คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

‘แก้มลิง’ที่หายไป ใครต้องรับผิดชอบ?
เวลาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เรามักถามกันว่า ฝนตกมากแค่ไหน? ท่อระบายทันไหม? เครื่องสูบน้ำทำงานหรือเปล่า? แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญกว่า และควรถามก่อนน้ำจะท่วมเสียด้วยซ้ำว่า
“พื้นที่ที่เคยเตรียมไว้ให้น้ำอยู่ วันนี้อยู่ที่ไหน?”
เพราะเมืองที่เต็มไปด้วยถนน บ้านจัดสรร อาคาร และคอนกรีต ต่อให้มีท่อ มีคลอง มีเครื่องสูบน้ำ หากไม่มีพื้นที่ให้ “พักน้ำ” ในช่วงที่“ฝนตกหนักเกินขีดความสามารถของระบบ”น้ำก็ต้องหาที่อยู่ของมันเอง และบ่อยครั้ง ที่อยู่ของน้ำก็คือ ถนนและบ้านของประชาชน
1) “แก้มลิง” ไม่ใช่แค่บึง
แนวพระราชดำริ “แก้มลิง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เกิดจากหลักการง่ายๆ คือ เมื่อมีน้ำมากก็หาพื้นที่เก็บน้ำไว้ชั่วคราว แล้วค่อยระบายออกเมื่อระบบภายนอกรับน้ำได้
ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2538 ให้จัดหาพื้นที่ลุ่มบึง และสระในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับ “น้ำส่วนเกิน”โดยการศึกษาพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ในเวลานั้นประเมินว่า หากฝนตกหนักต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง อาจมีน้ำส่วนเกินจากความสามารถของระบบระบายน้ำสูงถึงประมาณ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ขุดบึง” แต่มันคือแนวคิดว่า ในเมืองที่มีน้ำมาก ต้องเหลือที่ให้น้ำอยู่
2) แล้ว “แก้มลิงที่หายไป” คืออะไร?
ตรงนี้ต้องพูดให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายก่อนว่า แก้มลิงของกรุงเทพฯ ไม่ได้หายไปทั้งหมด และ กทม.ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิงทั้งหมด
ข้อมูลล่าสุดจาก กทม. ระบุว่า ปัจจุบันมีพื้นที่รับและหน่วงน้ำ 38 แห่ง ความจุรวมประมาณ 13.71 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มจากเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งมี 34 แห่ง ความจุประมาณ 13.47 ล้านลูกบาศก์เมตร และกำลังดำเนินการเพิ่มอีก 7 แห่ง เมื่อแล้วเสร็จจะมีรวม 45 แห่ง ความจุมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
ดังนั้น หากพูดว่า “ชัชชาติยกเลิกแก้มลิงของกรุงเทพฯ” ย่อมไม่ใช่ แต่เรื่องที่ประชาชนมีสิทธิถามอย่างจริงจัง คือ โครงการ “บึงรับน้ำขนาดใหญ่บางแห่ง” หายไปไหน? โดยเฉพาะ “บึงรับน้ำคลองคู้บอน” ประมาณ 130 ไร่ กับ “บึงรับน้ำคลองบางชัน” ประมาณ 39 ไร่
3) คู้บอน : “แก้มลิง” ที่คนรอคอย
ย้อนกลับไปปี 2563 มีการเตรียมดำเนินการเพื่อออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเวนคืนที่ดินสำหรับ “บึงรับน้ำคลองคู้บอน” พื้นที่ประมาณ 130 ไร่ คาดว่าสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร และถูกออกแบบให้ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่คลองสามวา คันนายาว สายไหม และมีนบุรี
เรื่องนี้ไม่ได้อยู่เพียงบนกระดาษ เพราะในปี 2563 ชาวบ้านในพื้นที่ยังเคยร้องขอให้ กทม.เร่งดำเนินการ เนื่องจากเกรงว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวจะถูกถม แบ่งแปลง หรือพัฒนาไปก่อนกระบวนการเวนคืน
ต่อมาในปี 2565 ภาคประชาชนยังติดตามโครงการคู้บอนและบางชันกับฝ่ายบริหาร กทม.ชุดใหม่ โดยรองผู้ว่าฯ กทม. ในขณะนั้นระบุว่า จะติดตามเรื่องการเวนคืนและพิจารณาทางเลือกต่อไป นั่นหมายความว่า ความต้องการ “แก้มลิงคู้บอน” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังน้ำท่วมครั้งล่าสุด แต่สัญญาณเตือนมีมาหลายปีแล้ว
4) จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?
ข้อมูลที่เผยแพร่จากเอกสารราชการซึ่งถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า หลังการประชุมเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2566 สำนักการโยธามีหนังสือวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ขอให้สำนักการระบายน้ำ “ทบทวนความจำเป็นในการดำเนินโครงการอีกครั้งหนึ่ง”
ต่อมาเดือนตุลาคม 2566 สำนักการระบายน้ำ แจ้งว่าอยู่ระหว่างศึกษาทบทวนความจำเป็นของบึงคู้บอนและบึงบางชัน ตามข้อสังเกตของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
และในวันที่ 19 มิถุนายน 2567 สำนักการระบายน้ำสรุปผลการศึกษาว่า เมื่อเปรียบเทียบด้านประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ และต้นทุนแล้ว การใช้อุโมงค์ระบายน้ำร่วมกับการปรับปรุงคลองสายหลักแนวเหนือ-ใต้ มีความคุ้มค่าและเหมาะสมกว่าแนวทางพัฒนาบึงคู้บอนและบางชัน ตรงนี้คือ“จุดเปลี่ยน” ที่ควรได้รับคำอธิบายอย่างละเอียด
5) กทม.ไม่ได้บอกว่า “ไม่เอาแก้มลิง”
แต่ชี้แจงว่า การสร้างบึงคู้บอนและบางชันตามรูปแบบที่ศึกษาไว้ พร้อมระบบสูบน้ำและประตูระบายน้ำ จะมีมูลค่าราว 11,000 ล้านบาท ขณะที่การพัฒนาคลองสายหลักและระบบลำเลียงน้ำเชื่อมต่อกับอุโมงค์ระบายน้ำ มีมูลค่าประมาณ 6,500 ล้านบาท กทม.จึงเห็นว่า แนวทางหลังมีความเหมาะสมและคุ้มค่ากว่า
6) 11,000 ล้าน คำอธิบายที่น้อยเกินไป
การบริหารเมืองไม่ได้หมายความว่า โครงการที่ถูกเสนอไว้ในอดีตจะต้องสร้างทุกโครงการ หากมีเทคโนโลยีหรือทางเลือกใหม่ที่ให้ผลดีกว่าและราคาถูกกว่า ผู้บริหารย่อมมีสิทธิทบทวน“แต่สิทธิในการทบทวน มาพร้อมกับหน้าที่ในการอธิบาย” เพราะตัวเลข 11,000 ล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถาม
ฝ่ายที่คัดค้านการยกเลิกโครงการ ตั้งคำถามว่า 11,000 ล้านบาทคำนวณมาจากอะไร? มีทั้งข้อโต้แย้งเรื่องราคาที่ดิน ค่าเวนคืน และค่าก่อสร้าง โดยบางฝ่ายนำตัวเลขประมาณการในอดีตมาแสดงว่าต้นทุนอาจต่ำกว่าที่ กทม.ระบุอย่างมาก
7) สิ่งที่ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ควรทำที่สุด คือ เปิดเอกสารให้ประชาชนดู
เปิดรายละเอียดว่า 11,000 ล้านบาทประกอบด้วยอะไร? ราคาที่ดินประเมินจากปีใด? ค่าก่อสร้างเท่าไร? พื้นที่ใดต้องเวนคืน? และแบบจำลองทางวิศวกรรมใดพิสูจน์ว่าโครงการ 6,500 ล้านบาท สามารถทดแทนความสามารถของบึงคู้บอน และบางชันได้จริง? เพราะตัวเลขที่แตกต่างกันหลายพันล้านบาท ไม่ควรจบลงด้วยการให้ประชาชน “เลือกเชื่อ” ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่เห็นรายละเอียดทั้งหมด
8) แล้วเรื่องนี้ ใครต้องรับผิดชอบ?
คำตอบอาจไม่สะใจ แต่ตรงกับหลักการบริหารราชการมากที่สุดว่า ความรับผิดชอบมีหลายระดับ
ผู้บริหาร กทม.ในอดีต - ต้องตอบว่า เหตุใดโครงการซึ่งถูกศึกษามาหลายปี จึงใช้เวลายาวนานจนพื้นที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนสภาพ ทั้งที่ชุมชนเคยเตือนเรื่องการถมและการพัฒนาที่ดินมาตั้งแต่ปี 2563
ส่วนผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบัน - ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจในช่วงที่ตนมีอำนาจบริหารโดยเฉพาะการทบทวนและการไม่เดินหน้าโครงการคู้บอน–บางชันตามรูปแบบเดิม
แต่พอดีว่า ผู้ว่าฯ ทั้งสองคนที่ว่านั้น กลายเป็นคนเดียวกัน คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
“ชัชชาติ” จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการบริหารไม่ได้ หากฝ่ายบริหารของตนเป็นผู้เลือกนโยบายหนึ่งแทนนโยบายอีกแบบหนึ่ง
“แก้มลิง” ที่หายไป จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบึง แต่มันคือเรื่องของ “การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเมือง” และ “ความเสี่ยงในชีวิตประชาชน”
พื้นที่รับน้ำเมื่อหายไปหรือถูกพัฒนาเป็นอย่างอื่นแล้ว การจะซื้อกลับคืนมาในอนาคตอาจมีราคาสูงกว่าวันนี้หลายเท่า หรืออาจไม่มีวันซื้อคืนได้อีกเลย
อุโมงค์สร้างเพิ่มได้ เครื่องสูบน้ำซื้อเพิ่มได้ ท่อระบายน้ำขยายได้ แต่ “ที่ว่าง” ในมหานครที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน เป็นทรัพยากรที่เมื่อเสียไปแล้ว เอากลับคืนมายากที่สุด
แถมการบริหารในยุค “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยังเปลี่ยนแปลง “ผังเมือง” ให้ที่ดินที่ควรจะเป็น “ทางผ่านของน้ำ” กับ “บึงรับน้ำ” กลายเป็น “แผ่นดินทอง” ของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ “ชัชชาติ” เคย “คลุกคลี” มาก่อนด้วย
ดังนั้น คำถามว่า “แก้มลิงที่หายไปใครต้องรับผิดชอบ?”
คำตอบขณะนี้ คือ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ครับ!
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

