วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
จับตา 22 ก.ค. "อัยการคดีทุจริตภาค 2"เตรียมนำตัว"7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ" คลุมถุงดำ"ลุงเปี๊ยก"บังคับสารภาพฆ่า"ป้าบัวผัน" ส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ในความผิด พ.ร.บ.ซ้อมทรมานอุ้มหายฯ ชี้เป็นคดีแรกที่มีตำรวจเป็นผู้ต้องหาในคดี พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กำลังจะขึ้นสู่ชั้นศาล หลังก่อนหน้านี้มีเพียง 2 สำนวนคดี"ครูฝึกทหารโหด"ที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก
19 กรกฎาคม 2569 จากกรณีคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดย กองกิจการอำนวยความยุติธรรม (ดีเอสไอ) และมีอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้กำกับการสอบสวนของดีเอสไอ ร่วมกันดำเนินการสอบสวนในคดีพิเศษที่ 9/2567 หรือกรณี นายปัญญา คงแสนคำ (ลุงเปี๊ยก) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 8 ราย ดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (การคลุมถุงดำลุงเปี๊ยก ปรับอุณหภูมิแอร์ให้หนาวเย็น เพื่อให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าป้าบัวผัน) ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือเรียกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ (ผู้ต้องหา) ทั้ง 8 ราย เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากรณีถูกกล่าวหาว่าบังคับหรือทรมานให้ นายปัญญา หรือ ลุงเปี๊ยก รับสารภาพในคดีฆาตกรรม นางบัวผัน ตันสุ หรือ ป้าบัวผัน ต่อมาวันที่ 9 พ.ค.67 ผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งหมดได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนของกฎหมาย กระทั่งวันที่ 14 ส.ค.67 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ ตามมาตรา 6 และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามมาตรา 7 ส่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
ต่อมาวันที่ 19 ส.ค.68 พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ และได้ทำหนังสือสอบถามมายังอธิบดีดีเอสไอ ต่อมาอธิบดีดีเอสไอได้เห็นพ้องกับพนักงานอัยการฯ สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ จึงมีผู้ต้องหาทั้งสิ้นเพียง 7 รายนั้น
วันนี้ (19 ก.ค.69) รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าในคดีพิเศษที่ 9/2567 กรณี นายปัญญา คงแสนคำ (ลุงเปี๊ยก) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 8 ราย ดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ต่อมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้มีความเห็นพ้องกับอัยการคดีทุจริตฯ ไม่สั่งฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ
จึงทำให้คดีนี้มีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 7 ราย ประกอบด้วย 1.ร.ต.อ.พงศภัค พลแสน รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 2.พ.ต.ท.พิชิต วัฒโน รอง ผกก.สส.สภ.อรัญประเทศ 3.พ.ต.ท.นิติธร พิมพ์คำ สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 4.ร.ต.อ.พชร บุญอินราทากูร รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 5.ดาบตำรวจ ภิเศก พวงมาลีประดับ หรือดาบเศก ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.อรัญประเทศ 6.จ.ส.ต.ทวีศักดิ์ พูนสะสมทรัพย์ ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ และ 7.ส.ต.อ.ชัยศิริ สุรโฆษิต ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ ความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (มาตรา 6) และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย (มาตรา 7) ทั้งนี้ ในวันพุธที่ 22 ก.ค.69 พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 จังหวัดระยอง ได้นัดหมายผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย เพื่อส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จ.ระยอง
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า อุปสรรคของสำนวนการสอบสวนคดีนี้ ทางพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่าพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 มีการใช้เวลาพิจารณาสำนวนนานเกินไป ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ได้มีความสลับซับซ้อน เนื่องจากเป็นกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งในชั้นสอบสวน อัยการสูงสุดก็ได้มอบหมายให้มีพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เข้าควบคุมกำกับตรวจสอบการทำสำนวนของดีเอสไออยู่แล้ว จึงเป็นที่สังเกตว่าเหตุใดพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 จึงใช้เวลาพิจารณาตรวจสอบสำนวนนานพอสมควร
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า และนอกจากนี้ ดีเอสไอเองยังมีคดีพิเศษอีกสำนวน คือ คดีพิเศษที่ 128/2567 โดยเป็นการสอบสวนกรณีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 ราย ซึ่งถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย เกี่ยวกับ นายสันติ แทนชาลี อายุ 42 ปี มีอาชีพพ่อค้าไก่ปิ้ง ในตำบลหนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย ซึ่งครอบครัวได้ร้องทุกข์ว่า นายสันติ ถูกตำรวจจับอ้างเมาแล้วขับ และนำตัวไปซ้อมที่โรงพักจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนพบว่ามีอาการปอดฉีก แต่ทางตำรวจอ้างว่าเป็นฝีมือภรรยาของนายสันติที่ทุบตีเอง อีกทั้งยังอ้างว่านายสันติมีอาการเมาโวยวายแล้ววิ่งชนประตูเอง อย่างไรก็ดี สำนวนคดีนี้ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ยังไม่ถึงขั้นตอนนำเสนอความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองหิน ต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ แต่อย่างใด
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปิดท้ายว่า สำหรับกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ต้องหาในคดี พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ส่วนใหญ่พบปัญหาอุปสรรคว่าเมื่อมีการสรุปสำนวนพร้อมความเห็นดำเนินคดีส่งไปยังพนักงานอัยการคดีทุจริตฯ แล้วนั้น คดีมักไปอยู่ในการพิจารณาของพนักงานอัยการคดีทุจริตฯ นานพอสมควร กว่าพนักงานอัยการคดีทุจริตฯ จะนัดหมายผู้ต้องหาส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำให้กระบวนการยุติธรรม อาจไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีของลุงเปี๊ยก จะเป็นคดีแรกที่มีผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ขึ้นสู่ชั้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เนื่องด้วยก่อนหน้านี้มีเพียงสำนวนคดีที่ผู้ต้องหาเป็นครูฝึกทหาร และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำสั่งพิพากษาลงโทษจำคุก ได้แก่ 1.คดีการเสียชีวิตของ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จ.ระยอง ลงโทษจำเลยทหาร จำนวน 13 ราย ดังนี้ จำเลยที่ 1 (ครูฝึก) กระทำความผิดฐานกระทำการทรมาน (มาตรา 5) พิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี, จำเลยที่ 2 (ครูฝึก) กระทำความผิดฐานกระทำการทรมาน (มาตรา 5) พิพากษาจำคุก 15 ปี และจำเลยที่ 3 - 13 (ทหารเกณฑ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยครูฝึก) กระทำความผิดฐานกระทำการทรมาน (มาตรา 5) พิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 10 ปี
และ 2.คดีการเสียชีวิตของ พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 พิพากษาให้ครูฝึกทั้ง 2 ราย มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 36 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 - 2 คนละ 1 ปี แต่โดยทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลมีเหตุบรรเทาโทษคงจำคุกคนละ 8 เดือน และอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสองระหว่างอุทธรณ์ โดยมีหลักประกันวงเงินคนละ 60,000 บาท และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี