533.jpg
เงินสะพัด 4.4 แสนล้าน! ด่านสะเดาแกร่ง ดันส่งออกพุ่ง ฟันดุลการค้าบวก 10%

เงินสะพัด 4.4 แสนล้าน! ด่านสะเดาแกร่ง ดันส่งออกพุ่ง ฟันดุลการค้าบวก 10%

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่ชายแดนใต้ จัดกิจกรรม "เวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจรนำพาสันติสุข" ณ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มุ่งใช้มิติสื่อสารมวลชนสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐและประชาชน พร้อมนำคณะเยี่ยมชมศักยภาพของ "ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่" ซึ่งเปรียบเสมือนประตูสู่เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

นายบัณฑูร อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดา กล่าวให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชน พร้อมเปิดเผยข้อมูลพื้นฐานว่า ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 596 ไร่ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2562 และได้เริ่มเปิดปฏิบัติพิธีการเต็มรูปแบบไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีพื้นที่รับผิดชอบรวม 4 ตำบลในอำเภอสะเดา ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ปัจจุบันมีจุดปฏิบัติพิธีการหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ด่านพรมแดนเดิม (ด่านนอก), อาคารผู้โดยสาร (Passenger Terminal) และสำนักงานตรวจสินค้า


ทางด้านเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรสะเดาได้บรรยายให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมว่า พื้นที่ด่านศุลกากรสะเดาตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และเป็นจุดเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญระดับนานาชาติ โดยมีระยะทางห่างจากท่าเรือปีนังเพียง 142 กิโลเมตร และสามารถเชื่อมโยงเส้นทาง Asian Highway 2 มุ่งตรงสู่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสามารถลากยาวไปจนถึงด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อออกสู่ประเทศเมียนมาได้

เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งและการเดินทางที่ขยายตัว ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาบูรณาการในการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ในส่วนของอาคารคลังสินค้า (Cargo Terminal) มีการลานจอดรถที่รองรับได้กว่า 300 คัน พร้อมนำระบบ Fast Scan X-ray มาใช้งาน ช่วยให้คนขับรถบรรทุกไม่ต้องลงจากรถ ลดระยะเวลาการสแกนตู้คอนเทนเนอร์จาก 5 นาที เหลือเพียง 10-20 วินาที สามารถรองรับรถสินค้าผ่านเข้าออกได้ถึง 1,000 คันต่อวัน

ขณะที่ฝั่งอาคารผู้โดยสาร (Passenger Terminal) ได้จัดทำระบบ Drive-Thru ทั้งขาเข้าและขาออกฝั่งละ 11 ช่องทาง พร้อมนำเครื่อง X-ray แบบพกพาและระบบตรวจสอบสรีระร่างกายแบบไม่สัมผัสตัวมาใช้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับสิ่งของผิดกฎหมาย โดยด่านฯ ทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน CIQ (ศุลกากร, ตรวจคนเข้าเมือง, หน่วยงานกักกัน) และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการใช้ระบบ National Single Window เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง 10 ประเทศอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ
สำหรับสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมาสูงกว่า 6 ล้านคนต่อปี โดยมีจุดที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยมนั่งรถทัวร์และมีจุดหมายปลายทางเพียงอำเภอหาดใหญ่ ปัจจุบันหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวและรถจักรยานยนต์เพิ่มมากขึ้น โดยขยายเส้นทางท่องเที่ยวลึกเข้าไปยังจังหวัดภูเก็ต สมุย และตรัง ตลอดจนเกิดกระแสความนิยมในการจัดทริปขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นเหนือสู่เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน

ในมิติของเศรษฐกิจ ด่านศุลกากรสะเดามีผลการจัดเก็บรายได้ (นับถึงเดือนมิถุนายน ปีงบประมาณ 2569) รวมทั้งสิ้น 7,824 ล้านบาท โดยกรมศุลกากรสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการถึง 8% ทั้งนี้ มีมูลค่านำเข้า-ส่งออกรวม 441,000 ล้านบาท (ส่งออก 244,000 ล้านบาท และนำเข้า 197,000 ล้านบาท) ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าอยู่ที่ประมาณ 10%

สินค้าเข้าและออกที่มีมูลค่าสูงสุดยังคงเป็นกลุ่มอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ หน่วยความจำ และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมาเลเซียเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค นอกจากนี้ "ยางธรรมชาติ" ยังติดอันดับ 4 ของสินค้าส่งออกยอดนิยม เนื่องจากฝั่งมาเลเซียมีความต้องการนำวัตถุดิบน้ำยางจากไทยไปป้อนให้กับโครงการ Kedah Rubber City เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อน เช่น ถุงมืออุตสาหกรรม และยางล้อรถยนต์

เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรสะเดา กล่าวทิ้งท้ายว่า จากสถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ด่านศุลกากรสะเดาได้ปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานให้ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่

1. Trade Enabler: การเป็นผู้ขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจชายแดน

2. Social Protector: การทำหน้าที่ปกป้องสังคม ป้องกันสิ่งของผิดกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมทางการค้า

3. Revenue Collector: การจัดเก็บรายได้ให้ประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาทั้งหมดนี้ เพื่อมุ่งยกระดับด่านศุลกากรสะเดาสู่มาตรฐานสากล พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืนต่อไป
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top