วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569
อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยันภารกิจจับเสือตรวจดีเอ็นเอ จากเหตุเจ้าหน้าที่ฯ ถูกเสือทำร้ายเสียชีวิต ไม่ใช่การล่า แค่ต้องการหาสาเหตุ พฤติกรรมเสือ ป้องกันเหตุเกิดซ้ำ ยกระดับ 5 มาตรการรับมือ ส่วนทีมวิจัยสัตว์ป่าฯ ระบุยืนยันเสือที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ เป็นเสืออายุเพียงขวบเศษเท่านั้น เร่งติดตั้งกล้องฯ
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายศักรินทร์ วิชาจารย์ พนักงานราชการ สังกัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี เสียชีวิตจากเหตุถูกสัตว์ป่า (เสือโคร่ง) ทำร้าย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ในระหว่างที่ยังปฏิบัติหน้าที่ว่านายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามจับเสือโคร่งห้วยขาแข้ง รอบพื้นที่สำนักงานฯเพื่อตรวจดีเอ็นเอ เปรียบเทียบ หาเสือตัวทำร้ายเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิตโดยชี้แจงเหตุที่เกิดขึ้นและยืนยันภารกิจการจับเสือตรวจดีเอ็นเอ ไม่ใช่การล่าเสือ แต่เพื่อหาสาเหตุของพฤติกรรมที่ทำร้ายคน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
นายอรรถพล กล่าวอีกว่าคาดว่ามีเสือไม่เกิน 5 ตัว ทั้งนี้ เพื่อนำตัวอย่างดีเอ็นเอไปเปรียบเทียบกับขนและหลักฐานทางชีวภาพที่พบในจุดเกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้ทีมงานรู้แล้วว่าเป็นเสือตัวไหนที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต ขณะนี้เจอตัวแล้ว อยู่ระหว่างการเข้าไปจับตัว อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติเสือโคร่งจะหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้มนุษย์ เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก แต่หากปล่อยให้เสือเกิดพฤติกรรมดังกล่าวจนเคยชิน อาจจะกลับมาก่อเหตุซ้ำและเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่หรือประชาชนในอนาคต
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า เหตุการณ์เสือโคร่งเข้าทำร้ายคนลักษณะนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 30 ปี โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2541 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครั้งนั้นลูกจ้างอุทยานแห่งชาติถูกเสือโคร่งทำร้ายได้รับบาดเจ็บ แต่สามารถช่วยเหลือได้ทัน
นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมนายศักดิ์กรินทร์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่วัดโป่งสามสิบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางอุทยานฯ ได้ยกระดับ 5มาตรการ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ ประกอบด้วย 1.ปิดการท่องเที่ยวภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นการชั่วคราว 2.เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง พร้อมแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มการเฝ้าระวังบริเวณสำนักงาน หน่วยพิทักษ์ป่า และพื้นที่ปฏิบัติงาน 3.ติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มเติมในจุดเสี่ยง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ 4.สร้างความร่วมมือกับชุมชน โดยประชาสัมพันธ์ข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่โดยรอบ เพื่อร่วมเฝ้าระวังสถานการณ์ และ 5.ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานตามความจำเป็น
มีรายงานยืนยันระบุตัวตนเสือโคร่งผ่านข้อมูลกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (CAMERA TRAP) ในพื้นที่จุดที่พบร่างนายศักดิ์กรินทร์ โดยฐานข้อมูลทีมวิจัยเสือโคร่ง ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีเสือโคร่งซึ่งเป็นเสือเพศเมียเต็มวัย ชื่ออภิญญา อายุ 8 ปี และมีลูก 3 ตัว เป็นคอกที่ 2 อายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน ครอบครัวเสือตัวนี้ใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำ จากการตรวจสอบจากกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ พบว่าลูกเสือโคร่ง 1 ใน 3 ตัว ของแม่เสืออภิญญา ได้กลับมาล่าเหยื่อเพียงตัวเดียว ซึ่งในวันเกิดเหตุเสือโคร่งตัวดังกล่าวเดินผ่านเข้ามาในบริเวณที่เจ้าหน้าที่นอนพักอยู่ ในท่านอนราบขนานพื้น เป็นเหตุให้เสือโคร่งคิดว่าเป็นเหยื่อ เพราะมีลักษณะคล้ายกับเหยื่อปกติที่มีลักษณะเป็นแนวยาว จึงเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
ทั้งนี้ โดยการประเมินพฤติกรรมลูกเสือโคร่งในสภาพธรรมชาติ ลูกเสือ อายุ 1 ปี 6 เดือน อยู่ในช่วงเรียนรู้วิธีการล่าเหยื่อ เหตุที่เกิดขึ้นตัวลูกเสือโคร่งดังกล่าวอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น จึงเป็นความบังเอิญ เนื่องจากโดยปกติของเสือจะไม่เข้าภายใต้ร่มเงาอาคาร หากมีการเคลื่อนไหวของคน ก็จะหนีทันทีสำหรับกรณีที่จะเข้าข่ายเป็นเสือกินคน 1.เกิดเหตุซ้ำสม่ำเสมอ และ 2.นิสัยเลือกมนุษย์เป็นเหยื่อหลัก
สำหรับขั้นตอนดำเนินการหลังจากนี้จะเริ่มติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (CAMERA TRAP) รอบอาณาเขต รวม 15 จุด ครอบคลุมพื้นที่40 ตารางกิโลเมตร ใช้ระยะเวลาการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (CAMERA TRAP) รวม 2 วัน โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ดำเนินการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (CAMERA TRAP) กระจายรอบพื้นที่บริเวณหากินของครอบครัวเสือโคร่งอภิญญา เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเสือโคร่งว่าสามารถใช้ชีวิตโดยการล่าเหยื่อเองได้หรือไม่ และจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากมีปลอกคอสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวสัตว์ป่า พร้อมดำเนินการใส่ปลอกคอเพื่อศึกษาพฤติกรรมของลูกเสือโคร่งทั้ง 3 ตัว ตามแนวทางการศึกษาวิจัยเสือโคร่ง และหากยังมีพฤติกรรมทำร้ายคนซ้ำในช่วงเวลาสั้นๆ จะจับออกจากระบบนิเวศไปปรับพฤติกรรม
ด้านนักวิจัยโครงการ Thailand Tiger Project DNP ซึ่งร่วมตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ระบุว่าจุดเกิดเหตุเป็นอาคารเปิดโล่งที่เจ้าหน้าที่ใช้พักผ่อน โดยบริเวณดังกล่าวพบร่องรอยเสือโคร่งใช้เป็นเส้นทางสัญจรอยู่เป็นประจำ ภายหลังเกิดเหตุพบขนเสือบริเวณจุดที่เจ้าหน้าที่นอนพัก และพบมุ้งที่เปื้อนเลือดห่างจากอาคารประมาณ 15 เมตร แต่ไม่พบร่องรอยเลือดบริเวณที่นอนรวมถึงเส้นทางที่เสือเคลื่อนร่างผู้เสียชีวิตไป
นักวิจัยโครงการฯ ระบุด้วยว่า จากการติดตามพฤติกรรมเสือโคร่งอย่างต่อเนื่อง พบว่าโดยปกติเสือจะหลีกเลี่ยงมนุษย์ที่มีการเคลื่อนไหว ดังนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดไปจากธรรมชาติของเสือโคร่ง และยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ จำเป็นต้องรอผลการชันสูตรและผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานประกอบการวิเคราะห์ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่พฤติกรรมปกติของเสือโคร่งที่ล่ามนุษย์เป็นอาหาร
ขณะที่ น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้าฝ่ายจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยถึงแนวทางการตรวจสอบเรื่องที่้เกิดขึ้น ซึ่งจะมีการลงพื้นที่ภายใน1-2วัน ว่าขณะนี้มีนักวิจัยด้านเสือได้ลงพื้นที่ประชุมและวางแผนครบถ้วนแล้ว ส่วนแนวทางการทำงานหลังจากนี้ จะดำเนินการด้านนิติวิทยาศาสตร์ภายใต้สวัสดิภาพของสัตว์ป่าและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ โดยนักวิจัยที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญ พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่มุ่งมั่น มีสมาธิ ในการปฏิบัติหน้าที่ สำหรับวิธีการจับเสือนั้นอยู่ในขั้นตอนการวางแผนของผู้เชี่ยวชาญหากได้ข้อสรุปอย่างไรจะแจ้งให้ทราบต่อไป
ส่วนนายชัยวัฒน์ ลิ่มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กสนับสนุนคำสั่งของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรณีแกะรอยจับกุมเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อตรวจหาดีเอ็นเอเทียบเคียงกับหลักฐานในจุดเกิดเหตุ ภายหลังเกิดเหตุเสือโคร่งทำร้ายเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฯ จนเสียชีวิต โดยระบุว่า เสือที่ทำร้ายมนุษย์ถึงขนาดล่ามนุษย์ไปกิน เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ
และพฤติกรรมนี้จะทำให้เสือโดยเฉพาะเสือตัวที่ล่าเจ้าหน้าที่ไปกิน เป็นเสือที่อันตรายหมายถึงตัวเจ้าหน้าที่ ที่ลาดตระเวน และอยู่ประจำหน่วยและผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตป่ารวมถึงนักท่องเที่ยวนักวิจัย อีกหลายๆ คนที่เข้าไปในเขตชั้นในดังนั้น การพิสูจน์ พิสูจน์เสือตัวที่เข้ามาล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีความจำเป็น ต้องให้รู้ตัวว่าเป็นเสือตัวใดเพราะก่อนหน้านี้ในพื้นป่าตะวันตกก็มีข่าวเสือโคร่งล่าพระสงฆ์ที่เข้าไปเดินอยู่ในเขตป่าลึกเพราะพฤติกรรมของเสือโคร่ง จะไม่ล่ามนุษย์ และอยู่ภายใต้ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ด้วย
นายชัยวัฒน์โพสต์ข้อความอีกว่า ดังนั้นพฤติกรรมของเสือโคร่งตัวดังกล่าว จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อมนุษย์จากการสั่งการของอธิบดีฯ เป็นมาตรการและการตรวจสอบ ปกป้องคุ้มครอง ทั้งมนุษย์ และเสือโคร่งมาตรการการตรวจสอบคุ้มครองปกป้องทั้งมนุษย์และเสือโคร่ง ขออธิบายเพิ่มเติมว่ากรณีนี้เสือโคร่งตัวดังกล่าว ได้ล่ามนุษย์ และยังมีการกระแทกซาก กินเป็นอาหาร กรณีนี้ถ้าเป็นตัวเดียวในพื้นที่เกิดเหตุ ควรต้องรีบเร่ง ตรวจสอบเฝ้าระวัง และนำตัวเสือโคร่งในพื้นที่ใกล้เคียงมาตรวจสอบดีเอ็นเอโดยเร็ว
ตามที่อ้างนี้ถ้าปล่อยไว้ เสือโคร่งตัวดังกล่าว ยังไล่ล่ามนุษย์เป็นเหยื่อในครั้งต่อไป แล้วฝูงของเสือโคร่ง ได้เข้ามาร่วมในการล่าด้วย จะเป็นพฤติกรรมการล่าเป็นฝูง และจะมีพฤติกรรมการล่ามนุษย์ของเสือโคร่งขยายวงกว้างกับเสือโคร่งตัวอื่นดังนั้นมาตรการนี้ ผมเห็นด้วยกับอธิบดีฯ ต้องเร่งสำรวจ และจับเสือโคร่งมาตรวจดีเอ็นเอโดยด่วน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี