วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
งัดอัยการศึกคุมนราฯ
ล่า13โจรใต้
รู้ตัวแล้ว-จ่อหมายจับ
ชี้ฝีมือกล่มนายมะเซาฟี
บิ๊กดุลย์น้ำตาคลอถูกด่า
“บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษสื่อสารผิด ช้ำใจถูกกล่าวหา ไม่รักลูกน้อง ย้ำทหารต้องไม่ตายฟรี ด้าน ผบ.ฉก.นราธิวาส ประกาศใช้“กฎอัยการศึก” ควบคุมพื้นที่ ไล่ล่าผู้ก่อความไม่สงบให้อํานาจ เจ้าหน้าที่เบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด ส่วนกอ.รมน.ภาค 4 สน.เชิญผู้ต้องสงสัยซักถาม ขณะที่ ผู้การนราฯคาดออกหมายจับผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุยิงทพ. ส่วน ทบ.ซํดใช้ AI ทำภาพบิดเบือน ด้านคนร้ายลอบยิง ผรส.บ้านดอนทราย จ.ปัตตานี บาดเจ็บ เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนติดตามตัวคนร้ายแล้ว
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ชี้แจงกรณีให้สัมภาษณ์ว่าไม่อยากใช้คำว่า “ไล่ล่า” เหตุคนร้ายยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ว่า “เรื่องนี้ผมเสียใจจริงๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรช้ำใจเท่ากับเรื่องนี้ ผมเป็นทหาร เป็นผู้พัน ผู้การ เวลาลูกน้องเสียชีวิตจากการสู้รบ ไม่มีอะไรช้ำใจกว่านั้น สีเขียวจับหนังหัวผมอยู่ตลอด ไม่เคยเปลี่ยน ถึงแม้ว่าบทบาทเป็นรัฐมนตรีกลาโหม” และว่า ยืนยันลูกน้องต้องไม่ตายฟรี และบอกแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าให้จับผู้ก่อเหตุให้ได้
บิ๊กดุลย์ขอโทษสื่อสารทำเข้าใจผิด
รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า แต่ในฐานะและบทบาทของตน ถ้าไปพูดอะไรที่รุนแรงกว่านี้ มันก็เป็นการยกระดับ เอาน้ำมันไปเติม เมื่อจำเป็นต้องพูดความในใจ ก็ต้องพูด ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่ากับถูกกล่าวหาว่าไม่รักลูกน้อง และเสียใจกับคำพูดที่ไม่ได้สื่อสารออกไปทั้งหมด ยืนยันว่าไม่ได้โมโห และไม่มีความขัดแย้งกับเสนาธิการทหารบก โดยสื่อสารกันก่อนที่เสนาธิการทหารบก จะลงพื้นที่ พร้อมขอโทษที่สื่อสารออกไปแล้ว ไม่ได้สร้างความเข้าใจ
“ผมไม่ได้มีวาทกรรมหล่อสวย สื่อถาม ผมก็ตอบ โดยไม่ได้คิดว่าผลกระทบจะรุนแรงขนาดนี้ เสียใจกับคำพูดของหลายคน ว่าเป็นทหาร พอมาทำงานการเมืองก็เปลี่ยนแปลง ผมไม่ได้หลงใหลได้ปลื้ม ไม่ได้ยึดติดอะไรเลย ถ้าไปอีสาน ถามคนที่นั่นได้เลย ผมเป็นคนแบบนี้” พล.ท.อดุลย์ กล่าวโดยมีน้ำตาคลอ
ผบ.ฉก.นราธิวาสใช้กฎอัยการศึก
ด้าน พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ลงนามในคำสั่ง ที่ 131/2567 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 6, 8, 9, 11 และ 15 ทวิ บังคับใช้มาตรการทางยุทธการและการรักษาความสงบเรียบร้อยระดับเข้มข้นทั่วทั้ง จ.นราธิวาส มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบในพื้นที่ จ.นราธิวาส ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2557 ในการตั้งจุดตรวจค้น ในเส้นทางสาธารณะ ตรวจค้นยานพาหนะต้องสงสัยมีอำนาจในการค้นเคหสถาน ที่เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบ และมีอำนาจจับกุมและกักตัวผู้ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยในการเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ
ใช้กำลังตอบโต้ผู้ก่อเหตุรุนแรง
2.ในการใช้อำนาจ ตรวจค้น จับกุม ตามข้อ 1 นั้น ให้ดำเนินการตามแนวทาง คำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 59/50 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2550 เรื่อง กฎการใช้กำลังของกองทัพไทย อนุผนวก 2 กฎการใช้กำลังเฉพาะการปฏิบัติการทางบกในการรักษาความมั่นคงภายใน ประกอบ ผนวก ข กฎการใช้กำลังเฉพาะในการใช้กำลังทางบก โดยสามารถใช้อาวุธเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรง ที่มีพฤติการณ์จะก่อภยันตรายต่อกำลังพลฝ่ายทหารได้ทันที ภายใต้หลักการความจำเป็น และความได้สัดส่วน 3.ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบในพื้นที่ จ.นราธิวาส ดำเนินการทางยุทธการการรักษาความสงบเรียบร้อยและด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยการใช้อำนาจในการตรวจค้น ตามมาตรา 9 การห้ามตามมาตรา 11 การจับกุมและกักตัว ตามมาตรา 15 ทวิ ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2557และใช้อำนาจอื่นๆ ตาม มาตรา 8 พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2557 ตามความเหมาะสมแห่งสถานการณ์ เพื่อการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุความรุนแรง ให้เกิดความสงบเรียบร้อย และรักษาความสงบในพื้นที่
มุ่งเน้นรักษาความสงบเรียบร้อย
4.ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่ และ 5.การมีผลบังคับใช้ตามคำสั่งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับการยกระดับมาตรการครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดในการกระชับพื้นที่เพื่อกดดัน ล่าตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จ.นราธิวาส อย่างสูงสุด
เชิญตัวผู้ต้องสงสัยไปซักถาม
ขณะที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานข้อมูลว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ประจำ จ.ยะลา บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่บ้านจือแรตาดง หมู่ 2 ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เชิญตัวนายนาวาวี (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี มาซักถามตามกระบวนการกฎหมาย โดยการเชิญตัวครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ภายหลังพบข้อมูลที่อาจเชื่อมโยงกับเหตุความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและสกัดกั้นการก่อเหตุรุนแรง
เร่งรวบรวมหลักฐาน-ขยายผล
ทั้งนี้ ภายหลังการเชิญตัว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.ท่าธง พร้อมนำเข้ารับการตรวจร่างกาย ที่โรงพยาบาลรามัน ตามขั้นตอนเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกเชิญตัว และสร้างความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ก่อนจะมีการซํกถามที่ศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ค่ายวังพญา อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลการสืบสวนตามขั้นตอนต่อไป
ตร.จ่อออกหมายจับคดียิงทพ.
อีกด้านหนึ่ง พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส เปิดเผยว่า จากหลักฐานในที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายมีทั้งหมด 13 คน พบปลอกกระสุนกว่า 200 ปลอก รวมทั้งหัวกระสุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างส่งตรวจเปรียบเทียบทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับอาวุธปืนที่เคยใช้ก่อเหตุอื่นๆ นอกจากนี้ได้เชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุมาสอบสวนแล้ว 1 คน ซึ่งให้ข้อมูลเป็นที่ประโยชน์กับรูปคดี เชื่อมโยงถึงผู้ร่วมก่อเหตุ คาดว่าจะสามารถออกหมายจับคนร้ายได้เร็วๆ นี้
แหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงในพื้นที่ ระบุว่า คนร้ายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มของนายมะเซาฟี ตีโม , นายอับดุลเลาะห์ มะแซ , นายอิสมาแอ เจ๊ะแว และนายอาซีซัน มะดาแอ แกนนำระดับปฏิบัติการ ที่มีกองกำลังมากกว่า 10 คน เคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่ อ.จะแนะ , อ.ระแงะ , อ.ศรีสาคร และ อ.รือเสาะ
จนท.คาดใช้AIบิดเบือนภาพ
ขณะเดียวกัน พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี เป็นการจัดฉากของเจ้าหน้าที่ พร้อมนำภาพซึ่งมีการสร้าง หรือดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ประกอบ ว่าการกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่มีพยานหลักฐานที่ยืนยันได้ จึงไม่ควรนำมาเผยแพร่หรือขยายผลจนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
พ.อ.เอกวริทธิ์ เปิดเผยด้วยว่า การสืบสวนสอบสวนเหตุที่เกิดขึ้นดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และหน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ อาศัยพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานแวดล้อม ภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงผลการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาการ จึงไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงจากภาพเพียงภาพเดียว หรือการตีความบนสื่อสังคมออนไลน์ได้
วอนแจ้งข้อมูลหลักฐานต่อรัฐ
อย่างไรก็ตาม หากบุคคลหรือกลุ่มใด มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ขอให้นำส่งพนักงานสอบสวน หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม มากกว่าการเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล หน่วยงานของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ
เชื่อแนวร่วมเบี่ยงเบนประเด็น
ส่วน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีการแชร์ภาพ รอยสักที่แขนคนร้ายที่ก่อเหตุยิงฐานพรานที่จุดตรวจ จ.นราธิวาส โดยตั้งข้อสงสัยว่าถ้าเป็นมุสลิม จะไม่มีรอยสัก เพราะขัดต่อหลักศาสนา ภาพดังกล่าวน่าจะเป็นภาพที่ใช้ AI คาดว่าเป็นแนวร่วมผู้ก่อเหตุซึ่งพยายามปั่นกระแส เบี่ยงเบน บิดเบือน ด้วยลักษณะของภาพ มีนัยที่ตั้งใจปรับแต่งคุณภาพของความชัดเจน ดูผิดธรรมชาติ เชื่อว่าคนทั่วไปก็ดูออก และเป็นวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้ในอดีต แต่ปัจจุบันหลอกสังคมไม่ได้ ปัจจุบันประชาชนมีวิจารณญาณเพียงพอ จึงทำให้กลุ่มผู้ที่เผยแพร่จะต้องถูกสังคมตั้งคำถามกลับถึงเจตนาแอบแฝงที่แท้จริง ขอให้ประชาชนช่วยกันปกป้องเจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ร่วมป้องกันอย่าให้ผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ได้มีที่ยืนในสังคม
เลขาฯสมช.เสียใจเกิดเหตุรุนแรง
วันเดียวกัน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่ารู้สึกเสียใจ ส่วนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะ มีความคืบหน้ามาก โดยนโยบายการพูดคุย ตามหลักการเป็นเรื่องที่ประชาสังคมยอมรับ จะต้องพูดคุยต่อไป ต้องดำรงไว้ เพราะเราเชื่อว่าในกลุ่มเห็นต่างอีกหลายกลุ่ม มีมากกว่าครึ่งที่พร้อมจะมาพูดคุย
ชี้ต้องบังคับใช้กม.อย่างเด็ดขาด
นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ส่วนคนที่ยังใช้ความรุนแรง ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ต้องแยกกัน การจะมาบอกว่าถ้าใช้ความรุนแรงแล้วจะไม่พูดคุยนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะกลุ่มที่พร้อมจะให้ความร่วมมือกลับสู่สังคม มีพอสมควร กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงเป็นเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ยืนยันว่าต้องบังคับใช้กฎหมาย เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังเชื่อว่าภายในกลุ่มผู้เห็นต่าง เขาสามารถสื่อสารกันได้ใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า เราเชื่อว่ากลุ่มเห็นต่างทั้งหลาย รวมทั้งกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงน่าจะมีการสื่อสารกันในระดับหนึ่ง น่าจะเป็นคนรู้จักกันด้วยซ้ำ ทั้งหมดเราต้องแยกแยะ แต่ย้ำว่าอันไหนใช้ความรุนแรงต้องบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด แต่ยังต้องดำรงการพูดคุยเอาไว้ ตรงนี้เป็นหลักการที่ต้องระวังเรื่องนี้ด้วย ถ้ามาบอกว่าจะไม่คุยแล้วจะใช้ความรุนแรงตอบโต้อย่างเดียว พูดตรงๆ จะทำให้บรรยากาศเกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น
เผยฝ่ายการข่าวยังทำงานเต็มที่
เมื่อถามว่ามีการประเมินทางการข่าว ว่าจะมีการก่อเหตุเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า เชื่อว่า ทางฝ่ายการข่าวพยายามทำเต็มที่ หาข้อมูลต่างๆ แต่บางทีก็มีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าทุกฝ่ายพยายามอย่างเต็มที่ ทั้งแม่ทัพ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน
เลขาธิการ สมช.กล่าวอีกว่า บทบาทของมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยนั้น มีความร่วมมือกันในเรื่องชายแดน และเชื่อว่ามาเลเซีย สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้เห็นต่างเหล่านี้ ที่อยู่ในมาเลเซีย ในการที่จะประสานเพื่อให้ควบคุมการใช้ความรุนแรง มาเลเซียน่าจะทำได้ จะเห็นว่าตอนที่นายกฯ เดินทางไปมาเลเซีย ทั้งก่อนและหลัง ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเลย เชื่อว่าทางกลุ่มผู้เห็นต่าง ที่ใช้ความรุนแรง น่าจะเกรงใจมาเลเซีย ไม่กล้าทำอะไรให้เสียบรรยากาศในช่วงนั้น ดังนั้นจึงต้องร่วมมือกับมาเลเซียด้วย
โจรใต้ลอบกัดยิงผรส.บาดเจ็บ
ด้านเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนลอบยิงนายสภา แก้วง่าย ผู้รักษาความสงบเรียบร้อยประจำหมู่บ้าน (ผรส.) บ้านดอนทราย หมู่ 4 ต.ดอนทราย อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี ขณะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 3 นาย บริเวณป้อมยามประจำหมู่บ้าน เหตุการณ์ดังกล่าวส่ผลให้นายสภา ถูกยิงที่ไหล่ทะลุหน้า ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลไม้แก่น อาการปลอดภัยแล้ว
ทั้งนี้ ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ประสานผู้นำท้องถิ่น ปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมใช้โดรนตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ตลอดจนตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้หลบหนี และจัดกำลังเข้าติดตามผู้ก่อเหตุในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ได้ประสานพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี