นิ้วกลม ชี้ วันที่ประชาชน Burnout ต้องสู้ชีวิต คือวันที่ผู้มีอำนาจแสยะยิ้ม

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นาย สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ "นิ้วกลม" นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sarawut Hengsawad ในหัวข้อ "ประชาชน Burnout" เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา
โดยข้อความระบุว่า 1. ในมุมประชาชน ลำพังทำมาหากินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว เอาตัวให้รอด ฝ่ารถติด น้ำท่วม PM2.5 จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียนลูก ก็เหนื่อยแล้ว
ตามหลัก เราจ่ายภาษีเพื่อจ้าง 'รัฐ' มาดูแลเรื่องต่างๆ รอบตัวแทนเรา เพื่อให้ชีวิตได้เป็นไปอย่างราบรื่น เราต้องการหน่วยงานและองค์กรต่างๆ มาช่วยทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติ และช่วยคิดหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น
แล้วมันน่าเหนื่อยมั้ย แทนที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จะคอยระวังภัยให้ประชาชน กลายเป็นว่าประชาชนกลับต้องคอยระวังรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ???
ไอ้ชีวิตที่เหนื่อยอยู่แล้วเลยเหนื่อยเป็นดับเบิ้ล ทริปเปิ้ล เบิ้มๆ
ประชาชนตื่นมาแต่ละวันเหมือนตื่นมาทำหน้าที่ 'ตรวจสอบรัฐ' ซึ่งมีประเด็นผุดขึ้นมาเหมือนถั่วงอก โดยไม่สนว่าน้ำท่วมอยู่หรือเปล่า แทนที่จะหวังให้ สว.มาตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นประชาชนต้องมาตรวจสอบที่มาของ สว. แล้วแทนที่จะหวังให้ กกต.ตรวจสอบว่าฮั้วหรือไม่ฮั้ว กลายเป็นประชาชนต้องมาตรวจสอบ กกต.อีกชั้นนึง
มิต้องนับเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ประกันสังคม ตึกถล่ม ล็อกสเป็ก ซึ่งประชาชนต้องตามติดเหมือนตัวเองถูกจ้างมาเป็น รปภ.คอยจับโจร ทั้งที่ประชาชนเป็นคนจ่ายภาษีจ้างคนเหล่านี้มาทำงานเพื่อเป็นหูเป็นตาแทนพวกเรา
เหนื่อยมั้ยล่ะครับ?
แค่ใช้ชีวิตให้รอดยังเหนื่อยไม่พอ ตื่นมาแต่ละวันก็ต้องมา 'เฝ้าระวัง' พฤติกรรมของคนที่ควรทำหน้าที่ทำให้ชีวิตเราดำเนินไปอย่างราบรื่น ทำในสิ่งที่ทำให้เราต้องระแวง--แบบนี้จะไม่ให้ประชาชนเบิร์นเอ้าท์ได้ยังไง??
2. ประชาชนคอยจับจ้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและภาครัฐมันเหนื่อย เราจึงต้องมีสื่อคอยเป็นปากเป็นเสียง คอยตะโกนเตือน ตะโกนถามแทนประชาชน โดยเฉพาะ 'สื่อสาธารณะ' อย่าง Thai PBS
แต่แล้วล่าสุด สส.ฟากรัฐบาลเริ่มปิ๊งไอเดียให้ประชาชนต้องเหนื่อยอีกแล้ว คือเสนอเปลี่ยนที่มาของงบ จากเงินบำรุงที่ผูกกับภาษีสุราและยาสูบ ให้ไปรับเงินจากงบประมาณแผ่นดินประจำปีแทน
ประชาชนตื่นมาเหนื่อยอีกแล้วครับ!
เพราะประชาชนเขาห่วงว่า สื่อสาธารณะที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนและคอยตรวจสอบความถูกต้องเป็นธรรมทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างอิสระ จะกลายเป็น 'ทีวีของรัฐ'
เขาเกรงกันว่า ภารกิจสำคัญเพื่อพี่น้องประชาชนนี้จะไม่เป็นไปอย่างอิสระอีกต่อไป เมื่อโครงสร้างที่มาของเงินเปลี่ยนไปอยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาล
3.เรื่องนี้ในมุมประชาชนคงไม่ได้ต้องการปกป้อง 'ทีวีช่องหนึ่ง' แต่มองในหลักการ บ้านเมืองควรออกแบบระบบให้มีองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นอิสระแล้วสามารถคานอำนาจรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจต่างๆ ในหลายรูปแบบมิใช่หรือ???
ประชาชนเหนื่อยมั้ยล่ะครับ กับการที่ต้องคอยระแวงว่า 'องค์กรอิสระ' ทั้งหลายกลายเป็นสีอะไรไปแล้วบ้าง แล้วเหลืออยู่กี่องค์กรที่ยังไม่ได้กลายไปเป็นสียอดนิยมนั้น??? เหลือกี่องค์กรที่ประชาชนยังสามารถไว้วางใจว่าจะเป็นหูเป็นตา เป็นปากเป็นเสียง แทนประชาชนได้อย่างแท้จริง
เหนื่อยมั้ยล่ะครับ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่า เฮ้ย...มันเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ไหมวะ? เฮ้ย...มันเหลืออยู่บ้างไหมวะ? เฮ้ย...มันจะหายไปอีกองค์กรแล้วเหรอวะ?
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ประชาชนซึ่งระอาใจกับความไม่โปร่งใสที่ดำเนินไปอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม แถมยังต้องออกแรงทวงถาม ตรวจสอบ รวมถึงด่า ก็หมดแรงกันไปทีละคน ทีละคน
บางคนถึงขั้นถอดใจและประชดว่า "ยกประเทศให้พวกนี้ไปเถอะ" หรือ "ประเทศนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ" นี่คือความเหนื่อยที่น่ากลัว มันคือความเหนื่อยสะสม เหนื่อยตามข่าว เหนื่อยตรวจสอบ เหนื่อยประท้วง เหนื่อยจะด่า
คดีหนึ่งเงียบหาย อีกคดีก็โผล่มาใหม่
เป็นแบบนี้แล้ว อำนาจฉ้อฉลจะเป็นฝ่ายชนะ เมื่อประชาชนหมดแรง
4. คำถามที่น่าสงสัยคือ ทำไมประชาชนจะต้องต่อสู้กับรัฐบาลของตัวเองอยู่ตลอดเวลา???
รัฐบาลควรเป็นสถาบันที่ประชาชนสามารถมอบความไว้วางใจให้ได้ โดยมีระบบตรวจสอบคอยรับประกันว่า ความไว้วางใจนั้นจะไม่ถูกใช้ในทางที่ผิด หลายๆ หน่วยงานที่เป็นอิสระทำหน้าที่อย่างเต็มที่ด้วยที่มาซึ่งไม่ต้องเกรงใจรัฐบาลหรือคนในตำแหน่งต่างๆ
เพราะชีวิตของประชาชนก็หนักพออยู่แล้ว
เขาควรได้ใช้เวลาไปกับการหาเลี้ยงชีพ สร้างความฝัน เลี้ยงลูก ดูแลพ่อแม่ และใช้ชีวิตของเขา โดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วถามว่า “วันนี้รัฐบาลกำลังจะทำอะไรกับประเทศของเราอีก?”
ยิ่งระบบตรวจสอบง่อนแง่น ประชาชนยิ่งเหนื่อย
เรื่องน่ากังวลก็คือ หากเรามีคนที่ขึ้นมาบริหารประเทศที่ 'คิดไม่ดี' หรือ 'คดโกง' พวกเขาจะสามารถทำเรื่องเลวร้ายได้ง่ายขึ้นมาในระบบที่ไร้ผู้ตรวจสอบที่เป็นอิสระ
แล้วประชาชนก็จะเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ เหนื่อยจนหมดแรงจะตรวจสอบ หรือแย่ที่สุดคือ เบื่อและยอมจำนนกับการใช้อำนาจที่ไม่เกรงใครใดๆ ทั้งสิ้น
น่าเห็นใจชาวไทยนะครับ สู้ชีวิตไม่พอ ต้องสู้กับอำนาจกันทุกวัน
และวันที่ประชาชน Burnout กันไปหมด
ผู้มีอำนาจย่อมแสยะยิ้ม
ขอบคุณข้อมูล : Sarawut Hengsawad
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

