คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

80 ปี พรรคประชาธิปัตย์
ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีอายุครบ 80 ปี โดยเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งมายาวนานที่สุดของประเทศไทย เป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็นพรรค กล่าวคือมีจำนวนสมาชิกที่เป็นกอบเป็นกำ มีอุดมการณ์ที่ฝักใฝ่ในระบอบเสรีประชาธิปไตย และได้เข้าร่วมในขบวนการเสรีประชาธิปไตยของไทยมาตลอดระยะเวลาของการเป็นพรรคการเมือง มีหัวหน้าพรรคหลายคนที่เป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือจากสังคม เช่น นายควง อภัยวงศ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, นายพิชัย รัตตกุล, นายถนัด คอมันตร์,นายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีภาพลักษณ์ภาพพจน์ของการไม่เอาด้วยกับระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหาร เผด็จการพรรคเดียว หรือเผด็จการลัทธิบูชาบุคคล
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ผ่านสนามการเมืองของไทยมาอย่างโชกโชน ทั้งในการเป็นฝ่ายรัฐบาล และในการเป็นฝ่ายค้าน บางทีก็เจียมเนื้อเจียมตัวเมื่อบรรยากาศทางการเมืองไม่เอื้ออำนวย
พรรคประชาธิปัตย์ก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย มีผลงานบ้าง มีข้อบกพร่องบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่โดยทั่วไปมักจะมีบทบาททางการเมืองในรูปแบบตามกฎเกณฑ์กติกาประชาธิปไตย (Conventional) คืออยู่ในกรอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และมิได้เคย “เล่น” การเมือง ควบคู่กันไปทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภา (ตามท้องถนน) ก็จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ยังเป็นเรื่องข้องจิตข้องใจของบรรดาคอการเมืองอยู่ ก็คือการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากพรรค แล้วไปเป็นผู้นำการเมืองภาคประชาชนในนาม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ว่ามีการรู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับขบวนการ กปปส. แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าหลังจากออกมาแล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ตัดขาดออกจากพรรคประชาธิปัตย์โดยสิ้นเชิง และก็มิได้หวนกลับสู่สนามการเมืองในรูปแบบอีกเลย
ผมก็เคยอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็น “บ้านการเมือง” ของผมหลังแรกและหลังเดียว ซึ่งผมก็ได้รับความกรุณาจากพรรคเป็นอย่างดีเริ่มจากการต้อนรับเข้าเป็นสมาชิกอย่างอบอุ่น โดยผมได้ดำรงตำแหน่งทั้งในพรรค ในคณะรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในสภาผู้แทนราษฎร และในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งทางพรรคได้ส่งผมเข้าเป็นสมาชิกตามคำเชิญของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะปฏิวัติและนายกรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ในช่วงเวลาก่อนสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ผมเองเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ (เกษียณอายุจากราชการในปลายปี 2548) และเคยได้ช่วยงานของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อนหน้าแล้ว โดยผมถูกยืมตัวไปช่วยงานที่สำนักเลขานุการรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ สำนักเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่คุณชวน หลีกภัย เป็นรัฐมนตรีว่าการ อยู่ และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขานุการ อยู่
ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ล่ามภาษาไทย-อังกฤษ และทำหน้าที่จัดทำข้อมูลเพื่อบรรยายสรุป และเพื่อบทสนทนากับชาวต่างประเทศ โดยที่ผมก็ยังทำงานประจำตามหน้าที่ อยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ผมก็ได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย และได้มารู้จักและคุ้นเคยกับบรรดาสมาชิกและนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์หลายคน
แม้ในที่สุด ผมจะเลือกลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในปี พ.ศ. 2562 จากเหตุที่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้นำพรรคได้ตัดสินใจนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งก่อนนั้นผมก็ได้มีข้อคิดเห็นคัดค้านสาระเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในช่วงที่เป็นสมาชิก สปท. และได้หย่อนบัตรลงประชามติลงคะแนนเสียงคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เพราะเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ “บอนไซ” สังคมเสรีประชาธิปไตยของไทย ซึ่งผมแสดงต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า ผมไม่มีความปรารถนาใดๆ ที่จะเข้าไปมีบทบาททางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมยังมีความผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์ สำนึกในบุญคุณและโอกาส แล้วก็มีความนึกคิดห่วงใยต่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นธรรมดา
แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา คะแนนความนิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์ในสังคมไทยจะตกต่ำลงไปบ้าง ผมก็ยังมีความเชื่อว่า พรรคการเมืองที่มีความเป็นพรรคแบบสากลอยู่ มิได้มีเจ้าของมิได้เป็นสมบัติส่วนตัวของผู้คนหนึ่งใด และในส่วนลึกของหัวจิตหัวใจ ซึ่งจะเรียกว่า DNA ก็ได้ แถมยังเป็นฝ่ายเสรีนิยมอยู่ก็น่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถยืนระยะ และกลับมาสร้างความนิยมให้สูงขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย แต่ต้องไม่ลืมว่า การที่เสรีนิยมจะเติบโตได้นั้น ก็จะต้องมีบริบทและกลไกประชาธิปไตยเป็นที่รองรับ
บัดนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้หวนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วยประสบการณ์มากมาย พร้อมด้วยองค์ความรู้ และสติปัญญาที่มีความเป็นเลิศ อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มอ้าแขนต้อนรับคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวเข้าเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ
ในการนี้ ผมก็ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการ เพื่อที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้กลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักพรรคหนึ่งด้วยอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย และการมุ่งมั่นที่จะผลักดันและเสริมสร้างความทัดเทียมในสังคม
1. พรรคประชาธิปัตย์จะต้องมีความเป็นองค์กรประชาธิปไตยในตัวของพรรคประชาธิปัตย์เอง และปัจจัยสำคัญก็คือ การที่สมาชิกพรรคทุกคนเป็นผู้เลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง
2. เรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับบ้านเมือง พรรคจะต้องเสนอนโยบายและมาตรการให้สมาชิกพรรครับทราบและพิจารณา และออกเสียงลงประชามติ เพื่อเปิดกว้างการมีส่วนร่วมและสะท้อนการร่วมกันเป็นเจ้าของพรรค
3. พรรคจะต้องพูดออกมาให้แน่ชัดว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีความบกพร่องที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของการเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยของไทยอย่างใดบ้าง
4. สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคจะต้องออกมาแสดงท่าทีให้แน่ชัดว่า ต้องการให้มีสาระเนื้อหาหลักๆ หรือสำคัญๆ อย่างใดบ้าง
5. พรรคจะต้องกำหนดให้แน่ชัดถึงแหล่งที่มาของรายได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับพรรค อย่างเช่น
5.1 ค่าสมาชิก
5.2 ค่าบำรุงพรรคจากสมาชิกพรรคที่มีตำแหน่งทางการเมืองและมีเงินเดือน
5.3 รายรับจากคณะกรรมการการเลือกตั้งตามจำนวนคะแนนเสียงที่ลงให้กับพรรค
5.4 การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อหาเงินเข้าพรรค
5.5 การบริจาคโดยเสน่หาโดยประชาชนทั่วไป แต่จะต้องมีการกำหนดเพดานและการชี้แจงที่ไปที่มาของเงินบริจาคนี้
ทั้งนี้พรรคจะต้องขจัดระบบการมีผู้อุปถัมภ์พรรคภายในพรรค เพื่อแลกกับตำแหน่งทางการเมือง และเพื่อขจัดประเด็นปัญหาของการมีมุ้งเล็กมุ้งใหญ่ภายในพรรค เป็นต้น
6. พรรคจะต้องมีโครงการให้ความรู้เรื่องการบ้านการเมืองต่อสมาชิกพรรคอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
7. พรรคควรจัดเวทีสาธารณะเป็นระยะๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็น
8. พรรคต้องมีระบบการให้ข้อมูลไปยังสมาชิกพรรคทุกคนทางออนไลน์
การแสดงจุดยืน การปรับปรุงการบริหารจัดการการเข้าถึงสมาชิกพรรคต่างๆ ดังกล่าวนี้ ก็จะช่วยเสริมสร้างสถานะและความเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าผู้ที่อาสาเข้ามารับใช้พรรคจะต้องรับใช้อย่างจริงจัง มิใช่เพื่อมาหาช่องทาง เพื่อหาประโยชน์เข้าตัว
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

