ดีเซลพุ่ง-น้ำท่วมซ้ำ ดัชนีเชื่อมั่นก.ย.ร่วงรอบ4เดือน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกันยายน 2569 จาก 2,241 กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 มาอยู่ที่ระดับ 52.1 ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.1 , ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 , ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 61.2 และดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 18.3 สะท้อนถึงความกังวลอย่างหนักต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค
ทั้งนี้ จากการประมวลผลสำรวจพบปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลให้ต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่ 1.น้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทรัพย์สิน ผลผลิตเกษตร ตลอดจนการค้าและการท่องเที่ยว 2.ราคาพลังงานและค่าครองชีพสูง โดยราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขยับเกินระดับ 40 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนกันยายน ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับตัวขึ้น และ 3.กำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ลดลงประมาณ 36 จุด และเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยมาอยู่ที่ 33.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกำลังซื้อไว้ ได้แก่ การต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” เพิ่มเติมอีก 2 เดือน , การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่ออีก 1 ปี และตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมที่ยังขยายตัวได้ดีถึง 24.3% และราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกันยายน ถือเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า 2 ประการหลัก คือ ปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ และราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งแตะระดับจิตวิทยาเกิน 40 บาทต่อลิตร โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่ามูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่ที่ 22,000-30,000 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ราว 0.1-0.2% ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลาง อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังมีเม็ดเงินจากโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” รวมถึงงบเยียวยาอุทกภัยและเงินชดเชยจากประกันภัยที่จะถูกอัดฉีดเข้ามาช่วยพยุงและชดเชยผลกระทบดังกล่าว
“ถ้าสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้ภายในเดือนตุลาคม และไม่มีปัจจัยลบซ้ำเติมบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวจะค่อยๆทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยว , บรรยากาศเทศกาลกินเจ , ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่คาดว่าสะสม 3 ปี หรือตั้งแต่ปี 2567-2569 จะเกิน 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งผลจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank และ IMF ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การลงทุนและการท่องเที่ยวของไทยในเวทีโลก
“มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.2-2.5% เนื่องจากมองว่าภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะสัญญาณการจ้างงานที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

