วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ผู้ตรวจการฯเผยหน่วยงานรัฐ ชงแก้ ก.ม.ปราบนอมินีทุนเทา สแกมเมอร์ เพิ่มโทษยึดที่ดิน คุก 3 ปี ปรับ 3 ล้านบาท จับตาเมืองท่องเที่ยว-พื้นที่เกษตรกว่า 10 จังหวัด ด้านนายกฯ แถลงผลปฏิบัติ SILENT VOLT ทลายเครือข่ายลักใช้กระแสไฟฟ้าทำเหมืองขุดบิตคอยน์ ยึดของกลางเฉียด 2 พันเครื่อง รัฐสูญรายได้
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ นอมินี และทุนสีเทา ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่ตามแนวชายแดนเพื่อเสนอแนะการกระชับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเตรียมขยายวงหารือร่วมกับจีน เมียนมา กัมพูชา และลาว รวมถึงผลักดันแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนในปีงบประมาณ 2570
สำหรับมาตรการทางกฎหมายในการจัดการปัญหานอมินีและทุนเทา ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มฐานความผิดเรื่องนอมินีให้เป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินกรมที่ดิน ได้เสนอแก้ไขกฎหมายไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเพิ่มโทษกรณีการใช้นอมินีซื้อที่ดิน โดยเปลี่ยนจากบทลงโทษเดิมที่มีเพียงโทษปรับหลักหมื่นบาทและคืนที่ดิน มาเป็นการให้ที่ดินตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งจะบังคับใช้ทั้งกับผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยและผู้ถือหุ้นต่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายระยะเวลาตรวจสอบสัดส่วนการถือหุ้นย้อนหลังของฝั่งไทยจากเดิม 3 เดือน เพิ่มเป็น 1–3 ปี นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และตำรวจร่วมตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่สีเทาทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มพื้นที่สำคัญ ได้แก่ 1.ศูนย์กลางทุนเทาและเมืองใหญ่ เขตห้วยขวาง กทม. 2.เมืองท่องเที่ยวและบริการ พังงา (เขาหลัก) สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งพบการถือครองโรงแรม รีสอร์ท และบ้านพักโดยต่างชาติ 3.พื้นที่เกษตรกรรม มี จ.เพชรบูรณ์ (มะขามหวาน) สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี เพชรบุรี (มะพร้าว) รวมถึงจันทบุรี ตราด ระยอง ชุมพร และปัญหาล้งลำไยในภาคเหนือ
นายทรงศัก กล่าวถึงกรณีที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในขบวนการดังกล่าวว่าการแก้ไขปัญหาถือเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่ผลักดันให้หน่วยปฏิบัติทำงานอย่างจริงจัง หากตรวจสอบพบข้อมูลการทุจริตที่มีทั้งประชาชนและข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง จะดำเนินการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด
วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงผลการเปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมแถลงข่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า การลักลอบการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการขุดเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายการดำเนินการไม่ได้มุ่งเพียงการจับกุมหรือยึดของกลางแต่มุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ พร้อมทั้งจะใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ติดตามทรัพย์สิน และขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ
ทั้งนี้ ดีเอสไอ ได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลทั่วไป พร้อมตรวจยึดเครื่องขุดจำนวนมากที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยร่วมกับกฟภ. เปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT เข้าตรวจค้น 7 จุดใน จ.สมุทรสาคร และนครปฐม ภายหลังพบเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ด้วยการต่อตรงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของกฟภ.บริเวณ (บูชชิ่ง) ด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งได้ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลจากทั้ง 2 จุดได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท
ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าในโรงงานทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นประมาณ 280 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัย และสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวม 5 แห่ง ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร และนครปฐม โดยตรวจพบผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด พร้อมตรวจยึดเอกสารและพยานหลักฐานสำคัญเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถขยายผลดำเนินคดี รวมถึงนำไปสู่การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอร่วมกับกฟภ.ปราบปรามจับกุมอย่างเข้มงวด โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 โดยมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท และยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลรวมแล้วกว่า 10,000 เครื่อง ซึ่งถือเป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยการลักลอบต่อตรงกระแสไฟฟ้าแรงสูงนอกจากจะเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเนื่องจากรัฐจัดเก็บรายได้น้อยลง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย หากเกิดความผิดพลาดในการต่อสายตรงหรือใช้กำลังไฟเกิน อาจทำให้เกิดไฟดับในวงกว้าง หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ได้
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้พบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงบุคลากรของดีเอสไอที่เข้าไปร่วมกระทำผิด ซึ่งดีเอสไอมีมาตรการดำเนินการอย่างเฉียบขาดโดยไม่มีการละเว้น
ขณะที่ ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลตั้งแต่ปี 2565จากการจับกุม 5 ครั้งที่ผ่านมา นำไปสู่การสืบสวนล่วงหน้า 3 สัปดาห์ก่อนเปิดปฏิบัติการ จนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนเทาที่เคยถูกออกหมายจับไปก่อนหน้านี้บางส่วน รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งได้ส่งเรื่องดำเนินคดีต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว
ทั้งนี้ รูปแบบการกระทำผิดมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยพบการลักลอบใช้ไฟฟ้าด้วยการต่อตรงจากระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของ กฟภ.เข้ามายังแหล่งประกอบการ ซึ่งถือเป็นการลักลอบใช้หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา โดยพบว่ามีการลักลอบใช้ไฟทั้ง 2 จุดมาตั้งแต่เดือนเมษายน และเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและขยายผลเพิ่มเติม ขณะนี้ดีเอสไอได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่สั่งห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ เนื่องจากกระทบต่อโครงสร้างอาคารและสิ่งแวดล้อม
ส่วนการดำเนินคดี ทางพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ เพื่อประสาน ปปง.ดำเนินคดีต่อไป
นอกจากนี้จากการตรวจค้นยังพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมียังมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ และพนันออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว 7 ราย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอีก 1 ราย
ส่วนนายมงคล ผู้ว่าฯ กฟภ.กล่าวว่า หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ กฟภ.หรือหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าระดับใดก็ตามจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัย แพ่ง และอาญา ที่ผ่านมาได้ไล่ออกไปแล้วบางส่วน อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณการลักลอบใช้ไฟฟ้าของเครื่องขุดบิตคอยน์ประมาณ 2,000 เครื่อง คิดเป็นค่าไฟฟ้าจริงเดือนละประมาณ 22 ล้านบาท แต่ผู้ก่อเหตุกลับชำระค่าไฟฟ้าเพียงเดือนละ 10,000-20,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี