คนปราจีนฯไม่ไหวแล้ว น้ำเริ่มเน่า กทม.เร่งเก็บภูเขาขยะ สนธิบุกทวงคืนแก้มลิง

คนปราจีนฯไม่ไหวแล้ว
น้ำเริ่มเน่า
กทม.เร่งเก็บภูเขาขยะ
สนธิบุกทวงคืนแก้มลิง
นายกฯ สั่งโฟกัสชุมชนลำบาก เร่งวางแผนกำจัดขยะ-บิ๊กคลีนนิ่ง อย่าปล่อยกีดขวางจราจร-ทางน้ำ ชี้ “ตุลาคม-ธันวาคม” น้ำยังมาก ประมาทไม่ได้ กำชับ “ผู้ว่าฯ ภาคใต้” เตรียมรับมือทุกด้าน ขอบคุณทุกหน่วยงานทำงานไม่เหน็ดเหนื่อย ระบุ สถานการณ์น้ำเริ่มดีขึ้น เร่งระบายน้ำปราจีน-ฉะเชิงเทรา ให้เร็วที่สุด ช่วงน้ำทะเลไม่หนุน ด้าน กทม.ผสานกำลังกว่า 600 ชีวิต ร่วมแรงฟื้นกรุง‘สนธิ’ บุก กทม.ฉีกร่างผังเมืองใหม่ จี้ผู้ว่าฯ กทม.คืนแก้มลิง ปภ. รายงานน้ำท่วม 22 จังหวัด และ กทม. ประชาชนได้รับผลกระทบ1,145,352 ครัวเรือน 3,183,726 คน เร่งระดมกำลังพลและเครื่องจักรกลเร่งระบายน้ำ-เข้าฟื้นฟูพื้นที่น้ำลดต่อเนื่อง สถานการณ์อยุธยายังอ่วม หลายอำเภอน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ส่วน จ.ปราจีนบุรี บางพื้นที่ยังถูกน้ำท่วมสูงนับ 10 วัน จนน้ำเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น ไม่มีน้ำไฟใช้ ขาดแคลนอาหาร ต้องอยู่อย่างยากลำบาก
เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฏ์ เสียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
โดยนายกฯ กล่าวว่าวันนี้ตนต้องขออภัยที่ได้นัดประชุมเร็วขึ้นกว่าเวลาปกติ เนื่องจากวันนี้รัฐบาลมีแขกที่มาเยือนประเทศไทยคือนายเคย์ ราลา ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต จะหารือกับรัฐบาลในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้
ให้โฟกัสชุมชนที่ยังลำบาก
วันนี้เป็นวันที่10 ที่เราได้ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ด้วยกันมา ตนต้องขอชื่นชมทุกท่านในความร่วมมือการบูรณาการร่วมซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในกรณีอุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ วันนี้ขอย้ำว่าอย่าให้ภาพรวมที่มันกำลังดีขึ้นได้กลบความสำคัญของพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมหนักอยู่ ซึ่งเหลืออยู่น้อยมาก ในการรายงานวันนี้ขอให้เราโฟกัสที่ชุมชนที่ยังมีความลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการระบายน้ำทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดที่มีอยู่ไม่กี่จุด เราจะได้เติมการสนับสนุนลงไปให้เต็มที่
สำหรับพื้นที่ที่คลี่คลายแล้วก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะมา ขอให้เราได้เร่งวางแผนจัดการกำจัดขยะที่ประชาชนเอามาทิ้งในกรณีที่ที่บ้านของเขาเกิดน้ำท่วม ต้องเร่งเข้าไปทำบิ๊กคลีนนิ่งอย่าให้ขยะหรือกองขยะเหล่านั้นเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตของประชาชนและกีดขวางทางจราจร ลงไปบล็อกท่อระบายน้ำหรือทางน้ำขอให้เร่งจัดการ กับขยะเหล่านี้ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีผู้ที่รับผิดชอบดูแลในการบริหารจัดการขยะในพื้นที่อยู่แล้ว ถ้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมก็ขอให้ร้องขอมาตามความสำคัญของพื้นที่และความจำเป็นของสถานการณ์
สั่งผจว.เตรียมรับมือทุกด้าน
นายกฯ กล่าวอีกว่า ในการนี้ขอให้ผวจ.โดยเฉพาะอย่างยิ่งผวจ.ภาคใต้ได้เตรียมการรับมือในทุกด้านเปรียบเสมือนสิ่งที่ตนได้พูดไว้ตลอดทุกวันถึงแม้ว่าปริมาณน้ำฝน ณ ขณะนี้วันที่ 9 ต.ค.แล้วถือว่ายังต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ แต่ก็ประมาทไม่ได้เมื่อต้นสัปดาห์เราคาดว่าช่วงวัน 4- 10 ต.ค.จะมีปริมาณฝนเป็นจำนวนมาก แต่เราก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดีมีฝนทุกวันหนักบ้าง เบาบ้าง แต่โดยภาพรวมปริมาณมันน้อยกว่าที่เราได้คาดการณ์เอาไว้ ตามที่ได้ฟังรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยา ฉะนั้น ต้องถือว่า ในช่วงนี้เราก็ประมาทไม่ได้ ยังคงต้องเตรียมการรับมือเพราะช่วง 3 เดือนหลัง คือ ต.ค.-ธ.ค.2569 เป็นช่วงที่มีน้ำมาก ฉะนั้น เราต้องร่วมกันฝ่าฟันปัญหาเหล่านี้ไปด้วยกันให้ได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคนและขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานด้วยความไม่เห็นเหน็ดเหนื่อย และผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของงานที่ได้ออกมา น่าจะควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้เป็นลำดับ
เคลียร์ขยะ-ทำบิ๊กคลีนนิ่ง
หลังเสร็จสิ้นการประชุม บกปภ.ช. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์การระบายน้ำโดยรวมดีขึ้น ที่หนักๆคือจุดเดิมคือหมู่บ้านฟลอร่าวิลล์ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ที่เราเร่งระดมกำลังไปช่วยสนับสนุนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ตามคำขอ ส่วนต่างจังหวัดก็มี จ.ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นเราก็เร่งที่จะไประบายน้ำออก เรื่องของการทำบิ๊กคลีนนิ่งเมื่อน้ำลดแล้วเศษขยะต่างๆ มันกีดขวางทางเข้าออกบ้านเรือนของประชาชน และอาจจะกีดขวางการจราจรบางพื้นที่ เราจะเร่งระดมทีมที่จะนำขยะเหล่านี้ ไปยังที่กลบฝังให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อถามว่ากรุงเทพฯและต่างจังหวัดภาพรวม ใช้คำว่าดีขึ้นได้ใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า ดีขึ้น ภาพรวมดีขึ้น ปริมาณฝนต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ และคาดว่าการเตรียมการของทุกจังหวัดเพื่อพร้อมกับการเผชิญเหตุ เขาได้เตรียมไว้ค่อนข้างครอบคลุมแล้ว ด้วยการสนับสนุนของทุกหน่วยงาน ผ่านมติของที่ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แห่งชาติ(บกปภ.ช.) ที่เราประชุมกันทุกเช้า
เร่งระบายน้ำปราจีน-ฉะเชิงเทรา
เมื่อถามว่า ที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรีและ จ.ฉะเชิงเทรา จะสามารถเร่งระบายน้ำทันก่อนฝนระลอกใหม่ที่จะเข้ามาหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า นั่นคือความตั้งใจที่เราจะทำ การระบายน้ำเครื่องมือเครื่องจักรเรามีความพร้อมเต็มที่ แต่พื้นที่รับน้ำเราต้องระบายออกไป ในช่วงที่น้ำทะเลลดลง หรือน้ำทะเลไม่หนุน มันก็มีเวลาในการระบายของมันอยู่
เมื่อถามว่าจังหวัดปราจีนบุรี และฉะเชิงเทราจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการฟื้นฟู นายกฯกล่าวว่า ภาพรวมส่วนใหญ่ มันเกือบจะฟื้นฟูได้หมดแล้ว ยกเว้นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังแล้วยังระบายออกไม่ได้ เมื่อถาม ถึงกรณีที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ประเมินว่า จังหวัดปราจีนบุรีต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนกว่าน้ำจะระบาย ออกได้หมด นายกฯตอบว่า “เราก็ทำที่สุด ทำให้เร็วที่สุด”
‘ชัชชาติ’เกาะติดเคหะร่มเกล้า
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ณ ชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง โดยระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำแห้งลงเป็นส่วนใหญ่แล้ว ภารกิจหลักในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหาขยะตกค้าง โดยเฉพาะลักษณะพื้นที่ของเขตลาดกระบังที่มีซอยย่อยแบบก้างปลาจำนวนมาก เมื่อน้ำลดลงประชาชนจึงนำขยะภายในบ้านออกมาวางกองบริเวณหน้าบ้านและปากซอย ทำให้ขยะเต็มซอยจนคนออกไปทำงานไม่ได้ ขณะที่รถขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ กทม. จึงต้องใช้ระดมกำลังคนทอยขยะจากซอยย่อยออกมายังจุดรวบรวมด้านนอกให้เร็วที่สุด เพื่อให้รถขนาดใหญ่เข้ามาขนถ่ายออกไปได้
ปัจจุบันการเคลียร์พื้นที่ในซอยย่อยลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่อาจยังมีบางจุดที่มีขยะกีดขวางหน้าบ้านหรือปากซอย ซึ่งในวันนี้จะลุยปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีกองขยะขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งไล่เก็บประมาณ 33 กอง ซึ่งต้องใช้กำลังคนและอุปกรณ์จำนวนมาก วันนี้จึงมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ กทม. ทั้งพนักงานกวาด คนสวน และพนักงานเก็บขยะ รวมประมาณ 500–600 คน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก ปภ.
ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคน
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวขอบคุณและส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานอย่างเหน็ดเหนื่อยตั้งแต่วันที่ 24–25 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพนักงานกวาดซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและต้องปฏิบัติงานขยะหนักซึ่งไม่ใช่งานปกติ สำหรับการขนย้ายขยะ จะใช้ระบบการจัดการแบบโลจิสติกส์ผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ใช้กำลังคนจำนวนมากทอยขยะออกจากซอยเล็ก ๆ มาไว้ยังจุดกองบริเวณลานกว้าง จากนั้นใช้รถดัมพ์หรือรถบรรทุก 6 ล้อ / 10 ล้อ ขนย้ายขยะจากจุดกองไปสู่จุดเทรวม และใช้รถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ 30 ตัน ลากขนขยะไปทิ้งยังจุดกำจัดปลายทางต่อไป
เดินหน้าเร่งระบายน้ำเต็มที่
ด้านสถานการณ์น้ำดีขึ้น เนื่องจากฝนไม่ตกมา 2 วันแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ แต่พื้นที่ฝั่งตะวันออกยังคงมีน้ำค่อนข้างมาก จึงได้ประสานงานกับกรมชลประทานให้ทยอยระบายน้ำลงสู่ด้านล่างและคลองแสนแสบ ซึ่งระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงเช้าได้ลงพื้นที่ตรวจสภาพหน้างานจริงก่อนการประชุม เพื่อนำข้อมูลไปรายงานสถานการณ์ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ในส่วนของกองขยะประมาณ 33 จุด ได้มอบหมายให้ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเข้ามาช่วยดูแล พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันเป็นอย่างดี
สำหรับแผนปฏิบัติการฟื้นฟูและจัดการขยะของชุมชนเคหะร่มเกล้า มีการแบ่งโซนความรับผิดชอบออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ โซน 1 กรมโยธาธิการและผังเมือง (ดำเนินการเคลียร์ไปได้มากแล้ว), โซน 2 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), โซน 3 กรุงเทพมหานครและกองทัพไทย, และโซน 4 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ดำเนินการเคลียร์ไปได้มากแล้ว) โดยแต่ละโซนจะมีหัวหน้าทีมคอยกำกับดูแลการทำงานอย่างชัดเจน
เร่งเคลียร์ให้จบภายใน3วัน
ในด้านการจัดสรรกำลังพลและอุปกรณ์เครื่องจักร สำนักสิ่งแวดล้อมสนับสนุนบุคลากร 420 คน และสำนักงานเขตลาดกระบัง 200 คน พร้อมนำ “ระบบบัดดี้” มาใช้ด้วยการดึงกำลังพลจากเขตพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง ได้แก่ เขตบางแค ธนบุรี บางขุนเทียน และพระนคร มาเสริมทัพอีกกว่า 100 คน กระจายกำลังลงตามโซนต่าง ๆ โซนละ 40–50 คน เพื่อช่วยยกขยะ ส่วนจุดทิ้งขยะได้จัดเตรียมไว้ 2 จุด เพื่อรองรับขยะที่ดึงออกมาจากโซนต่าง ๆ ทำให้รถดัมพ์สามารถวิ่งขนถ่ายออกได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เปิดใช้งานรองรับการจัดเก็บขยะมาแล้ว 3 วัน
ในส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปภ. ได้จัดชุดปฏิบัติการ 3 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยรถคีบขยะ 1 คัน และรถบรรทุก 6 ล้อ 2–3 คัน สำหรับพื้นที่ซอยย่อยที่เครื่องจักรหนักไม่สามารถเข้าถึงได้ จะใช้กำลังคนร่วมกับรถลากและซาเล้งในการลำเลียงขยะออก โดยมีเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
ขณะที่ถนนสายหลักมีกองขยะใหญ่จำนวน 11 กอง ซึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้มอบหมายผู้รับผิดชอบเร่งเคลียร์ให้หมดโดยเร็ว ตั้งเป้าหมายเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน
‘สนธิ’บุกทวงแก้มลิงจี้ยุติผังเมือง
ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม.(เสาชิงช้า) นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) และนายพิชิต ไชยมงคล นำเครือข่ายประชาชนทวงคืนแก้มลิงและฟลัดเวย์ ยื่นหนังสือถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้ทบทวนโครงการแก้มลิง 6 แห่ง และขอให้ยุติการจัดทำร่างผังเมืองรวม กทม.โดยมี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้แทนรับหนังสือดังกล่าว
นายปานเทพ อ่านแถลงการณ์โดยเรียกร้องให้ยุติการจัดทำร่างผังเมือง กทม.ฉบับใหม่ ด้วย 5 เหตุผล ดังนี้ 1.ร่างข้อบัญญัติ กทม.ให้ใช้ผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ.2566 และมาตรฐานการวางและการจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ.2566
2.การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 30,000 คน หรือไม่เกินร้อยละ 0.6 ของประชากร 5,422,568 คน ทั้งยังมีการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนโดยไม่ชี้แจงถึงผลกระทบและแนวทางการเยียวยา 3.ร่างข้อบัญญัติ กทม.ฉบับใหม่ ไม่ปรากฏพื้นที่แก้มลิง 6 แห่ง ประกอบด้วย บึงคู้บอน บึงลำหม้อแตก บึงคลองพระยาสุเรนทร์ บึงคลองสามวา 1 บึงคลองสามวา 2 และบึงคลองบางชัน มีการยกเลิกบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่ง ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 5-6 ล้าน ลูกบาศก์เมตรจนเป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยในปัจจุบันและอนาคต
4.กทม.ไม่ได้ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดจากอุทกภัย อันเกิดจากการกระทำละเมิดฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวม กทม.พ.ศ.2556 จึงเรียกร้องให้ กทม.ต้องสอบสวนดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้แก่ประชาชน และ 5.เหตุอุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทุจริตผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัด กทม.ทุกระดับที่เอื้อประโยชน์อนุญาตให้มีการก่อสร้างขวางทางไหลของน้ำ และมีการถมบึงรับน้ำ ทำให้แก้มลิงหาย จึงเรียกร้องให้ กทม.ตรวจสอบการกระทำดังกล่าว และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ปภ.รายงานน้ำท่วม 22 จังหวัด
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากอิทธิพลร่องมรสุมและสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และกรุงเทพมหานคร รวม 109 อำเภอ 927 ตำบล 6,934 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,145,352 ครัวเรือน 3,183,726 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ. 9 ต.ค.2569 เวลา 06.00 น.)
ปภ.ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก และลมกระโชกแรง ในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค.2569 ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ควบคู่กับการระดมกำลังพลและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเร่งเดินเครื่องสูบระบายน้ำในจุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง และเข้าสนับสนุนการล้างทำความสะอาดบ้านเรือนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ในจุดที่ระดับน้ำลดลง
อุตุฯเตือนฝนหนัก-ลมแรง-ลูกเห็บตก
นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 9 - 13 ตุลาคม 2569) ฉบับที่ 5 (251/2569) โดยมีใจความว่า ในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค. 69 บริเวณประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวนโดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆตามช่วงเวลาดังนี้ ในวันที่ 9 ต.ค. 69: บริเวณด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้, ในวันที่ 10 ต.ค. 69: บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้, ในวันที่ 11 ต.ค. 69: ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ,ในวันที่ 12 ต.ค. 69: ภาคใต้,ในวันที่ 13 ต.ค. 69: ภาคใต้
ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือ
กรมชลฯลดระบายเขื่อนเจ้าพระยา
กรมชลประทานเดินหน้าปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท อย่างต่อเนื่อง หลังปริมาณน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง โดยเตรียมทยอยปรับลดการระบายน้ำจาก 2,300 เหลือ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น.วันนี้ (9 ต.ค.2569)เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนและสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ป่าสักชลสิทธิ์-พระราม6ลดระบายน้ำ
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 888 ล้าน ลบ.ม. (102%) แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทำให้กรมชลประทานสามารถทยอยปรับลดการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้มากขึ้น โดยการลดระบายของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนพระราม 6 จะช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ท้ายเขื่อน ก่อนลงมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา และไหลผ่านสถานี C.29B จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการติดตามปริมาณน้ำที่ไหลต่อไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 1,977 ลบ.ม./วินาที การปรับลดครั้งนี้จึงช่วยลดภาระน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง แม้สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำป่าสักจะเริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 9-11 ต.ค.2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
มวลน้ำก้อนใหญ่ท่วมท่าไข่
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ยังน่าเป็นห่วง หลังคืนวันที่ 8 ต.ค. 69มีการระบายน้ำจาก อ.คลองเขื่อน ผ่านประตูระบายน้ำบางโรง ลงสู่คลองชลประทานด้วยวิธีโอเวอร์โฟลว (Overflow) ปล่อยให้น้ำไหลข้ามบานประตู เพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ อ.คลองเขื่อน และ อ.บางคล้า ส่งผลให้มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลแยกออกไป 2 ทิศทาง คือมุ่งหน้า ต.บางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว และ ต.ท่าไข่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา ระดับน้ำในคลองท่าไข่ (หมู่ 15 ต.ท่าไข่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา)เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนริมน้ำในจุดลุ่มต่ำ รวมถึงลานวัดประตูน้ำท่าไข่จนเต็มพื้นที่
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่เขตตัวเมืองฉะเชิงเทรา ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่องเป็นคืนที่ 3 ส่งผลให้น้ำท่วมขังถนนสายสำคัญหลายจุด ตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเที่ยงคืน ก่อนจะค่อยๆ ลดระดับลง ได้แก่ ถนนพานิช (ถนนร้อยหมอ): น้ำท่วมขังสูง 5–10 ซม. ห้างร้านและธนาคารต้องวางกระสอบทรายกั้นน้ำแบบถาวร , ถนนหน้าเมือง: น้ำท่วมขังสูง 10–20 ซม. รถจักรยานยนต์ยังคงสัญจรได้ และถนนชุมพล (หน้า รร.เบญจมราชรังสฤษฎิ์ และ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา): น้ำท่วมขังเล็กน้อย รถเล็กผ่านได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่ได้เดินเครื่องผลักดันน้ำและเดินเครื่องสูบน้ำที่สถานีสูบน้ำบ้านใหม่ตลอดทั้งคืน เพื่อเร่งระบายมวลน้ำก้อนใหญ่จาก อ.คลองเขื่อน ออกสู่แม่น้ำบางปะกงให้เร็วที่สุด ก่อนที่น้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้นอีก
โผงเผงอ่างทองยังท่วมสูง
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ภาพรวมระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย แต่ในพื้นที่ลุ่มต่ำบ้านเรือนประชาชนส่วนใหญ่ยังคงถูกน้ำท่วมขังสูง เจ้าหน้าที่เตือนให้ประชาชนดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก
ด้านสถานการณ์น้ำ ล่าสุด เขื่อนเจ้าพระยาลดการระบายน้ำอยู่ที่ 2,300 ลบ.ม./วินาที ข้อมูลจากสถานีชลมาตร C7A หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำไหลผ่าน 2,336 ลบ.เมตร/วินาที ระดับน้ำสูง 8.79 เมตรจากระดับตลิ่ง 9.90 เมตร ลดลงจากเมื่อวาน 2 ซม.ซึ่งพื้นที่อ่างทองถูกน้ำท่วมแล้ว 6 อำเภอ 44 ตำบล194 หมู่บ้าน2,254 ครัวเรือน โดยพื้นที่ต่ำริมน้ำยังคงได้รับผลกระทบ ทำให้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ริมฝั่งยังคงถูกน้ำท่วมขังสูงต่อไป
ชายป่วยจิตเวชจมน้ำดับสลด
ที่บริเวณข้างบ้านพัก หมู่ที่ 5 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุพบศพผู้เสียชีวิตลอยน้ำอยู่ข้างบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูง หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย นายปิตุพงศ์ เทพวีรพงศ์ นายอำเภอป่าโมก รุดเดินทางไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ที่ถูกน้ำท่วมขังสูงกว่า 2 เมตร พบร่างของชายอายุ 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวเพียงลำพัง เบื้องต้นทราบว่าผู้ตายเป็นผู้ป่วยจิตเวชและพักอาศัยอยู่ภายในบ้านที่ถูกน้ำท่วมขัง โดยก่อนเกิดเหตุเมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา ยังพบเห็นผู้ตายมารับสิ่งของช่วยเหลือน้ำท่วมอยู่ จนกระทั่งล่าสุดพบร่างลอยเสียชีวิตอยู่บริเวณข้างบ้านพักดังกล่าว คาดว่าระหว่างที่อาการกำเริบ ผู้ตายอาจพลัดตกจากบ้านลงไปในน้ำที่มีระดับความสูงกว่า 2 เมตร จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และจมน้ำเสียชีวิตในที่สุด
อยุธยาอ่วมหลายอำเภอน้ำสูง2ม.
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าระดับน้ำในชุมชนริมแม่น้ำ คลอง และพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำยังคงท่วมสูง แม้เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จะปรับลดการระบายน้ำลงเหลือ 2,300 ลบ.ม./วินาที และเขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ ลดการระบายเหลือ 710 ลบ.ม./วินาที แต่จุดรวมน้ำบริเวณหน้าวัดพนัญเชิงวรวิหารก่อนไหลผ่าน อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน และ อ.บางไทร มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ยังคงมีปริมาณน้ำหนาแน่น
จากการลงพื้นที่ ต.เกาะเรียน อ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าบ้านเรือนประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 6 โดนน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ตัดขาดถนนทางเข้าชุมชน ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางไปทำงาน ค้าขาย และเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางน้ำในกลุ่มผู้สูงอายุ
นางละออ จิตนาริน อายุ 63 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า น้ำท่วมปีนี้มาช้ากว่าปีก่อนๆ แต่ระดับน้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียง 3 วัน น้ำพุ่งสูงถึง 1.80 เมตร ทำให้เดินทางลำบาก ต้องยกของหนีน้ำซ้ำหลายรอบ
เบื้องต้น เทศบาลเมืองเกาะเรียน ได้จัดเรือให้ชาวบ้านยืมใช้สัญจร พร้อมปรับลดขั้นตอนการยื่นเรื่องขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วมให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวในการดำเนินการ
หนุ่มวัย19ปีถูกไฟดูดเสียชีวิต
เกิดเหตุการณ์สลดใจ จากกรณีที่ นายนพรัตน์ สำเภาพงษ์ อายุ 19 ปี ถูกกระแสไฟฟ้าดูด เสียชีวิต ขณะพยายามสูบน้ำท่วมออกจากบ้าน พักที่ถูกน้ำท่วมขังที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้ญาติและเจ้าหน้าที่จะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยสภาพผู้ประสบเหตุนอนคว่ำหน้าอยู่ในน้ำ มีเครื่องสูบน้ำแบบไดโว่อยู่ใต้ลำตัวบริเวณระหว่างขา มีน้ำลายฟูมปาก เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวออกจากจุดเกิดเหตุ ก่อนร่วมกันทำ CPR และประสานทีมกู้ชีพเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้
เทศบาลเมืองปราจีนเร่งกู้พื้นที่คืน
สถานการณ์น้ำ ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี พบว่า ระดับน้ำยังมีปริมาณสูงอยู่ที่ 45 ซม. ทําให้รถ เล็ก สัญจร ในเขตเทศบาล ด้วยความยากลำบาก บางพื้นที่ ยังไม่สามารถเข้าถึง ประกอบกับ เขตเทศบาลถูกน้ำท่วมขัง เป็นเวลานาน จนทําให้น้ำเริ่มมีสี และส่งกลิ่นเน่าเหม็น
นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด พร้อมด้วย กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ช่วยกันกรอกกระสอบทราย พร้อมนําไปวางแนวบริเวณ เขตเทศบาล ริมแม่น้ำปราจีนบุรี พร้อมทั้ง ขอสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ จากหน่วยงาน ทรัพยากรน้ำภาค 6 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำรอบเขตเทศบาล เพื่อเตรียมดูดน้ำออกจากเทศบาล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ผิวการจราจรได้ตามปกติ ซึ่งในขณะนี้ ได้ดําเนินการวางแนวกระสอบทราย และติดตั้งเครื่องสูบน้ำไปบางส่วนแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานในการวางกระสอบทราย ก่อนทําการผลักดันน้ำออกจากเขตเทศบาลได้ทั้งหมด
300ครอบครัวถูกน้ำท่วมนับ10วัน
ส่วนในพื้นที่ตำบลบางเดชะ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี พบว่าหมู่บ้านการเคหะ ที่ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัย เกือบ 300 ครอบครัว ถูกน้ำท่วมหมู่บ้านนานนับ 10 วัน จนทําให้ประชาชนไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยภายในบ้านพักได้ ในวันนี้พบว่ามีประชาชนบางส่วน พยายามนํา อุปกรณ์ ทำความสะอาดบ้าน เปลือกเข้าไป ขัดล้างบ้านที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งพบว่าน้ำยังท่วมขังที่การเคหะ ประมาณ 1 เมตร และยังส่งกลิ่นเน่าเหม็น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความลำบาก จะต้องเดินลุยน้ำ บางรายใช้เรือ เดินทางเข้าออกบ้านพัก แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการในเวลานี้คือการดูแล เรื่องน้ำดื่ม พร้อมถุงยังชีพ เนื่องจากชาวบ้านยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
นางสมพร เพิ่มฤทธิ์ บอกว่า เริ่มแรกมาถึงหน้าอก ตนไปอยู่ศูนย์อพยพ อยู่ถึงวันนี้ 10 วันแล้ว ชาวบ้านอยู่กัน 300 ครอบครัว มันเป็นพื้นที่ต่ำ มิดเลย เขาไม่เหลืออะไรเลย หมดทุกอย่างน้ำมาไวมาก เขาไม่ออกไป ไม่มีไฟไม่มีน้ำ ใช้ชีวิตลำบาก หาที่ชาร์จแบต อาหารการกิน ก็มีผู้นำเอามาให้ ทำกินเองบ้าง ตอนนี้สภาพน้ำเน่า เน่าตั้งแต่วันแรก หมู่บ้านเป็นแอ่งกระทะ น้ำมาทางหลังหมู่บ้าน ตูมเดียวเก็บไม่ทัน อยากให้หน่วยงานมาดูบ้าง ทุกอย่างจบไปหมดแล้ว คนที่อยู่ข้างหลังน้ำท่วมนานมาก เขาลำบากกันมาก อยากให้ออกไปเร็ว ๆ
โพลจี้รัฐแก้ระบบเตือนภัยน้ำท่วม
สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 41 เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการรับมือน้ำท่วมและการจัดสรรงบพัฒนาท้องถิ่น” โดยสำรวจประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ย. 2569 พบว่า ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงการแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้ามากที่สุด 37.8% รองลงมา คือ การระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัย 29.7% การประสานงานระหว่างหน่วยงาน 10.7% การอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัย 8.9% และการจ่ายเงินเยียวยาให้รวดเร็วและทั่วถึง 8.1% ซึ่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการระบายน้ำที่ได้รับความสำคัญสูงสุด สะท้อนว่า ประชาชนต้องการทั้งเวลาเตรียมตัวก่อนน้ำมาและ ลดเวลาที่ต้องอยู่กับน้ำท่วมเพราะเวลาที่เสียไป อาจหมายถึงความเสียหายต่อทรัพย์สิน การขาดรายได้ และภาระที่เพิ่มขึ้นของครอบครัว ความรวดเร็วจึงเป็นเรื่องของผลกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง
ส่วนความต้องการด้านการจัดสรรงบพัฒนาท้องถิ่น พบว่า ประชาชน 23% ต้องการให้นำงบประมาณไปดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรมมากที่สุด รองลงมา คือ ส่งเสริมอาชีพและรายได้ 21.8% ดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ 15.8% พัฒนาถนน ทางเท้า และขนส่งสาธารณะ 8.5% ดูแลสุขภาพและบริการสาธารณสุข 8.0% จัดการขยะ น้ำเสีย และมลพิษ 7.8% และป้องกันน้ำท่วมและภัยพิบัติ 6.1%
จากผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนคาดหวังให้รัฐรับมือน้ำท่วมได้รวดเร็ว โดยเฉพาะการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการระบายน้ำ ขณะที่งบพัฒนาท้องถิ่นควรตอบโจทย์ความปลอดภัย การสร้างรายได้ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งความต้องการแตกต่างกันตามช่วงวัยและภูมิภาค
ย้ายนอภ.บ้านสร้างไปลำสนธิ
ส่วนกรณีที่ นายอนุทิน กล่าวถึงข้อบกพร่องในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี พร้อมสั่งให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัย ในระหว่างการประชุม บกปภ.ช. ต่อมา กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งลงวันที่ 7 ต.ค.2569 ให้นายเสฏฐวุฒิ ไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอลำสนธิ จ.ลพบุรี และให้นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง จ.สระแก้ว ไปเป็นนายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งย้ายข้าราชการตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง ระบุให้การย้ายมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป ต่อมากรมการปกครองได้ออกคำสั่งที่ 2871/2569 เรื่องให้ข้าราชการช่วยราชการ ให้นายเสฏฐวุฒิไปช่วยราชการกรมการปกครอง โดยปฏิบัติหน้าที่ประจำ ณ วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ถึงวันที่ 5 พ.ย. 2569 กระทั่งล่าสุดมีข่าวคำสั่งโยกย้ายอีกครั้ง โดยให้นายเสฏฐวุฒิ ไปเป็นนายอำเภอลำสนธิ จ.ลพบุรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม เป็นต้นไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

