'ดร.สามารถ' ฉะ กทม. ล้ม 'แก้มลิงคู้บอน-บางชัน' อย่าอ้าง 'ที่ดินแพง' ลั่น 'จะดูราคาที่ดิน' หรือ 'ความเสียหายที่ป้องกันได้'

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ทำให้น้ำท่วมหบลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ กระทั่งในเวลาต้อมาเกิดเรื่องราวดรามาขึ้นเกี่ยวกับ โครงการแก้มลิง หรือ บึงรับน้ำคู้บอน จนกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากของสังคม
ล่าสุดวันนี้ 9 ตุลาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ภาพพร้อมข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte ถึงกรณีดังกล่าว โดบระบุว่า "เลิก "แก้มลิง" อ้างที่ดินแพง แล้วกรุงเทพฯ จะสร้างอะไรได้?

เรื่อง “แก้มลิง” กำลังอยู่ในความสนใจของชาวกรุงเทพฯ และผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะแก้มลิงบึงคู้บอนและแก้มลิงบึงบางชัน ซึ่ง กทม.ได้ยกเลิก และเลือกใช้แก้มลิงบึงหนองบอนที่มีอยู่แล้วแทน โดยจะปรับปรุงระบบให้ทำงานได้ครบวงจรมากขึ้น ทั้งโครงข่ายคลองสำหรับลำเลียงน้ำ อุโมงค์สำหรับนำน้ำเข้าสู่แก้มลิง และระบบระบายน้ำออกจากแก้มลิง เหตุผลสำคัญที่ กทม.ใช้ประกอบการตัดสินใจคือ ราคาที่ดินและต้นทุนโครงการที่สูงขึ้น
ผมจึงอยากชวนมาดูตัวเลข และตั้งคำถามว่า การไม่สร้างแก้มลิงคู้บอนและบางชัน แล้วไปใช้หนองบอนแทน คุ้มค่ากว่าจริงหรือไม่?
1. ปัจจุบันที่ดินราคาเท่าไร?
กทม.ชี้แจงว่า ราคาที่ดินปัจจุบันเป็นดังนี้
(1) บึงคู้บอน 130 ไร่ ราคาไร่ละ 16.8 ล้านบาท (ตารางละ 42,000 บาท) คิดเป็น 2,184 ล้านบาท
(2) บึงบางชัน 39 ไร่ ราคาไร่ละ 37.6 ล้านบาท (ตารางวาละ 94,000 บาท) คิดเป็น 1,466 ล้านบาท
รวมค่าที่ดินทั้งสองแห่ง 3,650 ล้านบาท
2. แล้ว 11,000 ล้านบาท มาจากไหน?
กทม.ชี้แจงว่า เงินลงทุนสำหรับแก้มลิงคู้บอน-บางชันไม่ได้มีเฉพาะค่าที่ดิน ยังประกอบด้วย ค่าขุดบึงพร้อมสร้างอาคารควบคุมการระบายน้ำที่คู้บอน 324 ล้านบาท ค่าขุดบึงพร้อมสร้างอาคารที่บางชัน 172 ล้านบาท ค่าก่อสร้างสถานีสูบน้ำและระบายน้ำ 450 ล้านบาท ค่าปรับปรุงคลองหลัก 6,404 ล้านบาท เมื่อรวมกับค่าที่ดิน 3,650 ล้านบาท จึงเป็นเงินลงทุน 11,000 ล้านบาท
3. ถ้าใช้บึงหนองบอนแทน ต้องใช้เงินเท่าไร?
กทม.เปิดเผยว่า หากใช้แก้มลิงบึงหนองบอนที่มีอยู่แล้ว และปรับปรุงระบบที่เกี่ยวข้อง จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าปรับปรุงคลองหลัก 6,404 ล้านบาท ค่าก่อสร้างอาคารควบคุมการระบายน้ำ 96 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับโครงการคู้บอน-บางชันซึ่งต้องใช้เงินลงทุน 11,000 ล้านบาท ทางเลือกหนองบอนจึงใช้เงินน้อยกว่า 4,500 ล้านบาท (11,000-6,500) ถ้ามองเฉพาะ “เงินลงทุน” ก็เห็นความแตกต่างชัดเจน แต่ผมคิดว่า การลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วม จะตัดสินจากเงินลงทุนอย่างเดียวไม่ได้
4. แล้วทางเลือกไหนให้ประโยชน์มากกว่า?
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “โครงการไหนถูกกว่า?” แต่ต้องถามว่า “โครงการไหนให้ประโยชน์หรือผลตอบแทนแก่ประชาชนมากกว่า?” ผลตอบแทนที่ผมหมายถึง ไม่ใช่ผลตอบแทนทางการเงิน ไม่ใช่กำไร-ขาดทุน แต่หมายถึงประโยชน์จากการลดพื้นที่และความเสียหายจากน้ำท่วม เมื่อเทียบกับเงินลงทุน รวมถึงค่าเดินระบบและบำรุงรักษาในระยะยาว ตัวอย่างความเสียหายที่ต้องนำมาคิดกรณีไม่มีแก้มลิง ได้แก่ บ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย ธุรกิจหยุดชะงัก การจราจรติดขัด ประชาชนไปทำงานไม่ได้ นักเรียนไปโรงเรียนไม่ได้ คนป่วยไปหาหมอไม่ได้ คนมีครรภ์ท้องแก่ใกล้คลอดก็ไปโรงพยาบาลลำบาก รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ความเสียหายเหล่านี้ หลายอย่างประเมินเป็นตัวเงินได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน ถามว่า “ในการวิเคราะห์หาความคุ้มทุนของโครงการแก้มลิง กทม.ได้นำความเสียหายเหล่านี้มาประเมินด้วยหรือไม่?”
5. แล้วกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกยังขาดพื้นที่รับน้ำอีกเท่าไร?
กทม.เคยศึกษาระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในคันกั้นน้ำพระราชดำริ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 650 ตารางกิโลเมตร ผลการศึกษาระบุว่า หากฝนตกต่อเนื่องภายใน 3 ชั่วโมง จะมีน้ำส่วนเกินจากระบบระบายน้ำประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม. จึงจำเป็นต้องจัดหาแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำส่วนเกินดังกล่าว ข้อมูลของ กทม. ณ เดือนมกราคม 2566 ระบุว่า ฝั่งตะวันออกมีพื้นที่แก้มลิง ความจุ 7.66 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม. จึงยังต้องหาแก้มลิงเพิ่มอีก 5.34 ล้าน ลบ.ม.
คำถามคือ ถึงเวลานี้ฝั่งตะวันออกยังต้องการแก้มลิงเพิ่มอีกอย่างน้อย 5.34 ล้าน ลบ.ม. อยู่หรือไม่? ถ้ายังต้องการอยู่ แล้วการยกเลิกคู้บอน-บางชัน ซึ่งมีความจุรวมกันประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. จะทำให้กรุงเทพฯ สูญเสียโอกาสในการเพิ่มพื้นที่พักน้ำไปหรือไม่?
6. ผมเสนอให้ทำทั้งคู้บอน-บางชัน และหนองบอน
ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะค่าปรับปรุงคลองหลัก 6,404 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของทั้งโครงการคู้บอน-บางชัน และโครงการหนองบอน กล่าวคือการก่อสร้างแก้มลิงคู้บอน-บางชันก็ต้องปรับปรุงคลองหลักด้วยเงิน 6,404 ล้านบาท ในขณะที่การจะใช้ประโยชน์แก้มลิงบึงหนองบอนให้เต็มที่ก็ต้องปรับปรุงคลองหลักด้วยเงิน 6,404 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ดังนั้น กทม.จึงควรพิจารณาก่อสร้าง “คู้บอน-บางชัน” และปรับปรุง “หนองบอน” ไปพร้อมกัน เพื่อใช้เงินในการปรับปรุงคลองหลักให้เกิดประโยชน์ทั้งแก้มลิง “คู้บอน–บางชัน” แก้มลิง “หนองบอน”
ถ้าทำทั้ง 2 แห่ง จะต้องจ่ายเพิ่มเท่าไร?โครงการคู้บอน-บางชันมีค่าใช้จ่ายรวม 11,000 ล้านบาท แต่ในจำนวนนี้มีค่าปรับปรุงคลองหลัก 6,404 ล้านบาท ส่วนทางเลือกหนองบอนใช้งบประมาณ 6,500 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ก็มี 6,404 ล้านบาท เป็นค่าปรับปรุงคลองหลักอยู่ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น หาก กทม.ทำโครงการหนองบอนอยู่แล้ว และต้องการทำคู้บอน-บางชันเพิ่มด้วย ก็ไม่ควรนับค่าปรับปรุงคลอง 6,404 ล้านบาท ซ้ำอีก พูดง่ายๆ คือ ค่าใช้จ่ายส่วนที่ต้องเพิ่มสำหรับคู้บอน-บางชัน จะเหลือ 4,596 ล้านบาท (11,000-6,404) เมื่อรวมกับงบหนองบอน 6,500 ล้านบาท ก็จะเป็น 11,096 ล้านบาท (ในส่วนของเงินเพิ่ม 4,596 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยค่าเวนคืนที่ดิน 3,650 ล้านบาท และค่าองค์ประกอบอื่นอีก 946 ล้านบาทนั้น หาก กทม.สามารถเวนคืนได้ราคาที่เคยประเมินไว้เดิมคือที่คู้บอน 324 ล้านบาท และที่บางชัน 424 ล้านบาท รวมเป็น 748 ล้านบาท ก็จะทำให้ค่าเวนคืนลดลงถึง 2,902 ล้านบาท) เงินเพิ่ม 4,596 ล้านบาท จะทำให้กรุงเทพฯ ได้พื้นที่พักน้ำเพิ่มอีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. และลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น อย่าอ้างแค่ “ที่ดินแพง” ผมไม่ได้บอกว่าที่ดินราคาแพงไม่ใช่ปัญหา แต่ราคาที่ดินไม่ควรเป็นคำตอบสุดท้ายของการตัดสินใจสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพราะถ้าใช้เหตุผลว่า “ที่ดินแพง จึงไม่สร้าง” โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการในกรุงเทพฯ ก็คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะบางช่วงของโครงการ ค่าเวนคืนที่ดินสูงกว่าค่าก่อสร้างเสียอีกสำหรับคู้บอนกับบางชัน ผมอยากฝากคำถามถึง กทม.ว่า ถ้าต้องใช้เงินเพิ่มอีก 4,596 ล้านบาท เพื่อให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่พักน้ำเพิ่มประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. เราควรตัดสินใจจาก “ราคาที่ดิน” หรือควรตัดสินจาก “ความเสียหายที่ป้องกันได้” มากกว่ากัน? ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรครับ?

และในเวลาต่อมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ได้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นว่า "ขออนุญาตแชร์"

ซึ่ง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ก็ได้เข้าไปคอมเมนต์ว่า "แชร์ได้ครับ"

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"คนที่ยกเลิกทำหน้าเกลียดมากครับยิ่งพูดแถเอาราคาใหม่มากลบ"
"อาจจะพิจารณาตั้งกองทุนสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้อาคารขนาดกลางและขนาดใหญ่ สร้างระบบกักเก็บน้ำฝน ตามขนาดของอาคาร (ออกข้อบัญญัติ กทม.บังคับให้มี)"
"โครงการเป็นของรัฐบาลแล้ว"
"ขอบคุณค่ะ"
"สร้างบ้าน ให้น้ำท่วม "




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

