โค้งสุดท้ายเจรจาFTAไทย-EU เหลือเปิดตลาด-ประเด็นเชิงนโยบาย

‘ศุภจี’เผย การเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 10 คืบหน้าอย่างมาก หลังข้อบทต่างๆ (Text) ได้ข้อสรุปแล้ว เหลือเพียงการเจรจาเปิดตลาดและประเด็นเชิงนโยบายที่ยังต้องมีการเจรจากันต่อให้จบ ทั้งการค้าสินค้า การบริการ การลงทุน และจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยไทยและ EU ยังยืนยันเป้าหมายสรุปผลให้ได้ภายในปี 2569
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต ว่า ผลการประชุมมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนของข้อบทต่างๆ (Text) ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดตลาด และประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากันต่อ การเจรจาหลังจากนี้จึงเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญ เพื่อให้สรุปการเจรจาได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
โดยการดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือในเรื่องคงค้าง เพื่อมุ่งหาข้อสรุปด้านการเปิดตลาดและประเด็นที่ยังคงเหลือ โดยไทยและ EU ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในปี 2569
สำหรับการเจรจา FTA ไทย-EU รอบนี้ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุด โดยได้ให้คำแนะนำกับทีมเจรจาอย่างใกล้ชิด และด้วยการเจรจาอย่างเข้มข้น ทำให้สามารถขับเคลื่อนการเจรจาให้สรุปผลได้อย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมทุกบท อาทิ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) บทบัญญัติเบื้องต้น พลังงานและวัตถุดิบ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ขณะที่ในส่วนของการเจรจาเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การเจรจาในรอบนี้ก็มีความคืบหน้าที่ดีเช่นเดียวกัน
“ในการเจรจา FTA ไทย-EU ทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างกัน พร้อมทั้งทำความเข้าใจต่อข้อเรียกร้องและข้อเสนอในสินค้า สาขาบริการและการลงทุนที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ โดยมุ่งให้เกิดการเปิดตลาดที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการคำนึงถึงสินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหวของแต่ละฝ่าย”นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ FTA ไทย-EU ครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจและกฎหมายในความรับผิดชอบของหลายกระทรวงและหน่วยงาน การกำหนดท่าทีของไทยจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายไม่เพียงแต่ผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ แต่ต้องได้ความตกลงที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาความพร้อมและผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหว
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและ EU นั้น ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% จากปี 2567 ซึ่งไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% จากปี 2567 สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, อัญมณีและเครื่องประดับ , เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ,ผลิตภัณฑ์ยาง ,หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เป็นต้น
โดยไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% จากปี 2567 สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม, เคมีภัณฑ์, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้ามูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

