บทบรรณาธิการ : 8 ตุลาคม 2569

สื่อสาธารณะ ใช้งบ 2 พันล้าน ยังจำเป็นแค่ไหน?
การเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส
เพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของสังคม
แต่คำถามที่ใหญ่กว่าการเปลี่ยนวิธีจัดสรรงบประมาณ คือ ในปี 2569 ประเทศไทยยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระบบโทรทัศน์สาธารณะในรูปแบบเดิมอยู่อีกหรือไม่
เดิมกฎหมายกำหนดให้ไทยพีบีเอสได้รับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 1.5% โดยมีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ระบบดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสร้างหลักประกันให้องค์กรสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลและทุนทางธุรกิจ
บริบทในเวลานั้นกับวันนี้แตกต่างกันอย่างมาก
เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน โทรทัศน์ยังเป็นช่องทางหลักในการรับข่าวสารและความบันเทิงของคนส่วนใหญ่ แต่วันนี้ผู้ชมมีทางเลือกมากมาย ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ โซเชียลมีเดีย YouTube พอดแคสต์ และสื่อดิจิทัลรูปแบบต่างๆ
คำถามจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า โครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่และงบประมาณระดับ 2,000 ล้านบาทต่อปี ยังเหมาะสมกับภูมิทัศน์สื่อในปัจจุบันหรือไม่
นี่ไม่ได้หมายความว่าสังคมไม่จำเป็นต้องมี “สื่อสาธารณะ”
ตรงกันข้าม ในยุคที่ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน และการสื่อสารผ่านอัลกอริทึมมีอิทธิพลมากขึ้นสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะยังมีความสำคัญ
แต่ ความจำเป็นของสื่อสาธารณะ ไม่ได้แปลว่าทุกรูปแบบของสื่อสาธารณะจะต้องดำรงอยู่เหมือนเดิม
ไทยพีบีเอสจึงควรตอบคำถามเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นกลาง และความคุ้มค่าให้ชัดเจนมากขึ้น
ที่ผ่านมา องค์กรถูกตั้งคำถามทั้งในเรื่องความเป็นกลางของการนำเสนอข่าว และแนวทางการบริหารจัดการ ขณะเดียวกัน ก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบางรายการ เช่น กรณีค่าตอบแทนที่ปรึกษาในระดับสูงซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้ตรวจสอบ
อีกประเด็นคือการจ้างผู้ผลิตรายการและหน่วยงานภายนอก
แน่นอน การเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอิสระเข้ามาสร้างสรรค์เนื้อหาไม่ใช่เรื่องผิด และ ไทยพีบีเอส ก็มีระบบ Commissioning เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตภายนอกและเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหา
แต่เมื่อองค์กรมีบุคลากรจำนวนมาก มีสตูดิโออุปกรณ์ และเทคโนโลยีสำหรับผลิตสื่ออยู่แล้ว คำถามที่ควรถูกถามคือ อะไรคือเหตุผลที่ต้องจ้างภายนอก และการจ้างนั้นสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นมากเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีการตั้งข้อสังเกตถึงการวนเวียนของกลุ่มผู้ผลิตหรือเครือข่ายบางกลุ่ม ก็ควรเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดข้อครหาว่าโอกาสในการผลิตเนื้อหากระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเดิม
การนำเข้าสู่ระบบงบประมาณ ข้อดีชัดเจนคือไทยพีบีเอสจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณ
ของรัฐ มีการชี้แจงต่อสภาและกรรมาธิการ และถูกตั้งคำถามถึงภารกิจ โครงการ บุคลากร ค่าใช้จ่าย และ
ผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณอย่างเป็นระบบ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแหล่งรายได้ไม่ได้ทำให้คำถามเรื่องความเป็นอิสระหมดไป แต่ทำให้เกิดโจทย์ใหม่ว่า จะออกแบบระบบกำกับตรวจสอบอย่างไร ไม่ให้การตรวจสอบกลายเป็นเครื่องมือแทรกแซงเนื้อหา
เกือบ 20 ปีหลังการก่อตั้ง ถึงเวลาแล้วที่ไทยพีบีเอสจะต้องถูกประเมินใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ภารกิจโครงสร้างองค์กร วิธีผลิตเนื้อหา จำนวนบุคลากร การจ้างภายนอก ไปจนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อสังคม
เพราะคำว่า “สื่อสาธารณะ” ที่อยู่ได้ด้วยเงินภาษี ไม่ควรเป็นเกราะป้องกันการตั้งคำถามจากสังคม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

