"
ในความเป็นจริง การวาดภาพสัตว์ดึกดำบรรพ์ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อผสาน "ศิลปะ" เข้ากับ "วิทยาศาสตร์" หากพึ่งพาแค่ AI โดยไม่มีความรู้ทางกายวิภาค เราอาจได้เห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีสัดส่วนผิดเพี้ยน หรือกลายเป็นเอเลี่ยน 5 ขาไปเลยก็ได้ การที่ศิลปินลงแรงวาดและเผยแพร่ผลงานด้วยตัวเอง จึงถือเป็นการช่วยขับเคลื่อนและสนับสนุนวงการบรรพชีวินของไทยอย่างแท้จริง และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนที่ผ่านมาเห็นได้อีกด้วย
"การมีคนชอบย่อมมีคนเกลียดและดูถูกเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราสามารถนำคำวิจารณ์เหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองและสร้างประโยชน์ให้ส่วนรวมได้ ดีกว่าการนั่งติผลงานคนอื่นโดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไร เพราะทุกผลงานมีความหมายในตัวเองเสมอ"
ศิลปินระบุทิ้งท้าย พร้อมกล่าวขอบคุณและแสดงความยินดีกับทีมนักวิจัยทุกคนที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในครั้งนี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี