รินรินนอนคุก
ขอโทษแร์บินไทย
“เอกวิทย์” ผู้ใช้แชต “รินริน” ผู้ต้องหาที่ส่งกระเป๋าซุกเฮโรอีนในคดีแอร์มีนา กล่าวขอโทษ “แอร์มีนา-ครอบครัว” อ้างไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ ตำรวจนำตัวส่งฝากขังต่อศาล ส่วน”โรส โรส”คู่หูเผ่นหนีไปเมืองนอก
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ควบคุมตัวนายเอกวิทย์ หรือผู้ใช้บัญชีไลน์ชื่อ “รินริน” ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาเป็นคนส่งกระเป๋าลายช้างซุกซ่อนเฮโรอีน เพื่อนำไปส่งต่อให้แอร์มีนา ฝากขังต่อศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และร่วมกันครอบครองเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย
ระหว่างควบคุมตัวขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าอยากพูดอะไรหรือไม่ นายเอกวิทย์ กล่าวว่า “ฝากขอโทษน้องมีนา แฟนของน้องมีนา และครอบครัวด้วย”
เมื่อถามว่าไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการใช่หรือไม่ นายเอกวิทย์ตอบสั้น ๆ ว่า “ใช่” ก่อนย้ำคำขอโทษอีกครั้ง และไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดของคดี
ทั้งนี้ ในท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว ขณะที่นายเอกวิทย์มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอาการเคร่งเครียด และไม่พบว่ามีญาติหรือทนายความเดินทางมาเยี่ยมระหว่างการฝากขัง
นายเอกวิทย์ ถือเป็นจิ๊กซอร์สำคัญ ที่ทำหน้าที่หาซื้อกระเป๋าผ้ามาให้เครือข่าย ที่เป็นเครือญาติกัน คือ น.ส.จันทรา ที่ใช้ชื่อติดต่อว่า โรสโรส ติดต่อไปถึงแอร์มีนา ห้รับหิ้วของไปออสเตรเลีย แม้นายเอกวิทย์จะอ้างว่าเป็นเพียงผู้รับจ้าง แต่ก็รับว่าไปรับกระเป๋าซุกซ่อนเฮโรอีนส่งให้เครื่อข่ายถึง 3 ครั้ง
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจมีหมายจับของ น.ส.จันทราแล้ว แต่จากเบาะแสที่ติดตามพบว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่จะเร่งติดตามตัว รวมถึงเชื่อว่ายังมีบุคคลในเครือข่ายอีก
วันเดียวกัน ตำรวจสืบสวนนครบาล 3 ขยายผลจากเบาะแสชาวบ้าน ซุ่มเฝ้าติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดนาน 4 วัน ก่อนรวบผู้ต้องหา 2 คน ขณะนัดส่งมอบยาบ้าในพื้นที่เขตคลองสามวา พร้อมตรวจยึดยาบ้า 3 ล้าน 9 แสนเม็ด และรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ เร่งขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ
ยาบ้าจำนวนกว่า 3 ล้าน 9 แสนเม็ด เป็นของกลางที่ถูกตรวจยึดได้ ขณะที่เครือข่ายค้ายาเสพติด ถ่ายเทจากรถตู้ ไปยังรถกระบะตู้ทึบที่จอดอยู่ภายใน ซอยประชาร่วมใจ 7 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่า ภายในชุมชนมีรถตู้มาจอด ซึ่งไม่ใช่รถของคนในชุมชน และพบพฤติกรรมน่าสงสัยผิดปกติ โดยสงสัยว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งยาเสพติด จึงประสานให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งรถที่มาจอดจะเป็นรถตู้ เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบก็พบว่าภายในรถตู้มีลักษณะบรรทุกสิ่งของหนักภายในรถมีถุงขยะสีดำวางอยู่ในรถเป็นจำนวนมากจึงเชื่อว่าเป็นยาเสพติดตามที่ประชาชนแจ้งข้อมูล แต่ในขณะเข้าตรวจสอบไม่มีบุคคลเฝ้ารถ หรือแสดงตัวเป็นเจ้าของ ตำรวจจึงเฝ้าสังเกตการณ์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 วัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เวลา 21:00 น ได้มีชาย 2 คนขับรถกระบะตู้ทึบสีขาวมาจอดเทียบเคียงรถตู้คันดังกล่าวและได้พยายามช่วยกันขนถุงพลาสติกสีดำจากรถตู้ไปยังรถกระบะ เจ้าหน้าที่กึ่งแสดงตัวเข้าตรวจสอบพร้อมควบคุมตัวคนขับรถกระบะ 2 คน พร้อมของกลางทั้งหมด
พลตำรวจโทสยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่าจากการซักถามและสอบปากคำผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ทั้งสองคนให้การว่ารับจ้างจากนายหอย ศรีราชา ให้ไปรับของไปส่งที่จังหวัดชลบุรี โดยนายหอยจะเป็นผู้นำรถมาจอดพร้อมกุญแจไว้ภายในปั๊มน้ำมันก่อนถึงที่เกิดเหตุ และให้ผู้ต้องหานั่งรถรับจ้างมานำรถไปขนของตามพิกัด
ส่วนข้อมูลการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ากระบวนการนี้ลักลอบนำยาเสพติดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีขบวนการลักลอบขนยาเสพติดหลายช่วง ก่อนขนมายังจุดพักยาในพื้นที่ปริมณฑล และจ้างกลุ่มลักลอบขนไปยังพื้นที่ต่างๆอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นการตัดต่อของขบวนการค้ายาเสพติด ไม่ให้ตำรวจสืบสวนขยายผลไปจนถึงตัวผู้ของการ สำหรับคดีนี้ตำรวจฝ่ายสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 จะเล่นสอบปากคำและหาพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองคนถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี