คลินิกสิ่งแวดล้อม:9 ตุลาคม 2569

คลินิกสิ่งแวดล้อม
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยกรณีน้ำท่วม
แม้อุทกภัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลในบางพื้นที่ ทยอยกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว แต่ปัญหาที่ยังคงทิ้งไว้ ส่วนหนึ่งนอกจากความเสียหายเกี่ยวกับ บ้านเรือนแล้วความเสียหายทรัพย์สินโดยเฉพาะรถยนต์นั้นยังคงเป็นปัญหา ที่หลายคนจะต้องแก้ปัญหาต่อไปคือกรณีเคลมความเสียหาย
โดยส่วนใหญ่ลักษณะของประกันภัยรถยนต์ ที่นิยมประเทศไทย จะมี 3 ระดับคือ
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นประกันภัยรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองครบถ้วนและครอบคลุมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี รวมถึงคุ้มครองกรณีรถหาย ไฟไหม้ และน้ำท่วม ซึ่งจะเป็นประกันประเภทที่มีเบี้ยประกันสูงที่สุด และมีการคุ้มครองที่ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นคุ้มครองตัวรถยนต์ ครอบคลุมการชนทุกกรณี ทั้งรถชนรถ รวมถึงภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว รถสูญหาย และไฟไหม้ความรับผิดชอบต่อคู่กรณี จ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินจาก พ.ร.บ. และชดเชยค่าเสียหายต่อทรัพย์สินหรือตัวรถของคู่กรณีเมื่อเราเป็นฝ่ายผิด คุ้มครองคนในรถ อาทิค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ และเงินประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา
ข้อยกเว้นสำคัญที่ประกันชั้น 1 ไม่คุ้มครองได้แก่ เมาแล้วขับ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตั้งแต่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ไม่มีใบขับขี่ ไม่เคยทำใบขับขี่ หรือโดนยึดใบขับขี่ ยกเว้นกรณีมีแต่ลืมพก หรือหมดอายุ สามารถอนุโลมได้ตามเงื่อนไข ใช้รถผิดกฎหมายหรือผิดประเภท เช่น นำรถไปขนยาเสพติด หรือนำรถยนต์ส่วนบุคคลไปวิ่งรับส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ การแข่งขันความเร็ว นำรถไปแข่งกันบนท้องถนนหรือในสนามแข่ง
ในส่วนของประกันภัยชั้น 2 นั้น จะเน้นคุ้มครองรถของคู่กรณี ซึ่งโดยหลักจะไม่คุ้มครองเกี่ยวกับน้ำท่วมเว้นแต่เป็นกรณีเงื่อนไขพิเศษเช่น ประเภท 2+ หรือแล้วแต่เงื่อนไขของบริษัทในบางกรณี
ส่วนประกันภัยชั้น 3 นั้นเน้นความคุ้มครองทรัพย์สิน ชีวิต และร่างกายของคู่กรณี (บุคคลภายนอก) เป็นหลัก
ปัญหาในการตีความและการเคลมประกันภัยนั้น มักจะเป็นเรื่องความประมาทของผู้เอาประกันภัย รวมถึงการประเมินความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างว่าผู้เอาประกันภัยกระทำโดยประมาท หรือไม่ทำการระมัดระวังหรือป้องกันทรัพย์สินตามวิญญูชน รวมถึงกรณีการตีค่าเสียหายที่ต่ำเกินไปหรือประเมินสภาพความเสียหายและไม่อนุมัติในการเคลมคืนซาก แต่ให้ดำเนินการซ่อมแทนเป็นต้น
ในส่วนการตีความเรื่องการประมาทนั้น หากผู้เอาประกันหรือเจ้าของรถยนต์ได้ ใช้รถยนต์ตามวิถีชีวิตปกติ มิได้กระทำโดยประมาณหรือคะนอง เช่นนำรถขับออกไปลุยน้ำเอง หรือฝ่าฝืนคำแนะนำของหน่วยงานรัฐจนเกิดความเสียหาย จอดรถในสถานที่หรือเคหสถานที่จอดเป็นประจำ แบบนี้ถือว่าเป็นการใช้ตามปกติของวิญญูชนทั่วไป ทางบริษัทประกันภัยจึงมีหน้าที่ต้อง เคลมหรือเยียวยาความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยเสมอ
ส่วนกรณีการตีความเรื่องความเสียหายนั้น การใช้อู่กลางที่มาตรฐานรวมถึงศูนย์บริการรถยนต์ในการประเมิน ค่าซ่อม ค่าเปลี่ยนอะไร ว่าได้สัดส่วนกับมูลค่าหรือราคารถหรือไม่ จะเป็นการประเมินที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายมากกว่า การใช้ช่างหรือผู้ประเมินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งในกระบวนการก่อนฟ้องร้องคดีนั้นในประเทศไทยจะมีหน่วยงานสำคัญคือ คปภ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (Office of Insurance Commission - OIC) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่เป็นนิติบุคคล ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่กำกับดูแล ส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจประกันภัย รวมถึงคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย ซึ่งสามารถร้องเรียนได้ผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ www.oic.or.th หรือร้องเรียนตรงที่สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในแต่ละจังหวัด ซึ่งในขั้นตอนมีการไกล่เกลี่ยเสมือนการยื่นฟ้องคดีในชั้นศาล รวมถึงการวินิจฉัยกำหนดค่าปรับ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีค่าธรรมเนียมศาลและสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตามในการดำเนินการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หากผู้เสียหายหรือผู้เอาประกัน ไม่พอใจในคำสั่งสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลหรือสามารถยื่นเรื่องต่ออนุญาโตนุญาโตตุลาการ คปภ. ได้ต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

