วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เปิดผังองค์กรลับใต้ดิน
แฉบีอาร์เอ็น
สมาชิกกว่า1,800ราย
ก่อความไม่สงบ3จว.ใต้
แกนนำใหม่พุ่งเป้าจนท.
เงินหมุนเวียน2พันล./ปี
ใช้รร.บ่มเพาะแบบผิดๆ
“รองผบ.กกล.ทพ.จชต.”ระบุสถานการณ์ความไม่สงบยังมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เผย BRN ปรับยุทธวิธีรายปีหลังเปลี่ยนแกนนำมุ่งโจมตีภาพลักษณ์กองกำลังรัฐ พร้อมใช้โซเชียลมีเดียและการบิดเบือนด้านการศึกษาเพื่อขยายแนวร่วม ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงระบุเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซา มีการแบ่งกำลังเป็น 2 ชุด แฉ BRN เลิกใช้ศาสนาบังหน้า พุ่งเป้าล้างสมองเยาวชนชายแดนใต้ เปิดโพย ท่อน้ำเลี้ยงรีดไถเงินชาวบ้านใช้ก่อเหตุรุนแรง“เสธ.ทบ.”ลงพื้นที่ตลาดตันหยงมัส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน ย้ำฝ่ายความมั่นคงดูแลเข้ม คุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยประชาชนต้องได้ใช้ชีวิตได้ตามปกติและมีความสุข
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 พันเอกพงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รองผบ.กกล.ทพ.จชต.) กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐพยายามควบคุมสถานการณ์ และเหตุการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ แต่การก่อความไม่สงบในพื้นที่ต้องยอมรับว่า เกิดจากขบวนการ BRN ซึ่งเป็นองค์กรลับ มีความใกล้เคียงกับผู้ก่อการร้ายในต่างประเทศ แต่เรายังไม่เรียกขบวนการ BRN ว่าผู้ก่อการร้าย แต่ใช้คำว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพราะเป้าหมายของกลุ่มดังกล่าวโดยส่วนใหญ่จะกระทบชีวิต และทรัพย์สิน และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดจะได้รับผลกระทบเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตได้ ซึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัด ต่างได้งบประมาณจากคนอีก 74 จังหวัด นำมาให้ใช้ ทั้งการสร้างถนน สะพาน และอื่นๆ
เกาะติดการข่าวโดยตลอด
พันเอกพงศกร กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรจาก 2 ปีที่แล้ว ส่วนการติดตามด้านการข่าวของกองกำลัง ทางหน่วยได้ติดตามข่าวทั้งจากหน่วยเหนือ หน่วยยุทธการ และยุทธวิธี ซึ่งมีการวิเคราะห์งานข่าวอยู่ตลอด ตามหลักการ IPB หรือ กระบวนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและภัยคุกคามในพื้นที่ปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ยังมีการหาแหล่งข่าวทั้งแบบเปิด และแบบปิด ซึ่งกองกำลังทหารพรานมีจุดแข็งคือ เป็นกองกำลังประจำถิ่น มีประชาชนที่เป็นลูกหลานเข้ามาเป็นทหารพราน ดังนั้นจะทำให้เราได้ข่าวสารแจ้งเตือนตลอด แต่ต้องยอมรับว่างานข่าวในพื้นที่ 3 จังหวัด ทำงานค่อนข้างยาก เพราะขบวนการ BRN เป็นองค์กรลับ และมีการจัดตั้งใต้ดิน
คาดแนวร่วมBRNมีมากกว่า1,800คน
ขณะที่เรื่องการผลิตแนวร่วม พบข้อมูลของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติว่า มีประมาณ 1,800 กว่าคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นกลุ่มบุคคลที่เราสามารถพิสูจน์ได้ ผ่านพยานวัตถุ, พยานหลักฐาน จากผลนิติวิทยาศาสตร์ หรือ DNA ที่ปรากฏในที่เกิดเหตุ และจากคำซัดทอดของพยานบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ขณะนี้กลุ่มคนดังกล่าว อยู่ระหว่างหลบหนีทั้งในประเทศ และนอกประเทศ แต่ทั้งนี้เชื่อว่า น่าจะมีมากกว่า 1,800 คน ซึ่งขบวนการผลิตแนวร่วมเกิดมาตั้งแต่ต้นน้ำ คือ เรื่องการศึกษา
เด็กถูกพ่มเพาะ-บิดเบือนสิ่งผิด
“ต้องยอมรับว่า คุณภาพการศึกษาของเด็กในพื้นที่ยังไม่สูงมาก หากจะเทียบกับสถิติเกรดเฉลี่ยกับเด็กในพื้นที่จังหวัดอื่น ดังนั้นเมื่อคุณภาพการศึกษาที่ไม่ดี อาจจะทำให้เด็กถูกยัดเยียดทำในสิ่งที่ผิด และยังพบว่า ยังมีโรงเรียนที่บ่มเพาะ และบิดเบือนการศึกษา ผ่านศาสนา เกิดขึ้นอยู่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่เหมือนที่เราดำเนินการกับกัมพูชา ที่กำจัดอริราชศัตรู แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนในประเทศ ที่ต้องใช้ศาสตร์ และศิลป์ในการแก้ไขปัญหา” รองผบ.กกล.ทพ.จชต.กล่าว
พันเอก พงศกร ยอมรับว่า การทำงานของกำลังพลมีความเสี่ยง มีโอกาสเสียชีวิตถึง 100% โดยเราได้บอกกับกำลังพลทุกนายว่า ให้ระลึกเสมอว่า เราคือเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ตามเรามีมาตรการป้องกันความเสี่ยง และมีการฝึกฝนกำลังพลให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
ปีนี้พุ่งเป้าดิสเครดิตกองทัพ
ขณะที่ด้านแหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงยุทธวิธีของผู้ก่อความรุนแรงในรอบ 20 ปีว่า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม รวมถึงการฝึกก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายในแต่ละปีแตกต่างกัน โดยปีนี้พุ่งเป้าไปที่การดิสเครดิตกองกำลังของรัฐ แบ่งการปฏิบัติตามแผนเป็นช่วงห้วงเดือน ส่วนการทดแทน หรือการเปลี่ยนกำลังพลของบีอาร์เอ็นเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยใช้วิธีการบ่มเพาะ สร้างความแตกแยกในสังคม มีการสร้างข้อมูลในโซเชียลมีเดียมากขึ้น หวังสร้างกระแสให้พื้นที่เห็นด้วยกับการกระทำของขบวนการ และต้องถือว่า “ไอโอ“ ของบีอาร์เอ็นทำได้ดีมาก มุ่งไปที่การชี้นำสื่อของรัฐด้วย
เลิกใช้ศาสนาชี้นำเป็นหลัก
ทั้งนี้การใช้คำว่า “ผู้เห็นต่าง”กลับมีผลดีกับ “บีอาร์เอ็น” เพราะยุทธศาสตร์คือ ต้องการสร้างความรู้สึกร่วม กับคน 3 กลุ่ม คือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, คนใน 74 จังหวัด และต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดนในส่วนโครงสร้างการบริหารงานของ บีอาร์เอ็นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะแกนนำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้อายุ 70 ถึง 80 ปี ร่วงโรยไปตามกาลเวลา จึงมีการส่งผ่านให้คนใหม่ ซึ่งในอดีตใช้ศาสนาชี้นำเป็นหลัก แต่ปัจจุบันพุ่งเป้าไปที่คุณลักษณะของวัยรุ่น นั่นก็คือฮอร์โมนของเยาวชนจะเป็นตัวเร่งในการต่อสู้ แต่ก็มีลักษณะหวือหวา อยู่ไม่นาน เรียนจบก็เลิกไป ยกเว้นคนที่ก่อเหตุ และมีหมายจับ จะกลับเข้าสู่สังคมไม่ได้ เลยต้องเข้าสู่ขบวนการโดยปริยาย
แบ่ง2กลุ่ม‘ทหารหลัก-ทหารบ้าน’
สำหรับกรณีการก่อเหตุที่ด่านตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาสนั้น กลุ่มผู้ก่อเหตุแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือทหารหลัก และทหารบ้าน โดยทหารหลักจะอยู่บนภูเขา ส่วนทหารบ้าน ทำหน้าที่วางแผนดูต้นทาง ปัจจุบันจัดตั้งหมู่บ้านละ 2 คน ส่วนภาพรวมท่อน้ำเลี้ยงขบวนการนั้น เราได้ติดตามตรวจสอบว่า ปลายทางไปที่ใดบ้าง แต่ต้นทางพบว่า ได้จากการเรี่ยไรเงินของสมาชิก และการบริจาค ตกปีละ 2 พันบาทต่อคน หากรวมเงินจากเงินสมาชิกทั้งหมดคาดว่า ได้เงินจากการเรี่ยไร และบริจาค ประมาณปีละ 2 พันล้านบาท
เมื่อถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยทหารพราน แหล่งข่าวความมั่นคงฯ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยปัจจุบัน บีอาร์เอ็น พยายาม ทำให้เห็นถึงศักยภาพในการก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งกระจายอยู่ทุกพื้นที่ย่อมตกเป็นเป้า ส่วนจำนวนเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ ยังถือว่า เราทำอย่างเต็มที่ตามกำลังพลที่มีอยู่ ในส่วนของ อส.ทพ. ยังบรรจุไม่ครบ 80% ซึ่งกำลังพลเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติในการรักษาพื้นที่ความปลอดภัยด้วย
กอ.รมน.แฉยุทธวิธีใหม่ BRN
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ในภาพรวมระดับความรุนแรงจะไม่หนักหน่วงเท่ากับช่วงปี 2547 ทว่ารูปแบบและยุทธวิธีของขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) ได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก ล่าสุดในกิจกรรมเวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจร “นำพาสันติสุข” ที่จัดขึ้นโดยศปป.5 กอ.รมน. ที่นำโดย พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการ ศปป.5 กอ.รมน.
ซึ่งภายในการลงพื้นที่สำรวจของพื้นที่ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคงได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการข่าวเชิงลึก ทั้งการเปลี่ยนเป้าหมายมาบ่มเพาะเยาวชน การขยายเครือข่ายรีดไถเงินทุน และการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อฟอกขาวขบวนการ พร้อมเรียกร้องสื่อมวลชนร่วมตีแผ่พฤติกรรมโหดร้าย ปลุกสังคมไทยไม่ให้เพิกเฉยต่อปัญหา
เปลี่ยนเป้าหมายบ่มเพาะ‘เปอร์มูดา’
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ยุทธวิธีการหาแนวร่วมของกลุ่ม BRN มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีตขบวนการมักใช้เรื่องศาสนาเป็นข้ออ้างในการจุดชนวนปลุกระดม แต่ในปัจจุบันวิธีการดังกล่าวเริ่มใช้ไม่ได้ผล ตั้งแต่ช่วงปี 2565 เป็นต้นมา ขบวนการได้เบนเข็มไปที่กลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “เปอร์มูดา” โดยอาศัยธรรมชาติของฮอร์โมนและความพลุ่งพล่านในวัยรุ่นมาเป็นเครื่องมือ
ข้อมูลข่าวกรองระบุว่า ขบวนการมีการรวมกลุ่มเด็กวัยรุ่นตามหมู่บ้านต่างๆ (เช่น ในพื้นที่อำเภอสายบุรี) เพื่อจัดกิจกรรมบังหน้า จากนั้นจึงดำเนินการ “ล้างสมอง” โดยปลูกฝังเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผล การยัดเยียดแนวคิดเรื่อง DNA ของชาติพันธุ์ เพื่อดึงดูดเยาวชนให้เข้าสู่ขบวนการและใช้เป็นกำลังในการปั่นป่วนสถานการณ์แทนคนรุ่นเก่า
เปิดโปง5รูปแบบรีดไถชาวบ้าน
ประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานรากคือ “เส้นทางการเงิน” พันเอก พงศกร แสงกุล รองผบ.กกล.ทพ.จชต.ให้ข้อมูลว่า กลุ่มขบวนการมีระบบการเก็บเงินเพื่อใช้เป็นทุนในการเคลื่อนไหวและก่อเหตุรุนแรง เช่น การลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน โดยใช้วิธีรีดไถและบีบบังคับสมาชิกและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่1. เงินแรกเข้า: เรียกเก็บจากสมาชิกใหม่หัวละ 2,000 บาท2. เงินรายเดือน: เรียกเก็บเดือนละ 50 - 100 บาท3. เงินรายปี (ซะกาต): เรียกเก็บปีละ 300 - 500 บาท โดยอ้างอิงหลักศาสนาเพื่อการบริจาค แต่เงินไม่ถึงศาสนสถาน
4. เงินส่วนแบ่งรายได้: หักรายได้ 1 วันในรอบ 1 ปี (เช่น มีรายได้ 1,000 บาท จะถูกเรียกเก็บ 100 บาท)5. เงินฉุกเฉิน: เรียกเก็บครั้งละประมาณ 60 บาท เมื่อขบวนการต้องการงบเร่งด่วน รวมแล้วใน 1 ปี ขบวนการจะสามารถสูบเงินจากชาวบ้านได้เฉลี่ย 2,000 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งสืบสวนและติดตามเส้นทางการเงินเหล่านี้ว่าไปสิ้นสุดที่บุคคลใด
ยุทธวิธีลองของและสงครามข่าวสาร
ในด้านยุทธวิธีทางทหาร ขบวนการแบ่งกำลังเป็น“ฐานปฏิบัติการหลัก” บนภูเขา และ“ฐานลอย” ที่แฝงตัวในหมู่บ้าน การก่อเหตุในระยะหลังมักเป็นการ“ลองของ” โดยเลือกลอบโจมตีจุดตรวจขนาดเล็กที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2-3 นาย และหลีกเลี่ยงการปะทะกับฐานปฏิบัติการหลัก นอกจากนี้ การลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันยังสะท้อนถึงความจงใจในการทำลายสิ่งที่เป็น“สัญลักษณ์ของประเทศไทย” ซึ่งผลกระทบที่แท้จริงกลับตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ที่ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการก่อเหตุ ขบวนการยังทำสงครามจิตวิทยาอย่างหนัก มีความพยายามสร้างวาทกรรมเพื่อ “ฟอกขาว” ตัวเอง เช่น การผลักดันให้สังคมและสื่อใช้คำว่า “ผู้เห็นต่าง” แทนคำว่าผู้ก่อเหตุรุนแรง รวมถึงการตีพิมพ์หนังสือเช่น“สงครามลับ BRN”เพื่อยกระดับความชอบธรรมของตนเองให้ได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศ (UN) ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันว่าไม่สามารถยอมรับคำว่า “ผู้เห็นต่าง” ได้ กับกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายและลอบสังหารผู้คนมากว่า 20 ปี
วอนสื่อเป็นกระบอกเสียงปลุกคนไทย
ในช่วงท้าย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ฝากข้อเรียกร้องที่สำคัญยิ่งถึงคณะสื่อมวลชน ขอให้นำเสนอข่าวที่ตีแผ่พฤติกรรมความโหดร้ายของกลุ่ม BRN อย่างตรงไปตรงมา เช่น การกราดยิงผู้บริสุทธิ์ การทำร้ายสตรีมีครรภ์ หรือการก่อเหตุในมัสยิด เพื่อให้ประชาชนในอีก 74 จังหวัดทั่วประเทศได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริง เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้คนไทยเกิดความรู้สึกรำคาญและปล่อยผ่านข่าวสารชายแดนใต้ แต่อยากให้สังคมส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาเป็นแนวร่วม ยืนยันว่าคนไทยทั้งประเทศไม่เห็นด้วยให้มีการแบ่งแยกดินแดน และร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่รัฐในการรักษาความสงบสุขต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี