546.jpg
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง บุกทำเนียบฯค้านขยาย EEC หวั่นทุนรุกที่ดิน–ป่ามรดกโลก

เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง บุกทำเนียบฯค้านขยาย EEC หวั่นทุนรุกที่ดิน–ป่ามรดกโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

“เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” บุกทำเนียบฯ ยื่น 11,207 รายชื่อค้านขยาย EEC นัดชุมนุมใหญ่ 17 ส.ค. รอฟังคำตอบรัฐบาล ชี้ต้องหยุดมติผนวกปราจีนบุรี หวั่นทุนรุกที่ดิน–ป่ามรดกโลก–กากอุตสาหกรรมซ้ำเติมพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง นำโดย นายสุนทร คมคาย และประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี เดินทางยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมส่งมอบรายชื่อประชาชน 11,207 รายชื่อ ที่ใช้สิทธิตามมาตรา 43 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แสดงเจตจำนงคัดค้าน โดยมี นายนพพร บุญแก้วรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือแทน


เครือข่ายประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว โดยนัดประชาชนรวมตัวครั้งใหญ่ที่ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพื่อติดตามและรอฟังคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล พร้อมยืนยันจะปักหลักติดตามจนกว่าจะได้รับคำตอบต่อข้อเรียกร้องให้ กพอ. มีมติ “หยุดการขยาย EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังที่ประชุม กพอ. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 รับทราบผลการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม และเห็นชอบในหลักการ โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นำความเห็นและข้อสังเกตไปจัดทำรายละเอียด ก่อนนำกลับเสนอ กพอ. เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

นายสุนทร กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่คัดค้านทั้งมติ กพอ. และรายงานผลการศึกษาของสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการศึกษายังขาดข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่มีการเปิดเผยรายงานฉบับสุดท้ายให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ตรวจสอบก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ.

ทั้งนี้ หลังติดตามทวงถามจนได้รับรายงานผลการศึกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงหลังจาก กพอ. มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว พบข้อมูลหลายประเด็นที่เครือข่ายเห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ จึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการขนาดใหญ่ที่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนปราจีนบุรีในระยะยาว

นายสุนทร ยังชี้ว่า ปราจีนบุรีได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี 2560 ที่มีโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก และหลังมี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ปราจีนบุรีถูกมองว่าอยู่ในสถานะคล้าย “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะการรองรับและกำจัดของเสียจากภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ปัญหาผลกระทบเดิมและการเยียวยาประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ EEC เดิม ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ทั้งเรื่องกากอุตสาหกรรม ขยะอันตราย โรงงานผิดกฎหมาย ปัญหานอมินี แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย และสิทธิแรงงาน โดยเห็นว่าปัญหาเดิมควรได้รับการแก้ไขให้มีประสิทธิภาพก่อนพิจารณาขยายพื้นที่เพิ่มเติม

นายสุนทร กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งประเด็นที่เครือข่ายแสดงความกังวลอย่างมาก คือ “ที่ดิน–น้ำ–ป่า” โดยระบุว่าหากปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC ความต้องการที่ดินผืนใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมอาจเร่งให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ที่ดินของคนท้องถิ่นเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุนมากขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมอาจนำไปสู่โครงการเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน

ตามข้อมูลที่เครือข่ายนำเสนอ มีแผนสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมอีก 7 แห่ง ขณะที่จังหวัดมีเขื่อนอยู่แล้ว 11 แห่ง โดยเครือข่ายกังวลว่า หากมีการก่อสร้างในพื้นที่ป่ามรดกโลกดงพญาเย็น–เขาใหญ่ อาจทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าต้นน้ำมากกว่า 20,000 ไร่ กระทบระบบนิเวศ ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ตลอดจนเพิ่มความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในชุมชนโดยรอบ

ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยืนยันว่า จังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้การพัฒนาสอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของจังหวัด ทั้ง เกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฐานทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ต้นน้ำ ป่าไม้ เขาใหญ่ และทับลาน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ได้

“การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงบางส่วน”  นายสุนทร กล่าว 

ดังนั้น เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและ กพอ. ทบทวนกระบวนการทั้งหมด และมีมติ หยุดการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเปิดเผยข้อมูลและรับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง โดยหลังการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในวันนี้ เครือข่ายจะเดินหน้ารวมพลังประชาชนอีกครั้งในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรอฟังคำตอบจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้จนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top