สศช. เผยคนจนลดเหลือ 2.3 จาก 3.4 ล้านคน อานิสงส์ลานีญา-รัฐอัดฉีด แต่เตือนระวัง "คนเกือบจน" 3.6 ล้านคน

อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจาก รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจน และความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทยที่สะท้อนทั้งภาพบวกและปัจจัยเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
โดยในปี 2568 สถานการณ์ความยากจนของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนคนจนลดลงมาอยู่ที่ 2.30 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.27 ของประชากรทั้งหมด จากร้อยละ 4.85 หรือ จาก 3.41 ล้านคน ในปี 2567
ขณะที่เส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,044 บาทต่อคนต่อเดือน โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรที่ขยายตัวร้อยละ 4.88 ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนจน และสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรที่ร้อยละ 1.35 ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่มีส่วนช่วยเสริมสภาพคล่องและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
โดยในปี 2568 คนจนได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 346 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนใหญ่มาจากเงินช่วยเหลือประเภทอื่น ๆของรัฐ คิดเป็นร้อยละ 20.38 ของเส้นความยากจนเทียบกับร้อยละ 9.15 ในปี 2566
อย่างไรก็ดี ประชากรนอกเขตเทศบาลยังคงมีสัดส่วนคนจนสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาล ขณะที่ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุด รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ตามลำดับ
สาเหตุหลักที่คนจนลดลงมาจากอะไร?
ในปี 2568 สถานการณ์ความยากจนของกลุ่มแรงงานปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที ่มี
สัดส่วนแรงงานยากจนสูงที่สุด ลดลงจากร้อยละ 8.72 ในปี 2567 มาอยู่ที่ร้อยละ 6.05 ปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของภาคเกษตร ทั้งค ่าจ้างแรงงานที่เพิ ่มขึ้น สภาพอากาศที ่เอื้ออำนวยจากอิทธิพลของลานีญา(La Niña) ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักเพิ่มขึ้น 18 และต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เริ่มทรงตัว
สำหรับภาคบริการสมัยใหม่ ซึ่งครอบคลุมสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและบริการขั้นสูง เช่น
การขนส่ง ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร การเงิน และการแพทย์ มีสัดส่วนแรงงานยากจนต่ำที่สุด โดยลดลงจากร้อยละ 0.64 ในปี 2567 เหลือเพียงร้อยละ 0.40 ในปี 2568 สะท้อนว่าแรงงานในกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสเข้าถึงงานที่มีรายได้และความมั่นคงในการทำงานสูงกว่า โดยการขยายตัวของกิจกรรมบริการสมัยใหม่ได้เพิ่มโอกาสการจ้างงานที่หลากหลาย ทั้งงานที่ใช้ทักษะเฉพาะและงานสนับสนุนที่เกี่ยวเนื่อง
4 ความเสี่ยงสำคัญที่ยังฉุดรั้งการแก้ปัญหาในระยะยาว
แม้จำนวนคนจนบนหน้ากระดาษจะลดลง แต่ สศช. ได้เจาะลึกให้เห็นถึงโครงสร้างความเปราะบาง 4 ด้านที่ชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีความมั่นคงทางการเงินอย่างแท้จริง ได้แก่
- 1. สัญญาณเตือนจากกลุ่ม "คนเกือบจน" (Near Poor): ปัจจุบันประเทศไทยมีคนเกือบจนสูงถึง 3.60 ล้านคน กลุ่มนี้คือผู้ที่มีรายจ่ายอยู่เหนือเส้นความยากจนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากรายได้ลดลงหรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแทรกซ้อนเพียงนิดเดียว พวกเขาก็พร้อมจะร่วงตกลงไปอยู่ในสถานะ "คนจน" ได้ทันที
- 2. ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่และภูมิภาค: ปัญหาความยากจนยังกระจุกตัวอยู่นอกเมือง โดยคนนอกเขตเทศบาลมีสัดส่วนความยากจน (ร้อยละ 4.32) สูงกว่าคนในเขตเทศบาลถึง 2.15 เท่า หากมองในระดับภูมิภาค ภาคใต้ครองแชมป์สัดส่วนคนจนสูงที่สุดที่ร้อยละ 6.57 ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนคนจนกระจุกตัวอยู่มากที่สุดถึงร้อยละ 33.22 ของคนจนทั้งประเทศ ส่วนจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนรุนแรงที่สุด 3 อันดับแรก คือ แม่ฮ่องสอน (ร้อยละ 25.37) ปัตตานี (ร้อยละ 21.21) และยะลา (ร้อยละ 18.05)
- 3. ภาระพึ่งพิงสูงลิ่วและกับดักหนี้เพื่อการบริโภค: ครัวเรือนยากจนกำลังแบกรับอัตราการพึ่งพิงสูงถึงร้อยละ 101.64 ซึ่งหมายถึงวัยแรงงาน 1 คนต้องหาเงินเลี้ยงดูเด็กหรือผู้สูงอายุมากกว่า 1 คน (ต่างจากครัวเรือนไม่จนที่มีอัตราพึ่งพิงเพียงร้อยละ 62.81) นอกจากนี้ รายได้ที่หามาได้กลับถูกกลืนหายไปกับหนี้สิน โดยร้อยละ 87.62 ของหนี้สินคนจนเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค (ร้อยละ 45.24) และหนี้เพื่อการเกษตร (ร้อยละ 42.38)
- 4. ความมั่งคั่งและโอกาสทางการศึกษาที่กระจุกตัว: ทรัพย์สินในประเทศยังคงตกอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 10% แรกของประเทศ ถือครองส่วนแบ่งทรัพย์สินทางการเงินไปถึงร้อยละ 47.00 ในทางกลับกัน โอกาสในการเลื่อนชนชั้นของคนจนยังถูกปิดกั้นด้วยการศึกษา โดยคนจนถึงร้อยละ 73.57 มีการศึกษาสูงสุดเพียงระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และเมื่อเจาะดูค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กยากจน พบว่าหมดไปกับ "ค่าเดินทาง" สูงถึงร้อยละ 42.76 ของภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ถึงเวลาเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา
จากสถิติทั้งหมด สศช. ได้ย้ำข้อเสนอแนะว่า ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องยกระดับนโยบายจากการ "อัดฉีดเงินบรรเทาผลกระทบระยะสั้น" ไปสู่นโยบายแบบมุ่งเป้า (Target-based Policy) ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และพัฒนาทักษะ ควบคู่กับการกระจายความเจริญเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมเชิงปรับตัว (Adaptive Social Protection) เพื่อตัดวงจรความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจนที่รากเหง้าได้อย่างยั่งยืน
อ่านรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2026/09/poverty-report-2568-FY.pdf
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

