วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
สุพรรณบุรีโมเดล! จากยาบ้า 10 เม็ด สายตรวจดอนเจดีย์ลุยขยายผลสามต่อ บุกทลายด่านพักยาบ้าในห้องน้ำบ้านเช่า ผงะเจอยาบ้าตรา ‘ปิกาจู-999’ มหึมา 1.8 ล้านเม็ด มูลค่าเฉียด 10 ล้าน ผู้การฯภูมิใจฝีมือตำรวจท้องที่คดีแรกในรอบ 3 ปี
พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี (ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปริญญา เกาชวัต ผกก.สภ.ดอนเจดีย์, พ.ต.อ.เจษฎา พานิชวงษ์ ผกก.(สอบสวน) ภ.จว.สุพรรณบุรี, พ.อ.ณัฐติพงษ์ ตะโกใหญ่ นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ดอนเจดีย์, ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.สุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดสุพรรณบุรี บูรณาการกำลังเข้าตรวจสอบบ้านเช่าเป้าหมายแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
การเข้าตรวจสอบดังกล่าวสืบเนื่องมาจากไหวพริบและการปฏิบัติงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจ สภ.ดอนเจดีย์ ที่ได้ทำการจับกุมผู้เสพยาเสพติดรายย่อยมาได้พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 10 เม็ด ก่อนจะนำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถามและขยายผลอย่างเข้มข้น จนกระทั่งผู้ต้องหายอมเปิดปากรับสารภาพถึงแหล่งที่มา นำไปสู่พฤติการณ์การทลายคลังแสงยาเสพติดที่ทำเอาเจ้าหน้าที่ถึงกับผงะ เมื่อเดินเข้าไปตรวจสอบภายในห้องน้ำของบ้านเช่าหลังดังกล่าว แล้วพบกระสอบปุ๋ยเคมีวางเรียงรายอยู่ ภายในบรรจุยาบ้าอัดแน่นซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 1,800,000 เม็ด คิดเป็นมูลค่าในตลาดยาเสพติดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในบ้านเบื้องต้น ไม่พบตัวผู้พักอาศัยหรือบุคคลใดแสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน คาดว่าไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง
ต่อมา นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เดินทางลงพื้นที่มาตรวจสอบของกลางด้วยตนเอง พร้อมแถลงชื่นชมผลการปฏิบัติงาน โดยระบุว่า การตรวจยึดยาบ้ามหาศาลในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างฝ่ายปกครองจังหวัดสุพรรณบุรี และตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ในการเดินหน้าขยายผลกวาดล้างเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ตามแนวทางยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการเชิงรุกของรัฐบาล เพื่อถอนรากถอนโคนยาเสพติดให้หมดไปจากชุมชน
ทางด้าน พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์และลำดับขั้นการแกะรอยคดีนี้ว่า ถือเป็นต้นแบบการทำงานขยายผลที่มีประสิทธิภาพ โดยเริ่มแรกจับกุมผู้เสพพร้อมยาบ้าเพียง 10 เม็ด (ผู้ต้องหา 1 ราย) จากนั้นดึงข้อมูลเครือข่ายส่งต่อให้ชุดสืบสวนตามสกัดจับขยับขึ้นมาเป็นลอตที่สอง ได้ของกลางเพิ่ม 9,800 เม็ด (ผู้ต้องหา 1 ราย) และเมื่อทำการเค้นสอบปากคำอย่างต่อเนื่องจนได้พิกัดเซฟเฮ้าส์ จึงนำกำลังบุกจู่โจมคลังใหญ่จนพบยาบ้าลอตมหึมาอีก 1.8 ล้านเม็ดดังกล่าว ซึ่งคาดว่ากลุ่มนักค้ายาข้ามชาติได้ใช้บ้านเช่าในอู่ข้าวอู่น้ำแห่งนี้เป็นจุดพักยา เพื่อรอการกระจายต่อนส่งไปยังจังหวัดภาคกลางและปริมณฑล
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานยังตรวจพบความน่าสนใจของของกลาง โดยห่อยาบ้าลอตนี้มีการประทับตราเคมีภัณฑ์รูปตัวการ์ตูนชื่อดังอย่าง ‘ปิกาจู’ ควบคู่กับตราสัญลักษณ์ ‘เช’ และตัวเลข ‘999’ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของกลุ่มผู้ผลิตลอตนี้ โดยตราสัญลักษณ์รูปปิกาจูดังกล่าว เริ่มพบแพร่หลายระบาดหนักในกลุ่มวัยรุ่นและผู้เสพในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีในช่วงที่ผ่านมา ในเบื้องต้นชุดสืบสวนได้ทำการตรวจเช็กเอกสารสัญญาเช่าบ้านและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุตัวตนของผู้เช่าอาคารและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเตรียมออกหมายจับและลากคอขบวนการยานรกกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.ต.วัชรินทร์ กล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิใจว่า หากย้อนกลับไปดูสถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คดีการจับกุมยาบ้าที่มีจำนวนตั้งแต่ 1 ล้านเม็ดขึ้นไปในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่จะเป็นการจับกุมโดยการประสานข้อมูลหรือส่งไม้ต่อมาจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) หรือส่วนกลาง แต่สำหรับคดีนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่และเป็นคดีแรกที่เกิดจากความสามารถและการขยายผลจากจุดเล็ก ๆ ของตำรวจท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรีเอง 100 เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งสามารถสกัดกั้นและยึดยาเสพติดจำนวนมหาศาลหลักล้านเม็ดเอาไว้ได้สำเร็จก่อนจะหลุดรอดไปมอมเมาเยาวชน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี