วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569
กราดยิงโคราช-เจ็บ6
อนุทินตกใจ
สั่งรื้อครอบครองปืน
กราดยิงอีกแล้ว คนร้ายใช้ปืนลูกซองถล่มกลางงาน “ชิม ช้อป ใช้” ที่โคราช บาดเจ็บ 6 ราย จับกุมตัวได้ 1 ราย เร่งล่าผู้ก่อเหตุที่เหลือ พบปมผู้จัดงานจับได้คนร้ายหัวขโมย จยย.ด้าน “อนุทิน” ตกใจ บอกอีกแล้วเหรอ ย้ำแก้โครงสร้างการครอบครองอาวุธปืน มท.สั่ง ปค.เปลี่ยนแจกปืนให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นแจกเงิน-สิ่งของแทน
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงกลางดึกวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้คนภายในงาน “ชิม ช้อป ใช้” บริเวณอนุสาวรีย์พ่อขุนทด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย ภายหลังเกิดเหตุตำรวจ สภ.ด่านขุนทด ได้เข้าตรวจสอบและสามารถจับกุมผู้กระทำผิด1 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บ ทางหน่วยกู้ภัย ได้เร่งนำส่งโรงพยาบาลหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ และบางรายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
นายประกอบ ปฏิทิน ผู้จัดงานดังกล่าว เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายและใช้ปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ ยิงจนลูกปืนกระจายไปทั่วพื้นที่ ซึ่งเหตุเกิดขึ้นช่วงที่งานกำลังจะเลิก โดยพ่อค้าแม่ค้ากำลังเก็บข้าวของ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6ราย ประกอบด้วย นายประกอบ ถูกมีดฟันที่แผ่นหลังและนิ้วมือ นายสุทน ได้รับบาดเจ็บที่แขนขวา และถูกยิงด้วยปืนลูกซองที่แผ่นหลัง นายวีรวุฒิ ถูกยิงทั่วร่างกายและแขน 13นัด บาดเจ็บสาหัส นางสุภาวณี ถูกยิงที่ขา 2 นัด และมีสะเก็ดกระสุนถูกบริเวณหลัง นางปนัดดา ถูกยิงที่แขนซ้ายและนายเต้ ถูกยิงที่แผ่นหลัง 9นัด
ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.อาคม ชุดขุนทด รอง ผกก.ป.สภ.ด่านขุนทด นำกำลังเข้าติดตามและจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย ก่อนคุมตัวมาสอบสวน ขณะที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบเขม่าปืนจากตัวผู้ต้องหาเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดี
สำหรับชนวนเหตุนั้น จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้ต้องหาขโมยจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ แต่เจ้าของรถมาพบพอดี จึงเข้าไปพูดคุย ก่อนเกิดเหตุไม่พอใจกัน และเจ้าของรถกับผู้จัดงานได้ช่วยกันจับตัวผู้ต้องหาไว้ จากนั้นหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาได้วิ่งหลบหนี ก่อนจะพาเพื่อนกลับมาพร้อมอาวุธมีดและปืนก่อเหตุขึ้นจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุได้หลบหนีออกจากพื้นที่ ซึ่งตำรวจ สภ.ด่านขุนทด ได้จัดกำลังออกติดตามจับกุมตัวเพื่อดำเนินคดีแล้ว
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ว่าอีกแล้วเหรอ พร้อมกับส่ายหน้า เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวนายกฯพยักหน้ารับ เมื่อถามอีกว่า เรื่องการออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนที่ต้องให้มีการประเมินสุขภาพจิตก่อน จะมีส่วนสำคัญในการดำเนินนโยบายของนายกฯอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เรากำลังจะแก้ไขที่โครงสร้าง ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่
ต่อข้อถามถึงกรณีมีการเผยแพร่ภาพกิจกรรมงานเลี้ยง 134 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้านพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีการจับรางวัลแจกปืนลูกซองยาวให้ผู้ร่วมงาน จะเป็นการสวนทางนโยบายห้ามพกปืนของนายกฯหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้สั่งให้นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไปยกเลิกการดำเนินการแล้ว โดยเปลี่ยนไปให้รางวัลอื่น ขอให้ไปถามรายละเอียดที่อธิบดีกรมการปกครอง
ขณะที่นายนฤชากล่าวถึงกรณีงานเลี้ยงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีการแจกรางวัลเป็นปืนลูกซองยาว 5 กระบอก ว่านโยบายตอนนี้เราควบคุมปริมาณปืน การจำกัดเป็นนโยบายสำคัญที่นายกฯให้ระงับการออกใบอนุญาตซื้อขาย (ใบ ป.3) เอาไว้ก่อน โดยรางวัลผู้ใหญ่บ้านจะมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าเท่ากับอาวุธปืนที่เขาจะได้รับให้แทน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่นายกฯ ให้ไว้
เมื่อถามว่า นโยบายออกมาแล้วแต่ยังคงมีการแจกปืนอยู่ นายนฤชา กล่าวว่า ไม่ได้แจก แต่เป็นการมอบรางวัลตามระเบียบของอาวุธปืน เราเปลี่ยนใหม่เป็นให้สิ่งที่มีมูลค่าทดแทนได้ อาจจะเป็นเงินสดหรือสัญลักษณ์ต่อข้อถามว่าต่อไปนี้นโยบายให้ปืนกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะไม่มีแล้วใช่หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า จะต้องยกเลิกไปก่อน ระงับออกไปก่อน แม้ระเบียบยังมีอยู่ แต่ในระเบียบก็มีช่องว่าง ที่ผ่านมาเรามอบเข็ม และใบประกาศ แต่รางวัลอื่นจะต้องจัดหาทุกปี เช่นเดียวกับอาวุธปืนจะต้องจัดหาจากต่างประเทศ โดยปีนี้เป็นนโยบายจึงจำเป็นต้องมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทน
เวลา 09.00 น.วันเดียวกัน นายอนุทิน เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงตำรวจภูธรภาค 1 , 2 และ7เข้าร่วม โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า เนื่องจาก 2 เดือนที่ผ่านมา มีการจัดเวิร์กชอป โดยมี 9 ประเด็นที่ต้องการให้เกิดความร่วมมือ คือการบุกรุกที่ดิน, อาชญากรรมไซเบอร์, นอมินี, การฟอกเงิน, ผู้มีอิทธิพล เฉพาะอันธพาล, แก้ไขหนี้นอกระบบ, ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การจัดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการป้องกันปราบปรามยาเสพติด
นายกฯ กล่าวว่า ทั้งหมดต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามแนวทาง “บำบัดทุกข์บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์พิฆาตยาเสพติด” ซึ่งงานของกระทรวงมหาดไทยและงานตำรวจเป็นงานที่ใกล้ชิดประชาชน และประชาชนต้องพึ่งพามากที่สุด ดังนั้น 2 หน่วยงานนี้ต้องเป็นทีมเดียวกัน ถ้าเชื่อมกันได้อย่างไร้รอยต่อจะทำให้มีทั้งข้อมูลของพื้นที่ กำลังคน และเครื่องมือในการจัดการปัญหา จึงอยากให้ใช้ข้อมูลเดียวกัน หรือOne Data เพื่อใช้งานได้อย่างสะดวก และป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดเหตุ พร้อมขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ในกรอบเวลา 90 วัน ตามที่เคยกำหนดไว้
“ที่ผ่านมาเรื่องอาวุธปืนต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ทุกท่านทราบว่าขณะนี้ต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ อย่าให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ และส่งผลให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ในส่วนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการไปแล้ว ช่วงนี้ถือว่าเราปิดระบบการออกแบบใบอนุญาต ป.3 การซื้อขายครอบครองอาวุธปืนของคนทั่วไปจึงไม่มี รวมถึง ป.12 ไม่มีมา 3 ปีแล้ว” นายอนุทิน กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะนี้อาวุธปืนในประเทศไทยมี 10 กว่าล้านกระบอก เท่ากับประชากร 6-7 คน มีอาวุธปืน 1 กระบอก แบบนี้ไม่ไหว นี่มันแดนคาวบอยแล้ว ถ้าตัดเด็กตัดผู้สูงอายุออกไป เหลืออยู่แค่ 3-4 คน ที่มีอาวุธปืน 1 กระบอก แบบนี้ไม่ใช่บ้านเมืองที่จะมีความสงบสุขได้แม้จะไม่เกิดเหตุอะไรก็ตาม แต่ก็เป็นบ้านเมืองที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรงได้ตลอดเวลา กรมการปกครองจึงเสนอว่า จะต้องพิจารณาเรื่องการมอบรางวัลให้ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ซึ่งถือเป็นอีกรูปแบบที่จะทำให้เกิดความกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชนได้
นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของตำรวจและฝ่ายปกครอง ช่วงนี้ขอให้ร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดเป็นหลัก ซึ่งด่านเหล่านี้ต้องมีความพร้อมและมีความเข้มข้น โดยเราต้องรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองด้วย เพราะเรามุ่งเป้าอาวุธร้ายแรง ทำให้คนที่เราไปตรวจค้นอาจคิดต่อสู้ได้ จึงขอให้เพิ่มความระมัดระวัง ขอให้เน้นการตรวจจับการพกพาอาวุธผิดกฎหมายและดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ในส่วนรัฐบาลจะมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยอาวุธปืนฉบับใหม่ขึ้น
“ขอให้ทุกท่านใช้หลักที่ผมเคยมอบหมาย คือมีความเป็นอิสระอย่างสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ ตามนโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ต้องสนใจโทรศัพท์ใครที่โทร.เข้ามา ถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาของท่านไม่ได้โทร.มาก็ไม่ต้องปฏิบัติ เพราะไม่ใช่คำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่มีวันโทร.อยู่แล้ว ฉะนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วง” นายกฯ กล่าว
วันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมคุมเข้มอาวุธปืนโดยปรับปรุงกฎหมาย ว่ากำลังแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ ถ้ารัฐบาลจะคุมเข้มปืนต้องทำให้คนร้ายหาปืนยากขึ้น ไม่ใช่ทำให้คนสุจริตที่ทำถูกกฎหมายสับสนว่าตัวเองมีสิทธิหน้าที่อย่างไร ขณะที่ปืนเถื่อนยังเป็นปัญหาอยู่ แต่ไม่ได้เหมารวมว่าอาชญากรรมทั้งประเทศเกิดจากปืนเถื่อน แต่ปืนที่อยู่นอกระบบเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ ถ้าจะคุมปืนต้องทำตั้งแต่การออกใบอนุญาต การซื้อขาย การพกพา ช่องทางออนไลน์ จนถึงปืนเถื่อนที่ลักลอบนำเข้า
นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ก่อนจะแก้กฎหมาย รัฐบาลควรตอบประชาชนให้ได้ 3 เรื่อง คือปืนเถื่อนจะลดลงจริงหรือไม่ คนร้ายจะหาปืนยากขึ้นจริงหรือไม่ และเหตุอาชญากรรมกับความรุนแรงจะลดลงจริงหรือไม่ พร้อมทั้งเปิดข้อมูลให้ชัดว่าปืนที่ถูกนำไปใช้ก่อเหตุแต่ละปีเป็นปืนมีทะเบียน ปืนไม่มีทะเบียน ปืนดัดแปลง หรือปืนที่หลุดจากระบบจำนวนเท่าใด เพื่อให้การแก้กฎหมายตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง
“ถ้าตอบ 3 ข้อนี้ไม่ได้ ต่อให้เขียนกฎหมายเพิ่มอีกร้อยมาตรา ประชาชนก็ยังไม่รู้สึกปลอดภัย ปัญหาเรื่องปืนต้องแก้ด้วยข้อมูล ไม่ใช่แก้ด้วยความรู้สึก และต้องวัดผลจากชีวิตประชาชน ไม่ใช่วัดแค่ว่าออกกฎหมายได้กี่มาตรา”นายพร้อมพงศ์ กล่าวและว่า รัฐบาลควรเปิดฟังเสียงประชาชน ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ครอบครองปืนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ควรแบ่งฝ่ายระหว่างคนมีปืนกับคนไม่มีปืน ต้องยึดเป้าหมายคือทำอย่างไรให้คนปลอดภัย
“กฎหมายที่ดีต้องทำให้โจรกลัว ไม่ใช่ทำให้คนสุจริตสับสน คุมปืนต้องคุมให้ถูกคน ปราบปืนต้องปราบให้ถูกจุด และนโยบายปืนของรัฐต้องมีทิศทางเดียว คือทำให้คนร้ายเข้าถึงปืนยากขึ้นและทำให้ประชาชนปลอดภัยขึ้นจริง” นายพร้อมพงศ์กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี