วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
จับแล้วริน-ริน
จ้างแอร์ขนยา
เค้นหาตัวการ
หมายจับเพิ่ม4
ป.ป.ส.ถก ดีเอสไอ เร่งขยายผลคดีขนยาเสพติดข้ามชาติ ออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 4 ราย เป็นชาวลาว 3 คนไทย 1 ราย พร้อมตรวจสอบความเชื่อมโยง ส่วน ตร.คุมตัว Rin Rin ตัวการใหญ่ จ้างแอร์สาว หิ้วเฮโรอีน ไปออสเตรเลีย สอบเข้ม ก่อนส่งตัวเข้ากรุง ขยายผลคดี
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ประชุมร่วมกับ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยหารือถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่มีความเชื่อมโยงกับคดีของ น.ส.มีนา แอร์สาวสายการบินแห่งหนึ่ง และขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ภายหลังดีเอสไอ รับคดีเครือข่ายลำเลียงเฮโรอีน ไปยังประเทศออสเตรเลีย และไต้หวัน เป็นคดีพิเศษ
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า จากการรวบรวมคำให้การของนายอาทิตย์ และนางทัดสะพอน สองสามีภรรยา ที่ถูกจับกุมตัวไว้ได้ในพื้นที่ จ.เลย ให้การซัดทอดถึงผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ขออำนาจศาลอาญา ออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม อีก 4 คน เป็นชาวลาว 3 คน และคนไทยอีก 1 คน หรือนายแคล้ว ที่ถูกจับกุมแล้วในพื้นที่ จ.เลย และกำลังประสานทาง สปป.ลาว ติดตามจับกุมอีก 3 คน ที่อยู่ใน สปป.ลาว
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ป.ป.ส. และดีเอสไอ จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ทั้งต้นทาง ผู้ขนส่ง และปลายทาง เพื่อทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ พร้อมเตือนประชาชนไม่รับหิ้วสินค้า หรือพัสดุไปต่างประเทศ แม้อ้างว่าไม่ทราบว่ามียาเสพติดซุกซ่อนก็อาจมีความผิดตามกฎหมาย ถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าปลายทางออสเตรเลียที่เป็นผู้รับยาเสพติดนั้น ทราบว่าออสเตรเลีย ค่อนข้างมีความคืบหน้า เพราะเราได้ติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจออสเตรเลีย ซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะก็เป็นความเข้มข้นของออสเตรเลีย จนนำมาสู่บทสรุปในเรื่องนี้ และข้อมูลที่ดีเอสไอ และ ป.ป.ส.ดำเนินการนั้น ได้รวบรวมส่งให้ทางการออสเตรเลียด้วย เราต้องแจ้งความคืบหน้าให้ออสเตรเลียทราบทั้งหมดอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้คดีของ น.ส.มีนา ก็เป็นคดีของทางตำรวจปราบปรามยาเสพติด แต่ข้อมูลที่ได้รับ เราก็มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้คดีของ น.ส.มีนา ได้รับพยานหลักฐานมากที่สุด
“เราไม่อยากไปสรุปว่าทางการไทย หรือสังคมกำลังฟอกขาวให้ น.ส.มีนา เพราะเรากำลังพยายามทำข้อเท็จจริงทุกเรื่องให้ปรากฏว่า น.ส.มีนา มีเจตนาอย่างไร เพราะมีคนอื่นเกี่ยวข้องมากมาย ซึ่งเขาจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดนั้นข้อเท็จจริงที่นำมาสู่ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเรารู้อะไร เราก็แลกเปลี่ยนกับทางออสเตรเลีย ส่วนการใช้ดุลพินิจหรือพยานหลักฐานที่ทางฝั่งออสเตรเลียก็อาจมีมากกว่าเรา ก็สุดแล้วแต่ที่กระบวนการยุติธรรมออสเตรเลียจะดำเนินการ แต่ของเราแม้กระทั่งรายอื่น เราก็ไม่นิ่งเฉย แม้คุณไม่มีเจตนารับรู้ว่าเป็นยาเสพติด ก็จะดำเนินการถึงที่สุดอยู่แล้ว สุดท้ายต้องมีบทเรียน สังคมไทยต้องตระหนักและต้องเลิกแสวงหาประโยชน์ที่มันผิดกฎหมาย” พ.ต.ต.สุริยา กล่าว
เลขาธิการ ป.ป.ส.ระบุว่า พยานหลักฐานสำคัญมาจากคำรับสารภาพของสองสามีภรรยา ที่ถูกจับก่อนหน้านี้ ประกอบกับข้อมูลการสืบสวนและเส้นทางการกระทำผิด พบเครือข่ายรับส่งพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดหลายราย ซึ่งบางคนก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง ยืนยันจะขยายผลร่วมกับ สปป.ลาว เพื่อจับกุมผู้บงการและตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทั้งนี้ ป.ป.ส.และดีเอสไออยู่ระหว่างวิเคราะห์ภาพรวมเครือข่ายลักลอบส่งเฮโรอีนจาก สปป.ลาว ผ่านไทยไปยังออสเตรเลียและไต้หวัน โดยพบความเชื่อมโยงทั้งผู้ส่ง ผู้รับ และรูปแบบการก่อเหตุ จึงตั้งสมมุติฐานว่าอาจเป็นเครือข่ายเดียวกัน รวมถึงคดีของ น.ส.มีนา หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงกันจะพิจารณารวมสำนวนเป็นคดีเดียว
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังเร่งสืบสวนผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Rose Rose’ และขยายผลเส้นทางการเงินของขบวนการ พร้อมเตรียมอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน พบว่าเครือข่ายใช้จุดรับส่งพัสดุซุกซ่อนเฮโรอีนใต้ต้นมะเดื่อริมแม่น้ำโขง จ.เลย ก่อนส่งต่อเข้า กทม.และลำเลียงออกต่างประเทศ โดยกำลังตรวจสอบความเชื่อมโยงของคนกลาง ซึ่งอาจเป็นไรเดอร์ ที่ถูกกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับเฮโรอีนล็อตเดียวกัน เพื่อขยายผลถึงผู้บงการตัวจริงของเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ
เลขาธิการ ป.ป.ส.ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะไม่จำกัดการสืบสวนเฉพาะกรณี ‘Rose Rose’ เพราะเชื่อว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายราย โดยพบว่าพัสดุที่ลักลอบขนจากลาวมักบรรจุยาเสพติดมาเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างพิสูจน์ความเชื่อมโยงของทั้งเจ้าของยา ผู้ลำเลียง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เมื่อพบตัวละคร เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางส่วนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน เราจึงไม่ขอตัดประเด็น และจะไม่สรุปว่าของจะมาจากคนนำพาคนเดียวกันหรือไม่ เพราะต้องแยกกัน ระหว่างเจ้าของของยาเสพติดกับคนนำพา มันคนละกลุ่ม คนละคนกัน แต่เราต้องตั้งสมมุติฐานว่าเครือข่ายนี้อาจเป็นเครือข่ายเดียวกันก็เป็นได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า 1 ใน 4 หมายจับ ที่ถูกศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ออกหมายจับในความผิดฐานสมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไปและร่วมกันพยายามส่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปนั้น ได้มีชายชาวไทยได้ถูกจับกุมตัวแล้ว คือนายแคล้ว (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกจับได้ที่ จ.เลย โดยพบข้อมูลว่า เป็นคนสนิทเชิงชู้สาวของนางทัดสะพอน ภรรยาชาวลาวของนายอาทิตย์ ในการนำส่งพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดเฮโรอีน ให้กับไปรษณีย์นั้น นางทัดสะพอน มักเดินทางไปกับนายแคล้ว ส่วนชายชาวลาวอีก 3 ราย ทราบว่าอยู่ระหว่างทางการลาว ได้ติดตามจับกุมตัวอยู่
มีรายงานว่า ทางตำรวจได้คุมตัวผู้ที่ใช้ชื่อว่า ‘Rin Rin’ ตัวการใหญ่ ที่ว่าจ้าง น.ส.มีนา หิ้วของ โดยติดต่อผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ว่าจ้างหิ้วของไปออสเตรเลีย ซึ่งทางตำรวจอยู่ระหว่างคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.เชียงคำ จ.พะเยา ก่อนจะเดินทางเข้า กทม.เพื่อสอบสวนขยายผลทางคดีต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี