ภาคี กสศ. ชงรัฐบาลลงทุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตอัปสกิลเยาวชนแรงงานระดับล่างตรงความต้องการตลาดแรงงานตามทันAIหุ่นยนต์

ภาคี กสศ. ชง ปกรณ์ หนุนการลงทุนเรียนรู้ตลอดชีวิตปลดล็อคข้อจำกัด กระทรวงแรงงาน เหลียวแลเด็กเยาวชนแรงงานระดับล่างอายุ 18 - 24 ปี หลุดวัยเรียนเข้าสู่วัยแรงงานก่อนเวลาอันควรทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย ได้เข้าถึงการพัฒนาทักษะแรงงานเฉพาะทางตรงความต้องการตลาดแรงงานในพื้นที่ ส่งเสริมโอกาสได้ ค่าจ้างตามทักษะ ก้าวพ้นแรงงานไร้ทักษะติดกับดักค่าแรงขั้นต่ำ
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 โครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตเยาวชนนอกระบบการศึกษา จ.ปราจีนบุรี โดยการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)ร่วมกับสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย เข้าพบนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเด็กเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษาต่อกระทรวงแรงงานและรัฐบาล ดังนี้ 1.ควรสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับล่างที่เป็นเด็ก/เยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีปัญหาปากท้องและปัญหาชีวิตครอบครัวทำให้ต้องหลุดออกจาก "วัยเรียน" เข้าสู่ "วัยแรงงาน" ก่อนเวลาอันควรเพื่อบรรเทาปัญหาไม่ให้ติดกับดักแรงงานไร้ทักษะไปจนถึง "วัยเกษียณ"ให้ได้รับการส่งเสริมโอกาสการพัฒนาทักษะแรงงาน ดังนี้
1.1 ทักษะแรงงานเฉพาะทาง ด้วยการเพิ่มทักษะ(Upskill),ทบทวนทักษะ(Reskill),ทักษะใหม่(NewSkill) และ ทักษะที่หลากหลาย(Multi Skill)
ตามทันความต้องการตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ ให้ได้ฝึกอบรม30ชม.และวุฒิบัตรทักษะแรงงานใบเบิกทางไปต่อรอง "ค่าจ้างตามทักษะ" ตัวอย่างเช่น ทักษะช่างเชื่อมโลหะ หรือ ทักษะขับรถโฟล์คลิฟท์ จากเดิมเป็นแรงงานกึ่ง/ไร้ทักษะให้เป็นแรงงานมีทักษะ มีความก้าวหน้าจากการทำงาน เลื่อนตำแหน่ง พิจารณาปรับเงินเดือนจากพนักงานชั่วคราวเป็นพนักงานประจำ ผ่านการทดลองงาน หรือ ย้ายตำแหน่งงานใหม่ที่ดีกว่า ฯลฯ ก้าวแรกของการก้าวข้าม "กับดักแรงงานไร้ทักษะ"บรรเทาปัญหาความยากจนข้ามรุ่น
1.2.ทักษะแรงงานเฉพาะตัว ถือเป็นการจุดประกายทางความคิดว่าการมีรายได้ทางเดียวจาก"ค่าแรงขั้นต่ำ" 357บาทต่อวันไม่เพียงพอต่อการยังชีพจำเป็นต้องทำงานล่วงเวลา(โอที)จนไม่มีเวลาพัฒนาทักษะใหม่และไม่มีเวลาดูแลครอบครัวทำให้บุตรเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา จึงควรส่งเสริมโอกาสพัฒนาทักษะอาชีพที่ตัวเองถนัดนำไปต่อยอดเป็นอาชีพหลัก/สำรองเพื่อหารายได้เพิ่มมาเลี้ยงครอบครัวช่วยบรรเทาปัญหาปากท้อง ขณะเดียวกันโรงงานนับเป็นตลาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่เกิดการซื้อขายสินค้าโดยเฉพาะน้องๆ"ผู้หญิง"จากเรื่องเพศสภาพด้วยข้อจำกัดด้านร่างกายและทัศนคติ เช่น เชื่อมโลหะ/ขับรถยก ขณะที่ผู้หญิงทำไม่ได้ต้องไปพัฒนาตัวเองให้มีทักษะอย่างอื่นแทนเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวด้วยการมีอาชีพเสริม อาทิ เสริมสวยหลังเลิกงาน หรือ ทำขนมไปขายในโรงงาน เป็นต้น
2.ควรสนับสนุนการปลดล็อคระเบียบราชการของกระทรวงแรงงานเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นแก่เด็ก/เยาวชนนอกระบบการศึกษา
2.1 พัฒนาทักษะแรงงานเด็ก/เยาวชนนอกระบบการศึกษาที่อายุใกล้ 18ปี เพื่อไม่ให้ขัดข้อกำหนดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO)เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจในรูปแบบ"เด็ก/พนักงานฝึกงาน"กับสถานประกอบการให้ได้"ค่าจ้างตามทักษะ"ไม่ใช่ไปเริ่มต้นอาชีพลูกจ้างด้วยค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์จากการห่างไกลปัญหายาเสพติด
2.2 การใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI)หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาแทนแรงงานคน ผู้ใช้แรงงานระดับล่างควรมีทักษะที่หลากหลาย จึงควรให้เยาวชนแรงงานสามารถได้รับการฝึกอบรม 30 ชม.และได้วุฒิบัตรทักษะแรงงานอย่างน้อย 3 ทักษะเพื่อปรับตัวให้ตามทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน จากเดิมกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดไว้เพียง1คนต่อ1ทักษะเท่านั้น
2.3 การคัดเลือกผู้เข้าร่วมอบรมพัฒนาทักษะแรงงานระดับจังหวัด ควรให้มีสัดส่วนของเด็ก/เยาวชนนอกระบบการศึกษาอายุระหว่าง 18-25ปี ต่อหลักสูตรอย่างน้อย 5คนต่อ1หลักสูตรที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดการฝึกอบรม 30 ชม.และได้วุฒิบัตร จำนวน 20 คน เพื่อบรรเทาปัญหาติดกับดักแรงงานไร้ทักษะจากการขาดโอกาสทางการศึกษาในวัยเรียนแต่ต้องทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย
2.4 เยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษาที่ทำงานในโรงงานจำเป็นต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวในวันจันทร์ถึงศุกร์ หยุดงานเฉพาะวันอาทิตย์ จึงขอเสนอแนะให้มีการจัดฝึกอบรมพิเศษในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ เพื่อตอบโจทย์ชีวิตและบริบทสังคมผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่
3.ควรสนับสนุนให้"กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน"กระทรวงแรงงาน เป็นเงินค่าปรับที่เก็บจากผู้ประกอบการที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ให้ลูกจ้างของตนเองได้รับการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือ ควรนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้พัฒนาทักษะที่จำเป็นให้แก่กลุ่มแรงงานเด็ก/เยาวชนนอกระบบการศึกษาผ่านการสนับสนุน "กสศ."ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการค้นหา เข้าถึงเข้าใจและส่งต่อความช่วยเหลือแก่น้องๆเหล่านี้
4."ค่าจ้างตามทักษะ"ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมตามทักษะและศักยภาพที่ตัวเองมี ตัวอย่างเช่น ทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างกระทรวงแรงงานกับผู้ประกอบ การสร้างแรงจูงใจขึ้นค่าจ้างที่เป็นธรรมแก่ผู้ใช้แรงงานระดับล่าง พร้อมกับปรับโครงสร้างค่าจ้างประจำปีด้วยการ "ปรับขึ้นค่าแรงตามค่าครองชีพ" รวมถึงต้องเปลี่ยนนิยามใหม่ ควรยกเลิกคำว่า "ค่าแรงขั้นต่ำ" เป็น "ค่าจ้างแรกเข้า" เพราะที่ผ่านมาทุกพรรคการเมืองเสนอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ทำไม่ได้จริง เพราะปรับขึ้นไปแล้วกลับทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคาล่วงหน้าไปแล้ว ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถชะลอหรือปรับให้ค่าครองชีพประชาชนลดลงมาได้
5.ขอให้ทางรัฐบาลหาทางออกของปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาแทนแรงงานไทยในโรงงานภาคอุตสาหกรรม ด้วยการกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมและสมดุลระหว่างการส่งเสริมแรงงานไทยได้มีงานทำและการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในบางประเภทที่กฎหมายกำหนด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

