542.jpg
เตรียมหมายจับใน 48 ชม. ผบช.ภ.9 ชี้เป้ากลุ่มคาร์บอมบ์ สภ.ตันหยง เชิญผู้ต้องสงสัยสอบเข้ม

เตรียมหมายจับใน 48 ชม. ผบช.ภ.9 ชี้เป้ากลุ่มคาร์บอมบ์ สภ.ตันหยง เชิญผู้ต้องสงสัยสอบเข้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

23 กรกฎาคม 2569 ความคืบหน้าคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง นราธิวาส ผบช.ภ.9 รู้ตัวกลุ่มก่อเหตุ เตรียมออกหมายจับใน 1-2 วัน ด้าน กอ.รมน.ภาค 4 สน. เชิญตัวผู้ต้องสงสัยเข้าศูนย์ซักถามแล้ว 1 ราย

ข่าวเพิ่มเติม : สดุดี 5 ทหารกล้า ผู้เสียสละปกป้องความสงบ เหตุโจมตีจุดตรวจนราธิวาส


จากกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด คาร์บอมบ์ บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรตันหยง (หลังเก่า) ปากทางเข้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ หมู่ที่ 4 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยคนร้ายนำรถยนต์ซุกซ่อนระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูก มาจอดปล่อยให้ไหลเข้าหน้าสถานีตำรวจ ก่อนหลบหนีไปกับรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมก่อเหตุ ซึ่งแรงระเบิดส่งผลให้เกิดเพลิงลุกไหม้ ตัวอาคาร กำแพง และรถยนต์เสียหาย แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ล่าสุด พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังเกิดเหตุ เปิดเผยว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก เจ้าหน้าที่พบข้อมูลรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุจากฐานข้อมูลเดิม และทราบว่ามีการใช้ป้ายทะเบียนปลอมเพื่ออำพราง

จากการตรวจสอบเบาะแสทำให้ทราบถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุพอสมควร ซึ่งเป็นกลุ่มเดิมที่เจ้าหน้าที่ติดตามพฤติกรรมอยู่ โดยมักมีเป้าหมายมุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่และทำลายสถานที่ราชการ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ขณะออกกำลังกาย ซึ่งนายตำรวจท่านดังกล่าวปลอดภัยแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งตรวจพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 1-2 วันจะมีความชัดเจนจนสามารถนำไปสู่การออกหมายจับผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้ดูแลสถานการณ์อย่างเข้มงวด โดยมีการบูรณาการประชุมร่วมกับ ศอ.บต., ทหาร, ตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เพื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ด้าน พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยรายละเอียดการตรวจพิสูจน์หลักฐานว่า รถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเป็น รถยนต์มิตซูบิชิ แอลแลนเซอร์ สีเทา ติดป้ายทะเบียนปลอมของ รถยนต์นิสสัน รุ่นซันนี่ สีเทา ซึ่งมี นายประจักษ์ อายุประมาณหนึ่ง ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้ครอบครอง แสดงให้เห็นถึงการนำแผ่นป้ายมาสวมเพื่ออำพรางการติดตาม

ขณะที่ตัวรถยนต์มิตซูบิชิ แอลแลนเซอร์ คันที่ใช้ประกอบระเบิดจริงนั้น มีข้อมูลผู้ครอบครองคือ นางเพ็ญพักตร์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยจากการสืบสวนผ่านกล้องวงจรปิด พบว่ารถคันดังกล่าวถูกขับผ่านด่านตรวจไพรวัน เมื่อเวลาประมาณ 18.47 น. ก่อนเกิดเหตุระเบิดเพียงไม่นาน เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างเร่งขยายผลไปยังเครือข่ายผู้จัดหารถ ผู้ดัดแปลง และผู้วางแผนก่อเหตุ

นอกจากนี้ จากการขยายผลการสืบสวน สนธิกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมประจำจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานความมั่นคง ได้เข้าบังคับใช้กฎหมายตรวจค้นบ้านเป้าหมายในพื้นที่ ตำบลบางปอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และได้เชิญตัว นายอาลียะห์ อายุ 37 ปี ผู้ต้องสงสัย ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.เมืองนราธิวาส พร้อมนำตัวตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ตามขั้นตอนกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ก่อนจะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการซักถาม ณ ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ (ค่ายจุฬาภรณ์) ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนขยายผลต่อไป
YalaToDay ยะลาทูเดย์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top