สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- กระทรวงแรงงาน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้วมาเพื่อดำเนินการอีกครั้งหนึ่ง มีสาระสำคัญ ดังนี้
ประเด็น | รายละเอียด |
1. วันใช้บังคับ | • ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสาม และมาตรา 22 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป |
2. คำนิยาม | • แก้ไขนิยาม เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 177 ว่าด้วยการรับงานไปทำที่บ้าน ค.ศ. 1996 เช่น “งานที่รับไปทำที่บ้าน” หมายความว่า ส่วนหนึ่งส่วนใดของงานในกิจการ ดังต่อไปนี้ (1) งานในกิจการอุตสาหกรรมของผู้จ้างงานที่มอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดไปจัดทำที่บ้านหรือดำเนินการนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน เพื่อได้รับค่าตอบแทน โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดจะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ หรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการทำงาน และไม่มีลักษณะของการจ้างแรงงาน (2) งานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม หรืองานบริการอันมีหลักเกณฑ์หรือลักษณะตาม (1) ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เฉพาะในกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะและมีความจำเป็นต้องกำหนดให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของงานในกิจการดังกล่าวเป็นงานที่รับไปทำที่บ้าน เพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ (เดิม คำว่า “งานที่รับไปทำที่บ้าน” หมายความว่า งานที่ผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรมมอบให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อนำไปผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงานหรืองานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง) “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือกลุ่มบุคคลซึ่งไม่เป็นนิติบุคคลตกลงกับผู้จ้างงานเพื่อรับทำงานอันเป็นงานที่รับไปทำที่บ้าน แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งนำงานไปทำนอกสถานประกอบกิจการของนายจ้าง (เดิม คำว่า “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งตกลงกับผู้จ้างงานเพื่อรับทำงานอันเป็นงานที่รับไปทำที่บ้าน) “พนักงานตรวจแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ (เดิม คำว่า “พนักงานตรวจแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้) • เพิ่มนิยาม “เอกสาร” หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง |
3. อายุขั้นต่ำของผู้รับงานไปทำที่บ้าน | • กำหนดมิให้จ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพื่อให้ความคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านมีมาตรฐานเดียวกันกับความคุ้มครองลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (เพิ่มเติม) |
4. การห้ามหญิงมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ | • ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดมิให้ผู้ใดให้หญิงมีครรภ์และเด็กซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย โดยแยกกรณีเด็กออกไป อีกบทบัญญัติหนึ่ง เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้ 1) กำหนดห้ามผู้ใดให้หญิงมีครรภ์ทำงานที่มีลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงมีครรภ์ ซึ่งงานที่มีลักษณะดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (คงเดิม) 2) กำหนดห้ามผู้ใดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานที่มีลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็ก ซึ่งงานที่มีลักษณะดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปรับปรุง เดิมกำหนดห้ามให้เด็กต่ำกว่า 15 ปีทำงานในงานลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย) |
5. การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน | • กำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ (คงเดิม) • แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนของงานที่รับไปทำที่บ้านให้แก่ผู้รับงาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับลักษณะของงาน โดยแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1) กรณีงานที่รับไปทำที่บ้านมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากันกับการจ้างงานในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน ให้ผู้จ้างงานกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามที่คณะกรรมการผู้รับงานไปทำที่บ้านกำหนด (ปรับปรุง เดิมมิได้กำหนดค่าตอบแทนให้เป็นไปตามงานที่ทำในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน) 2) กรณีงานที่รับไปทำที่บ้านไม่มีการทำในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน โดยให้ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านตกลงกันเพื่อกำหนดค่าตอบแทน แต่ต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามที่คณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านกำหนด (เพิ่มเติม) |
6. การกำหนดความรับผิดและการพ้นความรับผิดของผู้จ้างงานในส่วนดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม | • กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ทายาทหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในกรณีที่ไม่คืนหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหาย ในการทำงานที่เป็นเงิน หรือไม่จ่ายค่าตอบแทนหรือไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพ หรือจ่ายไม่ครบแต่หากผู้จ้างงานจงใจไม่คืน หรือไม่จ่ายเงินดังกล่าว หรือจ่ายไม่ครบโดยปราศจากเหตุอันสมควรเมื่อพ้นกำหนด 7 วัน ให้จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินที่ค้างทุก 7 วันจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น (เพิ่มเติม) • กำหนดให้ผู้จ้างงานหลุดพ้นความรับผิดในการชำระดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในกรณีที่พร้อมคืนหลักประกันหรือจ่ายเงินดังกล่าว เนื่องจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน ทายาท หรือ บุคคลซึ่งมีสิทธิไม่ยอมรับหลักประกันหรือเงินดังกล่าว หรือไม่สามารถรับคืนได้ ให้ผู้จ้างงานนำเงินไปมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อจ่ายให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านดังกล่าว ผู้จ้างงานไม่ต้องจ่ายเงินดอกเบี้ยหรือเงินตามจำนวนที่มอบไว้ (เพิ่มเติม) |
7. คณะกรรมการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน | • แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง เป็นให้อธิบดีของกรมที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ “ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข” เป็น “อธิบดีกรมควบคุมโรค” เดิม “ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม” เป็น “อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม” และเดิม “อธิบดีกรมการปกครอง” เป็น “อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่และการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) • แก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้างและกรรมการผู้แทนผู้รับงานไปทำที่บ้าน โดยการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้มีกรรมการทั้งชายและหญิง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการเปิดกว้างสำหรับผู้ซึ่งมีความหลากหลายทางเพศ) • ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ โดยให้มีหน้าที่ในการเสนอแนะและให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย การคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้านมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน มาตรการพัฒนาฝีมือแรงงาน และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ปรับปรุง โดยเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในการทำงานและตัดมาตรการในการป้องกันการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน เนื่องจากมาตรการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน) |
8. การเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา | • กำหนดให้กรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย พนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา (เพิ่มเติม) |
9. ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและการ ไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ | • ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้จ้างงาน ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกส่งหรือแสดงเอกสาร หรือให้ข้อเท็จจริง และไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและอนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย • ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องอำนวยความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ (เดิมกำหนดไว้ แต่เนื่องจากร่างนี้ได้กำหนดให้กรรมการหรือ |
10. เหตุระงับการดำเนินคดีกับผู้จ้างงาน | • แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุระงับการดำเนินคดีอาญากับผู้จ้างงาน 1) กรณีที่ผู้จ้างงานได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน โดยให้ผู้จ้างงานต้องจ่ายเงินถูกต้องและครบถ้วนให้แก่ผู้รับงานหรือผู้มีสิทธิได้รับเงิน ณ สถานที่ทำงานของผู้รับงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งนั้น การดำเนินคดีอาญาต่อผู้จ้างงานเป็นอันระงับไป 2) กรณีที่ผู้จ้างงานไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ให้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งและได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานแล้วการดำเนินคดีอาญาต่อผู้จ้างงานเป็นอันระงับไป |
11. บทกำหนดโทษ | • แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ โดยนำมาตรการปรับเป็นพินัยมาใช้แทนบทกำหนดโทษทางอาญาและเพิ่มเติมโทษทางอาญาให้เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด ดังนี้ 1) กำหนดให้ผู้จ้างงานที่ไม่จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้านมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านและเก็บไว้ให้พนักงานตรวจแรงงานดูได้ หรือไม่จ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินตราไทยหรือไม่แจ้งเตือนให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากการทำงาน ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกิน 50,000 บาท (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ผู้จ้างงานที่ไม่จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้านมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านและเก็บไว้ให้พนักงานตรวจแรงงานได้รับโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือผู้จ้างงานไม่จ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินตราไทย หรือไม่แจ้งเตือนให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากการทำงานต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) 2) กำหนดให้ผู้จ้างงานซึ่งไม่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน 3) กำหนดให้ผู้จ้างงานที่ฝ่าฝืนจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เพิ่มเติม) 4) กำหนดให้ผู้จ้างงานที่เรียกรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกัน |
12. บทเฉพาะกาล | • เพิ่มบทเฉพาะกาล เพื่อให้การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการและการบังคับใช้กฎหมายลำดับรองยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการตามกฎหมายรวมทั้งกำหนดกรอบระยะเวลาในการแต่งตั้งคณะกรรมการและการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น 1. กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมี 2. กำหนดให้กฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป จนกว่าจะมีกฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติ และกำหนดให้ออกกฎกระทรวงหรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จและประกาศราชกิจจานุเบกษา ก่อนวันพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศราชกิจจานุเบกษา |
- รง. ได้เสนอแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 7 ฉบับ ทั้งนี้ กฎหมายลำดับรองดังกล่าวมีกรอบระยะเวลาในการออกภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- กระทรวงแรงงานได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ และได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 แล้ว ส่วนใหญ่เห็นชอบด้วย รวมทั้งได้จัดทำแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 7 ฉบับ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (19 เมษายน 2559 และ 24 มกราคม 2560) ที่ให้ทุกส่วนราชการเสนอแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบสาระสำคัญ และกรอบระยะเวลาของกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบและติดตามต่อไป จึงเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว
สาระสำคัญของเรื่อง
- ร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่กระทรวงแรงงานเสนอเป็น
การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการของพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เพื่อเพิ่ม
ความคุ้มครองแก่คนประจำเรือให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และกำหนดหลักเกณฑ์การทำงานในเวลากลางคืนของคนประจำเรือ ซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ให้มีความชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองแรงงานทางทะเลเป็นไปโดยสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 (Maritime Labour Convention, 2006 : MLC) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ที่ประเทศไทยให้สัตยาบันไว้แล้ว ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 1007/2568) มีสาระสำคัญสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ดังนี้
ประเด็น | พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 | ร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. |
1. วันใช้บังคับ | • ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป | • ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่ |
2. กฎหมายที่ ใช้ บังคับกับการจ้างงาน ระหว่างเจ้าของเรือ กับคนประจำเรือ | • กำหนดให้การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือ กับคนประจำเรือไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนแต่ได้รับความคุ้มครองด้านประกันสังคมและเงินทดแทนตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคุ้มครองด้านประกันสังคมและเงินทดแทนคนประจำเรือ | • กำหนดให้การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรืออยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนเพื่อให้คนประจำเรือได้รับการคุ้มครองด้านประกันสังคมและเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และเข้าถึง การให้บริการของรัฐ |
3. การกำหนดห้าม เจ้าของเรือให้คน ประจำเรือซึ่งอายุ ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ทำงานในเวลา กลางคืน | • กำหนดห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ทำงานในเวลากลางคืนเว้นแต่ในกรณีเป็นการฝึกอบรมที่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือเป็นการฝึกอบรมตามตำแหน่งหน้าที่ที่คนประจำเรือต้องทำในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งต้องไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนประจำเรือ โดยได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมาย | • กำหนดห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ทำงานในเวลากลางคืนเว้นแต่ การทำงานในกรณี ดังนี้ (1) การฝึกอบรมที่นายเรือได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า (2) การฝึกอบรมตามหลักสูตร ที่กรมเจ้าท่าให้การรับรอง และ (3) งานตามตำแหน่งหน้าที่ที่คนประจำเรือต้องทำ ซึ่งงานนั้นไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนประจำเรือโดยต้องเป็นไปตามที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกำหนด |
4. บทนิยามของ การทำงานในเวลา กลางคืน | • กำหนดให้การทำงานเวลากลางคืนต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 9 ชั่วโมง โดยเริ่มต้นก่อนเที่ยงคืนและสิ้นสุดหลังจากเวลา 05.00 นาฬิกาเป็นต้นไป | • กำหนดช่วงเวลาการทำงานในเวลากลางคืนให้มีความชัดเจนว่า คือ การทำงานตั้งแต่เวลา 21.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น |
5. บทเฉพาะกาล | - | • กำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ด้านประกันสังคมและเงินทดแทน ตามประกาศกระทรวงแรงงาน อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงได้รับต่อไปจนกว่าจะครบถ้วนตามสิทธินั้น รวมทั้งไม่เป็นการตัดสิทธิความคุ้มครองตามกฎหมายอื่น |
6. ผู้รักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ | • กำหนดให้ รมว.กต. รมว.คค. รมว.รง. | • กำหนดให้ รมว.รง. และ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ |
- กระทรวงแรงงานได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัตินี้ และได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายแล้ว รวมทั้งได้จัดทำแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 1 ฉบับ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (19 เมษายน 2559 และ 24 มกราคม 2560) ที่ให้ทุกส่วนราชการเสนอแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบสาระสำคัญ และกรอบระยะเวลาของกฎหมายลำดับรองเพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบและติดตามต่อไป จึงเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรอง ที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบและไม่มีข้อขัดข้องกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ และมีข้อสังเกตบางประการ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีข้อสังเกตว่า ระบบประกันสังคมจะคุ้มครองแรงงานกรณีเจ็บป่วยรักษาตัวภายในประเทศเท่านั้น ดังนั้น นายจ้างอาจพิจารณาแนวทางในการรองรับการเจ็บป่วยของแรงงานทางทะเลในต่างประเทศ อาทิ การทำประกันสุขภาพเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงให้นายจ้างจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในต่างประเทศ ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วและเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไปได้
- เรื่อง ร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ รวม 2 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ รวม 2 ฉบับ 1) ร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ..) และ 2) ร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงแรงงานรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างประกาศ
รง. เสนอว่า
- พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้าง ซึ่งเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ต่อมา ครรส. จึงได้ออกประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 เพื่อให้มีมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างสำหรับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับลูกจ้างดังกล่าว เช่น ข้อ 53 ของประกาศ ครรส. ดังกล่าวได้กำหนดให้นายจ้างจัดสวัสดิการเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ค่าทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ ค่าทำศพกรณีตาย ทั้งนี้ อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ค่าช่วยเหลือบุตร ค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตรหรือสวัสดิการอื่นให้ลูกจ้าง ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่ง ครรส. ได้ออกประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ลงวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ประกอบข้อ 53 ของประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน
- ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 เพื่อรองรับการสมรสของบุคคลหลากหลายทางเพศ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 จึงเป็นเหตุให้ รง. เสนอร่างประกาศรวม 2 ฉบับ ดังนี้
2.1 ร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ..) ซึ่งมีสาระสำคัญที่ได้ปรับปรุง ดังนี้
ประกาศฉบับปัจจุบัน | ร่างประกาศที่เสนอ |
1. วันที่มีผลใช้บังคับ | |
ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป | ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นต้นไป |
2. บุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง กรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย | |
ข้อ 49 วรรคหนึ่ง เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหายให้บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง (2) สามีหรือภรรยา | ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (2) ของข้อ 49 แห่งประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(2) คู่สมรส” |
ข้อ 49 วรรคสี่ ให้ผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่งและวรรคสองได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ในกรณีที่สิทธิได้รับเงินทดแทนสิ้นสุดลง เพราะผู้มีสิทธิผู้หนึ่งผู้ใดถึงแก่ความตาย หรือสามีหรือภรรยาสมรสใหม่หรือ มิได้สมรสใหม่แต่มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นได้ว่าอยู่กินฉันสามีภรรยากับชายหรือหญิงอื่น หรือบุตรไม่มีลักษณะตาม (3) หรือ (4) อีกต่อไป ให้นำส่วนแบ่งของผู้หมดลิทธิเพราะเหตุหนึ่งเหตุใดดังกล่าวไปเฉลี่ยให้แก่ผู้มีสิทธิอื่นต่อไป | ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสี่ของข้อ 49 แห่งประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ให้ผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่งและวรรคสองได้รับส่วนแบ่งเท่ากันในกรณีที่สิทธิได้รับเงินทดแทนสิ้นสุดลง เพราะผู้มีสิทธิผู้หนึ่งผู้ใดถึงแก่ความตาย หรือคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสมรสใหม่หรือมิได้สมรสใหม่แต่มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นได้ว่าอยู่กินฉัน |
2.2 ร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่าย
ค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน (ฉบับที่ ..) ซึ่งมีสาระสำคัญที่ได้ปรับปรุง ดังนี้
ประกาศฉบับปัจจุบัน | ร่างประกาศที่เสนอ |
1. วันที่มีผลใช้บังคับ | |
ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป | ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป |
2. บทนิยาม | |
ข้อ 3 ในประกาศนี้ “คู่สมรส” หมายความว่า ภรรยาหรือสามีที่ชอบด้วยกฎหมายของลูกจ้าง
| ข้อ 3 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า “คู่สมรส” ของข้อ 3 แห่งประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงานลงวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “คู่สมรส” หมายความว่า คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของลูกจ้าง |
- 3. คณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศดังกล่าวรวม 2 ฉบับ ตามข้อ 2. และมอบหมายฝ่ายเลขานุการสำรวจข้อมูลจากรัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับการจ่ายเงินทดแทนกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย และการจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ให้แก่คู่สมรสของลูกจ้าง พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบของร่างประกาศฯ และนำเสนอ ครรส. พิจารณาต่อไป
- รง. (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) ได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศรวม 2 ฉบับ ผ่านระบบกฎหมายกลางทางกฎหมาย www.law.go.th ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ส่งแบบแสดงความคิดเห็นให้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 60 แห่ง และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ จำนวน 45 แห่ง รวมทั้งลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้ส่งความเห็นมาที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่เห็นชอบกับร่างประกาศทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว
- 4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และตำบลบางหัก อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และตำบลบางหัก อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้ กษ. รับความเห็นของกระทรวงคมนาคมและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
- กรมชลประทานมีแผนงานดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำ ปากคลองบางหลวง จังหวัดอ่างทอง ภายใต้โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล - บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยประตูระบายน้ำปากคลองบางหลวงจะทำหน้าที่ในการควบคุมและบริหารจัดการน้ำในคลองบางหลวงให้มีปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดผลกระทบกับพื้นที่ด้านท้ายน้ำที่สร้างความเสียหายให้ราษฎรทั้งสองฝั่งคลอง ในเขตอำเภอบางบาล อำเภอเสนาและอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และช่วยเก็บกักน้ำในช่วงฤดูแล้งเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่
- ในการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำปากคลองบางหลวง จังหวัดอ่างทองโดยเขตที่ดินที่จะเวนคืน มีปริมาณทรัพย์สินที่ต้องจัดกรรมสิทธิ์ประกอบด้วย ค่าทดแทนที่ดินจำนวน 70 แปลง เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ เป็นเงิน 13.75 ล้านบาท ค่าทดแทนต้นไม้หรือต้นผลไม้ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท ค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย ค่าปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างใหม่และอสังหาริมทรัพย์อื่นอันติดอยู่กับค่าที่ดินและค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าของต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน เป็นเงิน 5.8 ล้านบาท ค่าทดแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เป็นเงิน 400,000 บาท ค่าทดแทนทรัพย์สินทั้งโครงการคิดเป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจากงบลงทุน ในการเบิกจ่ายเงินค่าทดแทน (งบประมาณปี พ.ศ. 2567 -2569)
- สำนักงบประมาณแจ้งว่า จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้กรมชลประทานตามความจำเป็นและเหมาะสมตามแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณเมื่อร่างพระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับแล้ว
- กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับโครงการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย และ กษ. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยได้จัดทำ ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดหาที่ดินเพื่อกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และตำบลบางหัก อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ประกอบด้วยชื่อโครงการ รายละเอียดโครงการ แผนบริหารโครงการ ประมาณการรายจ่าย แหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาดำเนินการ และประโยชน์ที่จะได้รับ
- กษ. ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (22 มีนาคม 2565) [เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย] โดยกรมการปกครองได้ตรวจสอบแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว พบว่า สอดคล้องกับคำบรรยายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2540 และคำบรรยายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนที่ปรากฏในแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินดังกล่าว อยู่ในพื้นที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และตำบลบางหัก อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- ร่างพระราชกฤษฎีกานี้เป็นการกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง และตำบลบางหัก อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีสาระสำคัญเป็นประโยชน์แก่การชลประทาน ในการก่อสร้างประตูระบายน้ำ อาคารประกอบและสิ่งจำเป็นในการชลประทานอื่น ตามโครงการประตูระบายน้ำปากคลองบางหลวง จังหวัดอ่างทอง และเพื่อนำที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน มีกำหนดใช้บังคับ 3 ปี โดยให้เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืน ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
- กษ. ได้ชี้แจงว่าโครงการประตูระบายน้ำปากคลองบางหลวง จังหวัดอ่างทอง ดำเนินการก่อสร้างในคลองบางหลวงซึ่งไม่ได้อยู่ในแม่น้ำสายหลัก ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 และก่อนที่จะได้มีการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกรมชลประทานได้อนุมัติในหลักการเปิดโครงการประตูระบายน้ำปากคลองบางหลวง จังหวัดอ่างทอง
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2565 (วงเงินโครงการรวม 980 ล้านบาท)
- 5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
คค. เสนอว่า
- เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของราชอาณาจักรไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่งของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ร่วมลงนามในความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่าด้วยกรรมสิทธิ์ การใช้ การบริหารและการบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ซึ่งสาระสำคัญของความตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดพื้นฐานทางกฎหมายที่จำเป็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ความร่วมมือทางกฎหมาย การใช้ การบริหาร และการบำรุงรักษาสะพานบนพื้นฐานของความร่วมมือและความเคารพในเอกราช อธิปไตย และความเสมอภาคของกันและกัน โดยที่ข้อ 7 ของความตกลงดังกล่าว กำหนดให้อัตราค่าผ่านสะพานจะกำหนด ตกลง และปรับโดยคณะกรรมาธิการบริหารและบำรุงรักษาสะพานร่วมทั้งสองฝ่าย และให้เก็บเท่ากัน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินบาทของราชอาณาจักรไทยและสกุลเงินกีบของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในช่วงเวลาที่คณะกรรมาธิการบริหารและบำรุงสะพานร่วมทั้งสองฝ่ายกำหนด และให้เก็บเพียงครั้งเดียวจากผู้ใช้สะพานแต่ละครั้งในฝั่งขาออกจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
- คณะกรรมาธิการบริหารและบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ของทั้งสองฝ่ายได้มีการประชุมร่วมกัน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 โดยมีมติเห็นชอบร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้
2.1 กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนสะพานตามประเภทของยานยนตร์ ดังนี้
ประเภทยานยนตร์ | อัตราค่าธรรมเนียม (บาท) | อัตราค่าธรรมเนียม (กีบ) |
รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง | 50 | 34,000 |
รถโดยสารขนาดเล็กเกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 12 ที่นั่ง | 100 | 68,000 |
รถโดยสารขนาดกลางเกิน 12 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 24 ที่นั่ง | 150 | 103,000 |
รถโดยสารขนาดใหญ่เกิน 24 ที่นั่ง | 200 | 137,000 |
รถบรรทุก 4 ล้อ | 50 | 34,000 |
รถบรรทุก 6 ล้อ | 250 | 171,000 |
รถบรรทุก 10 ล้อ | 350 | 240,000 |
รถบรรทุกเกิน 10 ล้อ | 500 | 342,000 |
หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยน ธนาคาร Banque Pour Le Commerce Exterieur Lao Public (BCEL) ประมาณ 684.98 กีบ : 1 บาท ณ วันที่ 23 กันยายน 2568 (ค.ศ. 2025)
2.2 ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านสะพาน ดังต่อไปนี้
(1) รถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศที่วิ่งในเส้นทางบึงกาฬ - บอลิคำไซ และเส้นทางบอลิคำไซ - บึงกาฬ
(2) รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ของราชอาณาจักรไทย จำนวน ไม่เกิน 50 คัน และรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวนไม่เกิน 50 คัน ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ของทั้งสองประเทศได้กำหนดรูปแบบของบัตรยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ร่วมกัน
- โดยที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ได้กำหนดให้จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) เปิดทำการระหว่างเวลา 06.00 นาฬิกา - 22.00 นาฬิกา ของทุกวันและกำหนดที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองบึงกาฬมีช่องทางอนุญาตให้บุคคลหรือยานพาหนะ ที่จะเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องผ่านการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามเส้นทางคมนาคมทางบก จากพรมแดนถึงที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองบึงกาฬ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
- เนื่องจากปัจจุบันสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และได้มีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรใช้สะพานดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 กรมทางหลวงจึงได้จัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) พ.ศ. .... และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้
4.1 กำหนดให้สะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ซึ่งข้ามแม่น้ำโขง ต่อจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 244 สายทางเข้าสะพานข้ามแม่น้ำโขง ที่บึงกาฬ เป็นสะพานที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนสะพาน ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีท้ายกฎกระทรวง โดยกำหนดให้เก็บค่าธรรมเนียมนับแต่วันที่อธิบดีกรมทางหลวงประกาศกำหนดเป็นต้นไป
ลำดับที่ | ประเภทยานยนตร์ที่จะต้องเสีย ค่าธรรมเนียม | อัตราค่าธรรมเนียม การใช้ยานยนตร์บนสะพานต่อหนึ่งครั้ง |
1 | รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง | 50.00 บาท |
2 | รถโดยสารขนาดเล็กเกิน 7 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 12 ที่นั่ง | 100.00 บาท |
3 | รถโดยสารขนาดกลางเกิน 12 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 24 ที่นั่ง | 150.00 บาท |
4 | รถโดยสารขนาดใหญ่เกิน 24 ที่นั่ง | 200.00 บาท |
5 | รถบรรทุก 4 ล้อ | 50.00 บาท |
6 | รถบรรทุก 6 ล้อ | 250.00 บาท |
7 | รถบรรทุก 10 ล้อ | 350.00 บาท |
8 | รถบรรทุกเกิน 10 ล้อ | 500.00 บาท |
4.2 กำหนดยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้รถโดยสารประจำทาง ระหว่างประเทศที่วิ่งในเส้นทางบึงกาฬ - บอลิคำไซ และเส้นทางบอลิคำไซ - บึงกาฬ และรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ของราชอาณาจักรไทย จำนวนไม่เกิน 50 คัน และรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวนไม่เกิน 50 คัน ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้กำหนดรูปแบบของบัตรยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ร่วมกัน จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ
- เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดด่านศุลกากรและด่านพรมแดน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ด่านศุลกากรนครพนม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดด่านศุลกากรและด่านพรมแดน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
กค. เสนอว่า
- ได้มีกฎกระทรวงกำหนดด่านศุลกากรและด่านพรมแดน พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงกำหนดด่านศุลกากรและด่านพรมแดน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2564 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจออกกฎกระทรวงในเรื่องดังต่อไปนี้ 1) กำหนดท่า ที่ หรือสนามบินใด ๆ ในราชอาณาจักรให้เป็นด่านศุลกากร โดยจะกำหนดเงื่อนไขในการดำเนินการทางศุลกากรตามที่เห็นสมควรไว้ด้วยก็ได้ รวมทั้งระบุเขตศุลกากรของด่านศุลกากรนั้น และ 2) กำหนดที่ใด ๆ ให้เป็นด่านพรมแดน โดยจะกำหนดเงื่อนไขในการดำเนินการทางศุลกากร ตามที่เห็นสมควรไว้ด้วยก็ได้ โดยในลำดับที่ 12 แห่งกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดด่านศุลกากรและเขตศุลกากร ดังนี้
1.1 ด่านศุลกากรนครพนม ตั้งอยู่เลขที่ 11 หมู่ที่ 11 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
1.2 เขตศุลกากร บริเวณด่านศุลกากรนครพนม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
- นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) ได้เดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2568 ณ จังหวัดนครพนม ระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2568 โดยได้ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนในพื้นที่ ณ ด่านศุลกากรนครพนมและมีข้อสั่งการให้ กค. (กรมศุลกากร) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานผลักดันให้ศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม เป็นศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้สามารถดำเนินพิธีการเกี่ยวกับนำเข้าและส่งออกได้ในจุดเดียว อันจะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการค้าชายแดนมากยิ่งขึ้น
- กค. พิจารณาแล้วเห็นว่า ปัจจุบันด่านศุลกากรนครพนม ตั้งอยู่เลขที่ 11 หมู่ที่ 11 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม มีระยะทางห่างจากด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม - คำม่วน) เพียงประมาณ 1 กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็นด่านศุลกากรชายแดนหลักในการรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ผ่านเส้นทาง R12 ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งทางบกที่เชื่อมต่อไปยังประเทศลาว เวียดนามและจีนตอนใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) และมีจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางสำคัญอื่น ๆ อีกหลายเส้นทาง เช่น ทางหลวง AH1 ซึ่งเป็นทางหลักมุ่งหน้าไปยังกรุงฮานอย และเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ของเวียดนามตอนกลางและยังเชื่อมต่อกับ Ho Chi Minh Highway ซึ่งเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ทั้งเวียดนามเหนือและใต้ จึงถือเป็นเส้นทางจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายสินค้าที่มีความหลากหลาย และเชื่อมต่อทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกับจังหวัดในแถบชายแดนภาคอีสานของไทย อาทิ การขนส่งสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียนไทยไปยังประเทศจีน ประกอบกับเพื่อดำเนินการตามข้อสั่งการตามข้อ 2. จึงได้มีการดำเนินการ ดังนี้
3.1 กรมศุลกากรได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้อาคารคลังตรวจสินค้าและเก็บของกลาง (คลังสินค้า R8) ซึ่งเป็นอาคารราชพัสดุบนที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ตั้งอยู่ถัดจากแนวรั้วด่านศุลกากรนครพนม เพื่อใช้เป็นสถานที่ตรวจปล่อยสินค้า
3.2 ปัจจุบันด่านศุลกากรนครพนมอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับ
การเปิดใช้งานศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม
ทั้งนี้ ในระยะแรกจะใช้อาคารคลังสินค้าศุลกากรภายในศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนมเป็นสถานที่ปฏิบัติพิธีการศุลกากรและตรวจของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ควบคู่กับการปฏิบัติพิธีการศุลกากรและตรวจของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ณ คลังสินค้า R8 โดยใช้เส้นทางขนส่งสินค้าจากด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 3 ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 295 เชื่อมเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 และเลี้ยวขวาเข้าถนน นพ 3008 ถึงด่านศุลกากรนครพนม
- โดยที่บริเวณคลังตรวจสินค้าและเก็บของกลาง (คลังสินค้า R8) และอาคารคลังสินค้าศุลกากรภายในศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม และยังมิได้อยู่ในเขตศุลกากรของด่านศุลกากรนครพนมตามกฎกระทรวงตามข้อ 1. จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเขตศุลกากร เพื่อให้สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งรองรับการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กค. จึงได้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดด่านศุลกากรและด่านพรมแดน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2564 โดยกำหนดเขตศุลกากรของด่านศุลกากรนครพนมเพิ่มเติม จากเดิม 1 แห่ง เป็น 3 แห่ง ได้แก่ 1) บริเวณด่านศุลกากรนครพนม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม (คงเดิม) 2) บริเวณคลังตรวจสินค้าและเก็บของกลาง (คลังสินค้า R8) ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม (เพิ่ม) และ 3) บริเวณอาคารคลังสินค้าศุลกากร ศูนย์การขนส่งชายแดน จังหวัดนครพนม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
กฎกระทรวงกำหนดด่านศุลกากร และด่านพรมแดน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2564 | ร่างกฎกระทรวงกำหนดด่านศุลกากรและด่านพรมแดน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... | เหตุผลที่แก้ไข | |||
ลำดับที่ 12 จังหวัด นครพนม ด่านศุลกากร 1. ด่านศุลกากรนครพนม ตั้งอยู่เลขที่ 11 หมู่ที่ 11 ตำบลอาจสามารถอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ท่า ที่ สนามบิน ที่นครพนม เขตศุลกากร 1. บริเวณด่านศุลกากรนครพนม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ด่านพรมแดนและเขตแดนทางบก 1. ด่านพรมแดนท่าเทียบเรือโดยสารการท่องเที่ยวนครพนม ตั้งอยู่ที่อาคารท่าเทียบเรือโดยสาร การท่องเที่ยวนครพนม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เขตแดนทางบก ราชอาณาจักรกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. ด่านพรมแดนท่าเทียบเรือสินค้านครพนม ตั้งอยู่บริเวณท่าเทียบเรือสินค้านครพนม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เขตแดนทางบก ราชอาณาจักรกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว | ลำดับที่ 12 จังหวัด นครพนม ด่านศุลกากร 1. ด่านศุลกากรนครพนม ตั้งอยู่เลขที่ 11 หมู่ที่ 11 ตำบลอาจสามารถอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ท่า ที่ สนามบิน ที่นครพนม เขตศุลกากร 1. บริเวณด่านศุลกากรนครพนม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม (คงเดิม) 2. บริเวณคลังตรวจสินค้าและเก็บของกลาง (คลังสินค้า R8) ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม (เพิ่ม) 3. บริเวณอาคารคลังสินค้าศุลกากร ศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม (เพิ่ม)
ด่านพรมแดนและเขตแดนทางบก 1. ด่านพรมแดนท่าเทียบเรือโดยสารการท่องเที่ยวนครพนม ตั้งอยู่ที่อาคารท่าเทียบเรือโดยสารการท่องเที่ยวนครพนม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เขตแดนทางบก ราชอาณาจักรกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. ด่านพรมแดนท่าเทียบเรือสินค้านครพนม ตั้งอยู่บริเวณท่าเทียบเรือสินค้านครพนม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เขตแดนทางบก ประชาธิปไตยประชาชนลาว |
คงเดิม เพิ่มเติมให้บริเวณคลังตรวจสินค้าและเก็บของกลาง (คลังสินค้า R8) และบริเวณอาคารคลังสินค้าศุลกากร ด่านศุลกากรนครพนม เป็นเขตศุลกากรของด่านศุลกากรนครพนมเพื่อประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน การขนส่งระหว่างประเทศ การจัดเก็บอากรศุลกากร การปฏิบัติพิธีการศุลกากรและการตรวจของที่ขนส่งเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและการตรวจตราป้องกันการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร คงเดิม
|
- การกำหนดเขตศุลกากรเพิ่มเติมตามร่างกฎกระทรวงนี้ เป็นการกำหนดเขตศุลกากรของด่านศุลกากรนครพนมให้สอดคล้องกับสถานที่ปฏิบัติราชการ และเป็นการส่งเสริมการค้าชายแดนเพื่อประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน การขนส่งระหว่างประเทศ การจัดเก็บอากรศุลกากรและการตรวจของที่ขนส่งเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร การอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติพิธีการศุลกากร และการตรวจตราป้องกันการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
- กค. เห็นว่า ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ มิได้เป็นร่างกฎที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการขออนุญาต ขออนุมัติ ขอความเห็นชอบ จดทะเบียน ขึ้นทะเบียน แจ้งขอประทานบัตร
ขออาชญาบัตร หรือร่างกฎที่กำหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งในการประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตของประชาชน หรือในการติดต่อ กับหน่วยงานของรัฐ หรือยื่นเอกสารใด ๆ ให้หน่วยงานของรัฐ จึงมิได้เป็นร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบตามกฎกระทรวงกำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2565
สังคม-เศรษฐกิจ
- เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาและขยายกรอบวงเงินโครงการ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง จากเดิมระยะเวลา 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 - พ.ศ. 2568) กรอบวงเงินโครงการทั้งสิ้น 3,561,620,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 - พ.ศ. 2570) กรอบวงเงินโครงการทั้งสิ้น 4,291,620,000 บาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สำหรับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น เห็นควรให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.)
สาระสำคัญของเรื่อง
- เรื่องนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและขยายกรอบวงเงินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง (โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ฯ) ดังนี้
รายการ | เดิม | ใหม่ (เสนอในครั้งนี้) | เพิ่มขึ้น |
ระยะเวลาดำเนินโครงการ | 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565-2568) | 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 - พ.ศ. 2570) | 2 ปี |
กรอบวงเงิน | 3,561.62 ล้านบาท | 4,291.62 ล้านบาท | 730.00 ล้านบาท |
โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นกรมชลประทานจะขอตั้งงบประมาณต่อไป
ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องขอขยายระยะเวลาและเพิ่มกรอบวงเงินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ฯ ในครั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการกำหนดราคาค่าทดแทนทรัพย์สินเพื่อการชลประทาน ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2564 และครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ได้มีมติกำหนดราคาค่าขนย้าย กรณีที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จากเดิมไร่ละ 80,000 บาท เป็นไร่ละ 100,000 บาท และกำหนดราคาค่าทดแทนต้นไม้และผลไม้เพิ่มขึ้น 3 ชนิด ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์ดี ต้นละ 18,470 บาท (เดิม 8,000 บาท) ต้นปาล์มน้ำมัน ต้นละ 5,800 บาท (เดิม 5,000 บาท) ต้นมังคุด ต้นละ 5,710 บาท (เดิม 3,000 บาท) ส่งผลให้ค่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม 2,500.00 ล้านบาท เป็น 3,230.00 ล้านบาท (วงเงินเพิ่มขึ้น 730.00 ล้านบาท) จึงทำให้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเป็นค่าที่ดินและทรัพย์สินตามแผนงานไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินให้กับผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดได้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมชลประทานจึงไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่ของราษฎรได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 [รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) ในขณะนั้น เป็นประธาน] ได้มีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและขยายกรอบวงเงินดังกล่าวด้วยแล้ว
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น สงป. เห็นว่า สำหรับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเห็นควรให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป
รวมถึงเห็นสมควรที่ กษ. โดยกรมชลประทานจะเร่งรัดดำเนินการโครงการให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ และ สศช. เห็นว่า กรมชลประทานควรมีแผนการติดตามตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่คงเหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้เป็นไปตามแผนและระยะเวลาที่ได้ขอขยายไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ล่าช้า
- เรื่อง การเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
- มอบหมายให้สำนักงบประมาณนำเรื่องการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อ 1 แล้ว เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
- มอบหมายให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดเพื่อชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
สาระสำคัญของเรื่อง
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ให้ความเห็นชอบแนวทางหลักเกณฑ์ แผนและขั้นตอนการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยให้หน่วยรับงบประมาณส่งรายการขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ให้สำนักงบประมาณพิจารณาและนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นั้น
สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้
- การเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
หน่วยรับงบประมาณเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มีการตรวจสอบและรับรองข้อมูลแล้วว่าการดำเนินการนั้นไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กฎหมายหรือระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับ หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด รวมทั้งกรณีแผนงานบูรณาการที่เสนอหน่วยงานเจ้าภาพเพื่อรวบรวมเสนอรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแผนงานบูรณาการนั้น ๆ พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลรายละเอียดคำขอเพิ่มงบประมาณในระบบ e - Budgeting ตามขั้นตอนครบถ้วน จำนวน 488 หน่วยรับงบประมาณ วงเงินทั้งสิ้น 139,545.8383 ล้านบาท
- การพิจารณาการขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
2.1 การพิจารณาการขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
สำนักงบประมาณได้พิจารณาการเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามแนวทาง หลักเกณฑ์แผนและขั้นตอนฯ ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่กำหนดให้หน่วยรับงบประมาณเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเฉพาะรายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ นโยบายสำคัญของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินทั้งสิ้น 37,584.6944 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1.1 เป็นรายจ่ายที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกพันที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายตามสิทธิ วงเงินทั้งสิ้น 11,706.7362 ล้านบาท
2.1.2 เป็นรายจ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ วงเงินทั้งสิ้น 2,631.1693 ล้านบาท
2.1.3 เป็นรายจ่ายเพื่อการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศรายจ่ายเพื่อการพัฒนาและวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมของประเทศ รายจ่ายเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน หรือรายจ่ายที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง ตลอดจนรายจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของหน่วยรับงบประมาณ โดยรายการที่เสนอขอเพิ่มงบประมาณต้องเป็นรายการที่มีอยู่ในคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินทั้งสิ้น 23,246.7889 ล้านบาท
โดยการเสนอขอเพิ่มงบประมาณดังกล่าว สามารถจำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ รายละเอียดปรากฏตามตารางที่ 1 และจำแนกตามกระทรวง รายละเอียดปรากฏตามตารางที่ 2
ตารางที่ 1 จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
หน่วย : ล้านบาท
ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ | งบประมาณ |
รวมทั้งสิ้น | 37,584.6944 |
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง | 5,736.1380 |
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน | 6,032.5480 |
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ | 1,600.2586 |
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม | 9,952.6733 |
ยุทธศาสตร์ที่ 5 ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | 49.2860 |
ยุทธศาสตร์ที่ 6 ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ | 573.7905 |
รายการค่าดำเนินการภาครัฐ | 13,640.0000 |
ตารางที่ 2 จำแนกตามกระทรวง
หน่วย : ล้านบาท
กระทรวง | งบประมาณ |
รวมทั้งสิ้น | 37,584.6944 |
1. งบกลาง | 13,640.0000 |
2. สำนักนายกรัฐมนตรี | 1,236.8357 |
3. กระทรวงกลาโหม | 1,872.0339 |
4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ | 11.0000 |
5. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม | 21.5480 |
6. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม | 148.8357 |
7. กระทรวงมหาดไทย | 20.0000 |
8. กระทรวงยุติธรรม | 607.9405 |
9. กระทรวงแรงงาน | 2,000.0000 |
10. กระทรวงศึกษาธิการ | 2,958.0867 |
11. กระทรวงสาธารณสุข | 186.8255 |
12. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีฯ | 2,548.4862 |
13. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น | 209.1430 |
14. ทุนหมุนเวียน | 12,123.9592 |
2.2 การพิจารณาการเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
หน่วยรับงบประมาณ ไม่มีการเสนอขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
- เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (มติสมัชชาสุขภาพ เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ)
- มีนโยบายทางการคลังสนับสนุนการใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ
- มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานระดับจังหวัด และท้องถิ่นระดับต่าง ๆ พิจารณานำสาระสำคัญของมติบรรจุเป็นนโยบายและแผน เพื่อดำเนินการตามบทบาทภาระหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยให้ คสช. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็น กค. และ สศช. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
- ปัจจุบันการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อได้เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในประเทศไทยประมาณ 400,000 คนต่อปี และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์ถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี รวมทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับคนที่อายุน้อยลง ทำให้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของคนวัยทำงาน การพัฒนาประเทศและจะทำให้ภาระการบริการรักษาสุขภาพของระบบหลักประกันสุขภาพอาจรองรับไม่ได้ในอนาคต คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะ ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (คณะกรรมการพัฒนานโยบายเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ) เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและประสานความร่วมมือขับเคลื่อนการสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ
การจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นและการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ได้มาซึ่งฉันทมติต่อข้อเสนอเชิงนโยบายใน
การลดโรคไม่ติดต่อ - คณะกรรมการพัฒนานโยบายเพื่อลดโรคไม่ติดต่อจึงได้จัดประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาสังคม เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมีฉันทมติต่อสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (มติสมัชชาสุขภาพเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
สาระสำคัญของนโยบาย | ตัวอย่างบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
1) พัฒนาระบบนิเวศและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและลดโรคไม่ติดต่อ โดยการเอาผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและพื้นที่เป็นตัวตั้งรวมทั้งการใช้หลักการด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและใช้กลไกการคลังสร้างแรงจูงใจ ผ่านรูปแบบตัวเงิน (เช่น ภาษี บัตรกำนัล เงินอุดหนุน) เพื่อจูงใจบุคคล ผู้บริโภค หรือผู้ประกอบการในการจัดการบริการเพื่อเข้าถึงสินค้าและบริการที่ดีต่อสุขภาพ และใช้หลักการกลไกเครดิตทางสังคมที่ใช้สิทธิประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินร่วมด้วย | 1) กระทรวงการคลัง (กค.) พัฒนากลไกการคลังเพื่อสร้างแรงจูงใจเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (2) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กำหนดนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพ (3) กระทรวงแรงงาน (รง.) สนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างเสริมสุขภาพและบรรจุสิทธิประโยชน์เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้กับพนักงาน |
2) จัดทำมาตรการหลักจัดการสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมในระดับประเทศและระดับพื้นที่ ประกอบไปด้วย การจัดระเบียบและลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพ การส่งเสริมการผลิต การพัฒนามาตรฐานเพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัตถุดิบ สินค้า และบริการที่ดีต่อสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีวิถีชีวิตที่เหมาะสม รวมถึงสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เข้าถึงได้สะดวก เหมาะสม ในแต่ละช่วงวัยและทุกกลุ่ม และสร้างความตระหนักรู้ ความรอบรู้ และสื่อสารข้อมูล ข่าวสารเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ถูกต้องเหมาะสม | (1) กค. ขับเคลื่อนการเพิ่มภาษีสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือที่มีน้ำตาล ยาสูบ และต่อต้านการค้ายาสูบที่ผิดกฎหมาย (2) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพให้กับผู้ประกอบการ (3) กระทรวงคมนาคม (คค.) พัฒนามาตรฐานและส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมของรถ ทางเดินเท้า (4) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ และการพัฒนาองค์กรเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (5) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำกับดูแลสื่อต่าง ๆ ในการจัดการโรคไม่ติดต่อ |
3) การพัฒนาระบบและกลไกกระบวนการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการหลัก ประกอบด้วย เครื่องมือนโยบายและมาตรฐาน การออกแบบพัฒนานวัตกรรม โมเดล และการขยายผลเชิงระบบ เพื่อเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ความริเริ่มใหม่ในการจัดการปัญหา รวมทั้งการพัฒนาระบบกำกับ ติดตาม ประเมินผลลัพธ์และระบบตัดสินใจ บริหาร และการสนับสนุนการลงทุน | (1) สธ. สร้างระบบนิเวศที่ลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ระบบข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาวะของประชาชน รวมทั้งกำกับติดตามความก้าวหน้า และบูรณาการความร่วมมือต่าง ๆ (2) กระทรวงมหาดไทย (มท.) บรรจุประเด็นโรคไม่ติดต่อในแผนการดำเนินงาน (3) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุม |
ทั้งนี้ คสช. [รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นประธาน)] ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพเพื่อลดโรคไม่ติดต่อด้วยแล้ว โดยมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เช่น (1) ควรพัฒนากลไกทางการคลัง ทั้งด้านการเสริมแรงทางบวกและทางลบ (2) ต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมช่วยปรับพฤติกรรมและเพิ่มการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ และ (3) ควรบูรณาการหลักการต่าง ๆ ในเครื่องมือภายใต้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เพื่อขับเคลื่อนในชุมชนและท้องถิ่น และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
- กค. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พณ. กระทรวงแรงงาน และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดย กค. เห็นว่า การพิจารณามาตรการทางภาษีเพื่อสุขภาพจะต้องคำนึงถึงข้อจำกัดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น อาทิ การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 การคำนึงถึงการสูญเสียรายได้ของรัฐบาล ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม และผลกระทบต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ดี การใช้หลักการกลไกการคลังสร้างแรงจูงใจผ่านรูปแบบตัวเงินเกี่ยวกับหลายหน่วยงานต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันในการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อสุขภาพที่มีความยั่งยืนต่อไป และ สศช. เห็นควรให้ดำเนินงานที่ตอบสนองต่อความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมายและบริบทในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการออกแบบมาตรการที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับความต้องการของประชาชนแต่ละกลุ่มวัย
- เรื่อง การเสนอคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้
- รับทราบการเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำหรับคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ
- มอบหมายให้สำนักงบประมาณนำเรื่องการเสนอคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ตามที่คณะรัฐมนตรีรับทราบ ตามข้อ 1 แล้ว เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
- มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระ และองค์กรอัยการจัดทำรายละเอียดเพื่อชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
สาระสำคัญของเรื่อง
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ให้ความเห็นชอบแนวทางหลักเกณฑ์ แผนและขั้นตอนการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรณีหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการให้ยื่นคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยตรง นั้น
สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้
- การเสนอคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ได้ยื่นคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 10 หน่วยรับงบประมาณ วงเงินทั้งสิ้น 2,556.9321 ล้านบาท ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณาเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
- สำนักงบประมาณพิจารณาแล้ว ขอเรียนเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำหรับคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ตามแนวทาง หลักเกณฑ์ แผนและขั้นตอนการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 14กรกฎาคม 2569 จำนวน 10 หน่วยรับงบประมาณ วงเงินทั้งสิ้น 988.0293 ล้านบาท รายละเอียดปรากฎตาม ตารางที่ 1
ตารางที่ 1 การพิจารณาการเสนอคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ
หน่วย : ล้านบาท
กระทรวง | หน่วยงานฯ ขอแปรญญัติ | ความเห็น สำนักงบประมาณ |
รวม | 2,556.9321 | 988.0293 |
หน่วยงานของรัฐสภา 1. สถาบันพระปกเกล้า 2. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานของศาล 1. สำนักงานศาลปกครอง 2. สำนักงานศาลยุติธรรม หน่วยงานขององค์กรอิสระหรือองค์กรอัยการ 1. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน 2. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 3. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 5. สำนักงานอัยการสูงสุด 6. สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุนหมุนเวียน 1. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำหรับกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา | 184.6377 30.1376 154.5001 369.1663 124.5611 244.6052 1,570.6034 74.9974 1,104.4739 18.5490 72.8483 247.3267 52.4081 432.5247 432.5247 | 131.2902 11.0671 120.2231 318.6700 113.7695 204.9005 538.0691 74.7091 85.5903 14.9603 71.6044 247.3267 43.8783 - - |
สำหรับรายละเอียดการเสนอคำขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำแนกตามแผนงานและหน่วยรับงบประมาณ
- เรื่อง การจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนเพื่อเตรียมความพร้อมดำเนินการตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ แผนการดำเนินงานจัดทำคู่มือสำหรับประชาชน (แผนการดำเนินงานฯ) และหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาอนุญาตและการบริการของหน่วยงานของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ประชาชน (หลักเกณฑ์ฯ) รวมทั้งให้หน่วยงานของรัฐเร่งรัดการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชน (คู่มือฯ) ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานฯ และหลักเกณฑ์ฯ พร้อมทั้งให้ ก.พ.ร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของ สศช. รวมทั้งข้อเสนอแนะของ สปน. และ สพร. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ก.พ.ร. รายงานว่า
- สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 (พระราชบัญญัติฯ) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 และจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยจะครบกำหนดในวันที่ 4 มกราคม 2570 เว้นแต่หมวด 1 บททั่วไปและมาตรา 38 วรรคสอง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำคู่มือฯ สรุปได้ ดังนี้
1.1 มาตรา 14 บัญญัติให้ในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้การกระทำใดจะต้องได้รับอนุญาต และมาตรา 26 บัญญัติให้กรณีที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐใด มีหน้าที่และอำนาจใน
การพิจารณา รับรอง เห็นชอบ ให้ความเห็น จ่ายเงิน ให้ได้รับสวัสดิการ รวมทั้งดำเนินการหรือการให้บริการอื่นใดแก่ประชาชน ประกอบมาตรา 38 บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐจะต้องทบทวนคู่มือฯ ในงานอนุญาตที่จัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 และจัดทำคู่มือฯ ในงานบริการให้แล้วเสร็จ ก่อนที่กฎหมายจะมีผลใช้บังคับ
1.2 มาตรา 14 วรรคห้าและวรรคหก บัญญัติให้สำนักงาน ก.พ.ร. ตรวจสอบคู่มือฯ ให้สอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดย ก.พ.ร. จะพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีให้หน่วยงานของรัฐผู้อนุญาตปฏิบัติในการพิจารณาอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการจัดทำคู่มือฯ เพิ่มเติมได้ ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐต้องเร่งจัดทำและทบทวนคู่มือฯ ในงานอนุญาตและงานบริการที่สอดคล้องตามองค์ประกอบของกฎหมายและหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามมาตรา 14 มาตรา 26 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติฯ ให้แล้วเสร็จ และพร้อมเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบได้อย่างครบถ้วนนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจนและเป็นปัจจุบันใน
การติดต่อขอรับบริการกับหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น สำนักงาน ก.พ.ร. จึงได้จัดทำแผนการดำเนินงานฯ และหลักเกณฑ์ฯ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้หน่วยงานของรัฐจัดทำคู่มือฯ และเพื่อให้มีหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบคู่มือฯ ที่สอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อรองรับการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวทันทีที่มีผลใช้บังคับเสนอต่อ ก.พ.ร.
- ก.พ.ร. ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 มีมติรับทราบแผนการดำเนินงานฯ และเห็นชอบหลักเกณฑ์ฯ และให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อผลักดันให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำคู่มือฯ ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานฯ และหลักเกณฑ์ฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
2.1 แผนการดำเนินงานฯ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดแผนการดำเนินงานฯ โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานของรัฐจัดทำ ทบทวน และเผยแพร่คู่มือฯ ให้ครบถ้วนในวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ โดยมีแผนการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
แผนการดำเนินงาน | ระยะเวลาดำเนินการ |
(1) การแจ้งแนวทางการดำเนินการ สำนักงาน ก.พ.ร. แจ้งเวียนแนวทางการดำเนินการทบทวนและจัดทำคู่มือฯ และให้หน่วยงานแจ้งยืนยันรายชื่องานอนุญาตและงานบริการ | กรกฎาคม 2569
|
(2) การทบทวนและจัดทำคู่มือฯ หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำและทบทวนคู่มือฯ ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติฯ และแนวทางการดำเนินการของสำนักงาน ก.พ.ร. โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุญาตหรือให้บริการที่ลดขั้นตอน ระยะเวลา เอกสาร ที่ใช้ในการดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระแก่ประชาชน | กรกฎาคม-กันยายน 2569
|
(3) การให้คำปรึกษาในการดำเนินการ สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จะจัดให้มีการให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการทบทวนและจัดทำคู่มือฯ รวมถึงการดำเนินการตามพระราชบัญญัติฯ | กรกฎาคม-สิงหาคม 2569
|
(4) การนำเข้าข้อมูลคู่มือฯ โดยหน่วยงานของรัฐเริ่มนำข้อมูลคู่มือฯ | ตุลาคม 2569 |
(5) การตรวจสอบคู่มือฯ สำนักงาน ก.พ.ร. เริ่มตรวจสอบคู่มือฯ (Post Audit) ของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามมาตรา 14 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติฯ โดยหากเรื่องใดเป็นภาระเกินสมควรหรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานของรัฐผู้อนุญาตอาจไม่สามารถปฏิบัติตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้ สำนักงาน ก.พ.ร. จะดำเนินการแจ้งหน่วยงานดังกล่าวให้แก้ไขปรับปรุงคู่มือฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด | ธันวาคม 2569 |
(6) การเผยแพร่คู่มือฯ หน่วยงานของรัฐเผยแพร่คู่มือฯ ในงานอนุญาตและงานบริการที่จัดทำหรือปรับปรุงตามพระราชบัญญัติฯ ได้ครบถ้วนในวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ 180 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มีผลใช้บังคับวันที่ 4 มกราคม 2570) | มกราคม 2570 |
2.2 หลักเกณฑ์ฯ ซึ่งได้นำหลักการของพระราชบัญญัติฯ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและแนวปฏิบัติที่ดีจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) มากำหนดเป็นหลักเกณฑ์ฯ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้หน่วยงานของรัฐจัดทำหรือทบทวนคู่มือฯ ให้สอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและเป็นแนวทางในการตรวจสอบคู่มือฯ แบ่งเป็น 2 หลักเกณฑ์ ดังนี้
2.2.1 หลักเกณฑ์ด้านองค์ประกอบของคู่มือฯ โดยคู่มือฯ มีองค์ประกอบ ดังนี้
(1) ชื่อคู่มือฯ
(2) หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการยื่นคำขอ
(3) ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ
(4) ขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตหรือให้บริการ รวมถึงหลักเกณฑ์และแนวทางการตรวจสอบการประกอบกิจการหรือการดำเนินการ (ถ้ามี)
(5) รายการเอกสารหรือหลักฐานที่ต้องยื่นมาพร้อมคำขอ
(6) แนวทางการใช้ดุลพินิจ
(7) ช่องทางการให้บริการ
(8) ช่องทางการร้องเรียน
(9) ใบอนุญาต
(10) แบบประเมินคุณสมบัติและเงื่อนไขเบื้องต้น (Self Assessment) (ถ้ามี)
2.2.2 หลักเกณฑ์ด้านสาระที่สอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แบ่งออกเป็น 4 กรอบหลัก ดังนี้
(1) ความโปร่งใส (Transparency) ได้แก่ การระบุขั้นตอนระยะเวลา ค่าธรรมเนียม และเหตุผลประกอบการพิจารณาอย่างชัดเจน ลดการใช้รูปแบบการพิจารณาโดยคณะกรรมการที่ไม่จำเป็น โดยมีรายการตรวจสอบ ดังนี้
1) จำแนกขั้นตอนพร้อมระบุระยะเวลารวมชัดเจน
2) ใช้ระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น
3) ระบุขั้นตอนและระยะเวลาการตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารคำขอให้ชัดเจน โดยหากยื่นเอกสารคำขอ ณ จุดให้บริการ เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบความครบถ้วนให้แล้วเสร็จทันที และหากยื่นเอกสารคำขอผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีการตรวจสอบความครบถ้วนให้แล้วเสร็จภายในวันทำการถัดไป
4) ระบุค่าธรรมเนียมชัดเจน
5) ระบุเงื่อนไข เช่น เงื่อนไขการยกเว้น/ลดหย่อนค่าธรรมเนียม
(2) การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและรัฐไร้รอยต่อ (Citizen-Centric & Seamless Government) ยึดหลักการบริการที่ลดภาระประชาชนเป็นสำคัญโดยต้องยกเลิกการเรียกเก็บสำเนาเอกสารที่รัฐมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว (Once-only Principle) และผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Data Sharing) เพื่อก้าวสู่การบริการแบบไร้รอยต่อและการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการติดต่อด้วยตนเองของประชาชน (Zero Touch) โดยมีรายการตรวจสอบ ดังนี้
1) ระบุรายการเอกสารครบถ้วน
2) ไม่เรียกเอกสารที่รัฐออกให้หรือมีไว้ในครอบครองและเชื่อมโยงผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐได้
3) ระบุช่องทางหรือลิงก์ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม (ถ้ามี)
4) ระบุช่องทางให้บริการ ณ จุดบริการ และช่องทาง e-Service รวมถึงการระบุวิธีการในการให้ข้อมูล การแจ้งผลการดำเนินการที่ชัดเจน
5) ระบุใบอนุญาตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ
(3) การลดใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ (Official Discretion Reduction) เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์และลดความไม่ชัดเจน โดยต้องกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการพิจารณาให้ปราศจากความคลุมเครือ ต้องระบุเหตุผลและข้อกำหนดในการปฏิเสธคำขอที่ชัดเจน พร้อมทั้งแจ้งสิทธิและช่องทางการอุทธรณ์ให้ประชาชนทราบโดยครบถ้วน โดยมีรายการตรวจสอบ ดังนี้
1) ขั้นตอน ระยะเวลา ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการและรายการเอกสารหลักฐานที่กำหนดในคู่มือฯ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องไม่เกินจากที่กำหนดไว้ในคู่มือกลาง
2) ระบุแนวทางการใช้ดุลพินิจ
3) ไม่มีข้อความปลายเปิด เช่น “ตามที่เห็นสมควร” ในคู่มือฯ
4) ระบุเหตุแห่งการปฏิเสธและสิทธิอุทธรณ์ชัดเจน
5) หากยื่นครบตามคู่มือฯ แล้ว จะเรียกเอกสารเพิ่มไม่ได้
(4) การสร้างกลไกที่ตรวจสอบได้และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Accountability & Feedback Loop) มุ่งเน้นการสร้างช่องทางรับฟังความคิดเห็นการร้องเรียน หรือการแจ้งเบาะแสทุจริตที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย พร้อมทั้งพัฒนาระบบติดตามสถานะผลการพิจารณาเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความคืบหน้าของเรื่องที่ยื่นได้ตลอดเวลา อันเป็นการสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ โดยมีรายการตรวจสอบ ดังนี้
1) ระบุช่องทางร้องเรียนและแจ้งเบาะแส
2) ระบุช่องทางติดตามสถานะการพิจารณา
2.3 การทบทวนคู่มือฯ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นควรมุ่งเน้นการดำเนินการในประเด็นสำคัญเพิ่มเติม ดังนี้
2.3.1 การทบทวนคู่มือฯ เพื่อปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุญาตหรือการให้บริการ โดยลดขั้นตอน ระยะเวลาในการดำเนินการ การนำเทคโนโลยีมาใช้ การเรียกเอกสารประกอบคำขอเท่าที่จำเป็น การปรับเปลี่ยนจากการอนุญาตเป็นจดแจ้ง จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียน รวมถึงการบูรณาการการตรวจสอบกิจการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน (ถ้ามี) เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและเป็นภาระแก่ผู้ประกอบการ
2.3.2 เร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (Government Data Exchange: GDX) เพื่อลดภาระในการขอเอกสารจากประชาชนและพัฒนาระบบการดึงข้อมูลมาเติมในแบบฟอร์มคำขอแบบอัตโนมัติ (Pre-fill) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดต่อราชการ
2.3.3 สื่อสารกระบวนการขออนุญาตหรือให้บริการโดยใช้รูปแบบการสื่อสารที่เข้าใจง่ายและสอดคล้องกับพฤติกรรมการรับรู้ของประชาชนในปัจจุบัน เช่น อินโฟกราฟิก คลิปวิดีโอสั้น หรือการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
3. ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดทำแผนการดำเนินงานฯ และหลักเกณฑ์ฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน โดยกำหนด ขั้นตอน วิธีการ ระยะเวลา เอกสารหลักฐานและช่องทางการให้บริการที่ชัดเจน ลดขั้นตอนการอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดเอกสารประกอบการพิจารณา
ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ อันเป็นการลดภาระและต้นทุนให้กับประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการทุจริตและ
การเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ นอกจากนี้ คู่มือฯ ยังช่วยให้ประชาชนสามารถรับรู้สิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขในการรับบริการของรัฐได้อย่างถูกต้อง เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานได้ ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐมีมาตรฐานการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ เกิดการพัฒนาการให้บริการในรูปแบบดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และยกระดับคุณภาพการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง จากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ จำนวน 155,333,010 บาท เป็นวงเงิน 162,700,000 บาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - พ.ศ. 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - พ.ศ. 2571 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับมติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) และให้ สธ. (สป.สธ.) รับความเห็นของ มท. และ สศช. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
- เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งรวมถึงรายการอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง (อาคารสนับสนุนบริการโรงพยาบาลปัตตานีฯ) โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2569 (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) รวมทั้งสิ้น 155.30 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติรายการดังกล่าว สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของงานฐานรากเสาเข็มเจาะระบบเปียกจากความยาว 21 เมตร เป็น 35 เมตร และระบบลิฟต์โดยสารเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้มารับบริการในโรงพยาบาล ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 162.70 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ข้างต้น จำนวน 7.40 ล้านบาท
- สำนักงบประมาณ (สงป.) เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติให้ สธ. โดย สป.สธ. เพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการอาคารสนับสนุนบริการโรงพยาบาลปัตตานีฯ เป็นวงเงิน 162.70 ล้านบาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2571 ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดย สศช. เห็นว่า สธ. ควรมีการเร่งรัดและกำกับการดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและข้อกำหนดในสัญญาเพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด มท. เห็นว่าขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด
- เรื่อง ขออนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมการปกครองดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินทั้งสิ้น 433,519,268 บาท โดยใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต่อไปตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 433,519,268 บาท เพื่อดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ดังนี้
1) กิจกรรมที่ 1 : การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย ครอบคลุมจังหวัดติดชายแดนไทย - กัมพูชา
2) กิจกรรมที่ 2 : การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เพื่อการสื่อสารด้านความมั่นคงสู่ชุมชนพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา
3) กิจกรรมที่ 3 : การปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัล ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อให้บังเกอร์และหลุมหลบภัยเป็นสถานที่หลบภัยในกรณีเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ (2) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง ในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง (3) เพื่อเสริมสร้างระบบการสื่อสารของภาครัฐในระดับพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพเข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ได้อย่างทั่วถึงและถูกต้อง (4) เพื่อเสริมสร้างระบบการสื่อสารของภาครัฐในระดับพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพเข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านชุมชนชายแดนไทย - กัมพูชา 7 จังหวัด 22 อำเภอได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และถูกต้อง และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาทางด้านความมั่นคงอื่น ๆ เช่น การรุกล้ำพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชน การลักลอบเข้าเมือง ลักลอบขนของหนีภาษี
ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
- เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา (โครงการฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2,854.74 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- พื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าลาด จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ทำให้มีการขยายตัวของชุมชนเมืองเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว โดยผลการประเมินความต้องการใช้ของน้ำจังหวัดฉะเชิงเทรา 20 ปี (ปี 2560 – 2580) พบว่าในปี 2580 ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,673 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในขณะที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียง 1,510 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำสำหรับรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต อีกทั้งลุ่มน้ำคลองท่าลาดเป็นลุ่มน้ำย่อมของลุ่มน้ำบางปะกงซึ่งประสบปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มเนื่องจากในฤดูแล้งของทุกปีปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและอ่างเก็บน้ำคลองระบมไม่เพียงพอที่จะผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้การผลิตน้ำประปาในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรามีค่าความเค็มเกินมาตรฐานที่กำหนด ในการนี้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จึงได้จัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมและการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำคลองระบมตอนล่าง อำเภอสนามชัย เขตจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยผลการศึกษาพบว่า ควรดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มจำนวน 3 แห่ง (จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองระบมและอ่างเก็บน้ำคลองสียัด) ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยกรอกเคียน (ความจุ 19.2 ล้านลูกบาศก์เมตร) [คณะรัฐมนตรีมีมติ (8 กรกฎาคม 2563 และ 19 สิงหาคม 2568)] อ่างเก็บน้ำคลองกะพง (ความจุ 27.5 ล้านลูกบาศก์เมตร) (อยู่ระหว่างจัดทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี) และอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง (ความจุ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร) ซึ่งเป็นโครงการที่กรมชลประทานขอเสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้
ทั้งนี้ มีกำหนดแผนงานโครงการฯ 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) ใช้กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2,854.74 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนดินความจุ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร อาคารระบายน้ำล้น อาคารท่อระบายน้ำลงน้ำเดิม อาคารท่อส่งน้ำฝั่งขวา อาคารท่อส่งน้ำฝั่งซ้ายและระบบส่งน้ำ อีกทั้งโครงการฯ จะสามารถช่วยเหลือพื้นที่รับประโยชน์ในฤดูฝนจำนวน 10,000 ไร่ และฤดูแล้งจำนวน 3,000 ไร่ รวมถึงสนับสนุนการอุปโภคบริโภคพื้นที่ EEC จังหวัดฉะเชิงเทราประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
- ในการเสนอขออนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา (โครงการฯ)
ในครั้งนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการทบทวนและปรับปรุงรายละเอียดของโครงการฯ ตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี [(พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ในขณะนั้น] พร้อมทั้งปรับปรุงข้อมูลโครงการฯ ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยในส่วนของการขอใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น กรมชลประทานแจ้งว่าสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราในการประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ได้มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทานใช้พื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งเห็นควรยกเว้นการเรียกเก็บค่าตอบแทน
การขอใช้ที่ดิน เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยส่วนราชการและเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการฯ กรมชลประทานจะดำเนินการชำระค่าขนย้ายและรื้อย้ายของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ได้รับหนังสือคำขอสละสิทธิของบุคคลที่ได้รับสิทธิในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และให้ ส.ป.ก. จังหวัดฉะเชิงเทราออกหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ต่อไป
นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดประชุมรับฟังความเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ พร้อมทั้งปรับเพิ่มงบประมาณค่าที่ดินของโครงการฯ จากเดิม 800 ล้านบาท เป็น 1,314 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2564 จำนวน 514 ล้านบาท) เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและรื้อย้ายของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งได้จัดสรรงบประมาณสำหรับติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม 20 ล้านบาท (เท่ากับที่เคยกำหนดในปี 2540) เพื่อบูรณาการดำเนินงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การปลูกป่าทดแทนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของพื้นที่ ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติโครงการฯ ต่อไป
- คณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกงและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและโครงการสำคัญได้มีมติเห็นชอบโครงการฯ แล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2568 ประกอบกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบด้วย โดยให้กรมชลประทานดำเนินการเพิ่มเติม เช่น เร่งรัดกระบวนการจัดหาที่ดิน และจ่ายค่ารื้อย้ายทรัพย์สินกับผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างต่อเนื่องและเร่งรัดออกแบบระบบส่งน้ำของอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิงให้สอดคล้องกับแผนการก่อสร้างเพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่
รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องตามที่ กษ. เสนอ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น ทส. และ สทนช. ขอให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามความเห็นของ กนช. อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะในประเด็นการจัดหาที่ดินและจ่ายค่ารื้อย้ายทรัพย์สินให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ และการออกแบบระบบส่งน้ำให้สอดคล้องกับแผนการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
| ต่างประเทศ |
- เรื่อง การจัดทำร่างข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อการจัดทำร่างข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์ (ร่างข้อตกลงฯ) โดยหากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของร่างความตกลงฯ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญหรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ วธ. สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในร่างข้อตกลงฯ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- การจัดทำข้อตกลงฯ เป็นข้อริเริ่มของฝ่ายไทย ซึ่งมุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระดับทวิภาคีไทย - นิวซีแลนด์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - นิวซีแลนด์ ในปี พ.ศ. 2569
- ประโยชน์ : ร่างข้อตกลงฯ จะเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือในด้านศิลปะวัฒนธรรมระหว่างไทยและนิวซีแลนด์บนพื้นฐานของการต่างตอบแทนและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ต่อไปในอนาคต
- กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ (กต.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างข้อตกลงฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
- เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 11 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 11 (ร่างแถลงการณ์ฯ) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ โดยหากมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติม ปรับปรุง และแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
- อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองแถลงการณ์ฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องในการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ระหว่างวันที่ 24 - 25 สิงหาคม 2569 ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน)
สาระสำคัญของเรื่อง
- จีนในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย - แปซิฟิก (เอเปค) ประจำปี 2569 มีกำหนดจัดการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 24 - 25 สิงหาคม 2569 ณ เมืองหางโจว จีน โดยในระหว่างการประชุมดังกล่าวจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ฯ และร่างเอกสารหลักการเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารในภูมิภาคเอเปคผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (ร่างเอกสารหลักการฯ) รวมจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งถือเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมฯ โดยไม่มีการลงนามและไม่มีข้อกำหนดให้มีการดำเนินการโดยใช้งบประมาณ
1.1 ร่างแถลงการณ์ฯ มีสาระสำคัญ 1) เปลี่ยนแปลงระบบอาหารและการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล 2) สนับสนุนแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร 3) สนับสนุนแนวทางการเกษตรที่ใช้ได้จริง อิงหลักวิทยาศาสตร์ 4) สนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้าน
การจัดการประมง 5) ส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า 6) ส่งเสริมการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนในระบบเกษตรและอาหาร 7) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อย
1.2 ร่างเอกสารหลักการฯ เป็นเอกสารที่นำเสนอหลักการสำคัญให้เขตเศรษฐกิจยึดถือโดยสมัครใจเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในกรอบการทำงานของเอเปค โดยมีหลักการสำคัญ 5 ประการ หลักการที่ 1 เสริมสร้างการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลและหลักวิทยาศาสตร์ หลักการที่ 2 ส่งเสริมการประยุกต์ใช้และการบูรณาการเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรม หลักการที่ 3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมอย่างทั่วถึง หลักการที่ 4 เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ หลักการที่ 5 ส่งเสริมการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
- กษ. ได้สอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก กษ. จํานวน 23 หน่วยงาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กษ. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กต. ไม่มีข้อขัดข้องต่อสารัตถะและถ้อยคำโดยรวมของร่างแถลงการณ์ฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นควรให้เพิ่มถ้อยคำบางประการ (กษ. แจ้งว่า ได้มีการปรับรายละเอียดของร่างแถลงการณ์ฯ ตามความเห็นเพิ่มเติมของ กต. แล้ว) และมีความเห็นสอดคล้องกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างแถลงการณ์ฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่มีรูปแบบ ถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ กอปรกับไม่มีการลงนามในร่างแถลงการณ์ฯ ดังนั้น จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
- เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างขอบเขตข้อกำหนดสำหรับการประชุม Navy to Navy Talks ระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพเรือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Terms of Reference for Navy to Navy Talks between the Royal Thai Navy and the Naval Service, Ministry of National Defence of Vietnam)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ ดังนี้
- 1. เห็นชอบต่อร่างขอบเขตข้อกำหนดสำหรับการประชุม Navy to Navy Talks ระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพเรือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (เวียดนาม) (Terms of Reference for Navy to Navy Talks between the Royal Thai Navy and the Naval Service, Ministry of National Defence of Vietnam) (ร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ)
- 2. ให้ผู้บัญชาการทหารเรือหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ร่วมลงนามในร่างขอบเขตข้อกําหนดฯ
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ ให้ กห. พิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
สาระสำคัญของเรื่อง
- 1. กองทัพเรือกับกองทัพเรือเวียดนามได้จัดทำร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ เพื่อเป็นการกำหนดรายละเอียดสำหรับการประชุม Navy to Navy Talks ระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพเรือเวียดนาม ในการเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างกัน วัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านยุทธศาสตร์และนโยบายที่เป็นลักษณะเฉพาะต่อความมั่นคง ตลอดจนขอบเขตความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในระดับต่าง ๆ
- 2. ประโยชน์และผลกระทบ: การจัดทำร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ เป็นการกำหนดรายละเอียดสำหรับการประชุม Navy to Navy Talks ระหว่างกองทัพเรือกับกองทัพเรือเวียดนาม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในระดับทวิภาคี รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- 3. กรมเอเชียตะวันออก (กต.) และ สคก. มีความเห็นสอดคล้องกันว่าร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ
ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย สคก. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทยตามมาตรา
4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 จึงต้องเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินการต่อไป
- เรื่อง ร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการและร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration : PCA)
- อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ....
- อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทน ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านฯ โดยหากผู้ลงนามไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ กต. ดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้บุคคลดังกล่าวลงนามในร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านฯ
- มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีตาม ร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านฯ ซึ่งรวมถึงการมอบหมายให้
4.1 กระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงภายใต้มาตรา 12 (1)ของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 (เพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราของ (1) ผู้ตัดสินของ PCA และสมาชิกในครอบครัวของบุคคลดังกล่าว และ (2) เจ้าหน้าที่ของ PCA และสมาชิกในครอบครัวของบุคคลดังกล่าว)
4.2 กรมสรรพสามิตใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีตามความตกลงประเทศเจ้าบ้านฯ (เพื่อยกเว้นภาษีสรรพสามิตจากกรณีต่าง ๆ เช่น การขายสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ การซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในทางการ)
4.3 กรมสรรพากรใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพันธกรณีตามความตกลงประเทศเจ้าบ้านฯ โดยคำนึงว่าประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติต่อศาลประจำอนุญาโตตุลาการเท่าเทียมกับสถานเอกอัครราชทูตองค์การสหประชาชาติหรือทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ตามมาตรา 80/1 (5)แห่งประมวลรัษฎากร (เพื่อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการซื้อทรัพย์สินที่สำคัญเพื่อใช้ในทางการของ PCA)
สาระสำคัญของเรื่อง
ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA)เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ให้บริการด้านการอนุญาโตตุลาการและมีบทบาทสำคัญในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นภาคีอนุสัญญาโดยเมื่อปี 2562 PCA ได้เสนอจัดทำความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับรัฐบาลไทยสำหรับการจัดประชุมหรือดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาโตตุลาการของ PCA ในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทย ในฐานะประเทศเจ้าบ้านมีภาระหน้าที่ที่จะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ PCA ในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดหาสถานที่จัดประชุม สาธารณูปโภค รวมถึงให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันต่าง ๆ เช่น กำหนดให้รัฐบาลต้องอนุญาตและคุ้มครองการสื่อสารโดยเสรีของ PCA ยกเว้นข้อจำกัดการเข้าเมืองและการจดทะเบียนคนต่างด้าว ให้สิทธิในการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และของใช้ต่าง ๆ โดยปราศจากอากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ PCA ในประเทศไทย
กระทรวงการต่างประเทศจึงได้เสนอร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านฯ มาเพื่อดำเนินการ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดสิทธิตามกฎหมายที่จำเป็นของ PCA และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ PCA
(เช่น เจ้าหน้าที่ ผู้ตัดสิน ผู้ร่วมกระบวนพิจารณา) ในราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดให้ PCA และบุคคลเหล่านี้ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน (เช่น รัฐบาลต้องให้ความคุ้มกันจากการค้น การเรียกคืน การยึด หรือการเวนคืนต่อ PCA
และทรัพย์สินของ PCA รัฐบาลต้องให้ความคุ้มกันแก่เจ้าหน้าที่ของ PCA จากการจับกุมและการยึดสัมภาระส่วนตัว) เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน (เช่น การจัดประชุมสัมมนา การพิจารณาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท) ของ PCA ในประเทศไทย โดยการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันดังกล่าวเป็นการให้สิทธิตามที่ พระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และ ความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2561 บัญญัติให้อำนาจไว้ การสนับสนุน PCA ของไทยในฐานะประเทศเจ้าบ้านภายใต้ร่างความตกลงฯ นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมสันติภาพระหว่างประเทศผ่านการระงับข้อพิพาทเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ยกระดับมาตรฐานการระงับข้อพิพาทของไทยสู่ระดับสากล พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยในภูมิภาค
ทั้งนี้ เมื่อมีการลงนามในความตกลงฯ แล้ว มีความจำเป็นต้องออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้
เอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามข้อตกลงฯ โดยเป็นไปตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้การจะให้องค์การระหว่างประเทศหรือการประชุมระหว่างประเทศใดได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน จะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยร่างพระราชกฤษฎีกาฯ นี้ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ PCA และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ PCA ในประเทศไทย (เช่น เจ้าหน้าที่ ผู้ตัดสิน ผู้ร่วมกระบวนพิจารณา) ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ PCA ในการดำเนินงานในประเทศไทย เช่น กำหนดให้ PCA และทรัพย์สินของ PCA ได้รับความคุ้มกันจากการค้น การเรียกคืน การยึด หรือการเวนคืน กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของ PCA ได้รับความคุ้มกันจาก
การจับกุมและการยึดสัมภาระส่วนตัว ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดของร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้าน นอกจากนี้ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติในเรื่องทำนองดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 (เรื่องร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงอายุอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม และร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงอายุอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม พ.ศ. ...) โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ซึ่งปัจจุบันได้มีการลงนามความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและศูนย์อาเซียนฯ แล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับศูนย์อาเซียนฯ ได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 การดำเนินกิจกรรมตามร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านฯ มีค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลไทยต้องสนับสนุน กระทรวง การต่างประเทศจึงได้ประสานขอรับการสนับสนุนสถาบันอนุญาโตตุลาการในส่วนของสถานที่และบริการ ซึ่งสถาบันฯ จะให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เช่น สำนักงานและพื้นที่ประชุม สาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม เฉพาะในช่วงเวลาที่รวมแล้วไม่เกิน 30 วัน แบบสะสม ในแต่ละปีงบประมาณโดยมีประมาณ การรายจ่าย รวมทั้งสิ้น 1,500,000 บาท ทั้งนี้ การสนับสนุนภายใต้ความตกลงดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากสำนักงานหรือที่ประชุมที่จัดหาให้ PCA เป็นของสถาบันฯ และในส่วนของค่าใช้จ่าย อื่น ๆ เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าอินเทอร์เน็ตก็เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่สถาบันฯ ชำระอยู่แล้ว หรือหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ถือเป็นส่วนเล็กน้อยเท่านั้น
นอกจากการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศแล้วยังมีหน่วยงานอื่นที่มีภาระหน้าที่ตามพันธกรณีในเรื่องนี้ ได้แก่ กระทรวงยุติธรรมในฐานะจุดประสานงาน (Point of Contact) กระทรวงมหาดไทยในการออกกฎหมายยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราของผู้ที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงการคลังในการออกกฎหมายยกเว้นภาษีสรรพสามิต (excise duties) และภาษีทางอ้อม (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้หน่วยงานดังกล่าวดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อความสะดวกต่อการปฏิบัติงานด้วย นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศยังได้ยืนยันว่าร่างความตกลงฯ นี้ มีถ้อยคำและบริบทที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนการลงนามและดำเนินการให้มี ผลผูกพัน แต่ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
- เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ประจำปี 2569 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
จีนในฐานะเจ้าภาพได้จัดการประชุม MRT ประจำปี 2569 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 22 – 23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว จีน โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
- การส่งเสริมระบบการค้าและเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและคาดการณ์ได้ เป็นการหารือในประเด็น เช่น ระบบการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและพลังงาน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ประเทศไทย (ไทย) สนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้าง โดยให้เขตเศรษฐกิจเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) เป็นเวทีขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงรูปธรรม นอกจากนี้ยังได้นำเสนอนโยบาย เช่น ตลาดคาร์บอน และการยกระดับทักษะดิจิทัล
- การส่งเสริมกลไกใหม่เพื่อความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ที่ประชุมได้หารือในประเด็น เช่น บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การกำกับดูแลนวัตกรรม และแร่ธาตุสำคัญ เช่น ประเทศไทยเห็นว่าเอเปคควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากรอบธรรมาภิบาล AI พร้อมกับนำเสนอยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติ โดยเน้นการใช้ AI อย่างรับผิดชอบและมีจริยธรรม
- ที่ประชุม MRT มีฉันทามติรับรองถ้อยแถลงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (ถ้อยแถลง) ประจำปี 2569 โดยมีประเด็นที่มีการปรับเปลี่ยนหรือระบุเพิ่มเติมในถ้อยแถลงฯ ดังนี้
3.1 การส่งเสริมความก้าวหน้าทางการค้าในระดับภูมิภาคและระดับโลก : ปรับปรุงถ้อยคำ ได้แก่ เน้นย้ำถึงการดำเนินการตามถ้อยแถลงอิชมาว่าด้วยมุมมองใหม่ในการขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย - แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTAAP) การให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ WTO การรักษาความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะสินค้าจำเป็น และการดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ยังมีการรับรองแผนงานเอเปคว่าด้วยภาคบริการที่มีนวัตกรรม แข่งขันได้ และมีความยืดหยุ่นเป็นภาคผนวกของ ถ้อยแถลง
3.2 การส่งเสริมกลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนมีนวัตกรรมและพลวัต : ตัดถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับการมีเอกสารภาคผนวกกรอบความร่วมมือว่าด้วยการทำให้การค้าเป็นดิจิทัลของเอเปค
(พ.ศ. 2569 - 2573) เนื่องจากสมาชิกเอเปคไม่เห็นชอบให้รับรองเป็นเอกสารผลลัพธ์การประชุม
ทั้งนี้ การปรับแก้ทั้งหมดไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเป็นประโยชน์ต่อไทย เนื่องจากถ้อยแถลงฯ เป็นการขอความร่วมมือโดยสมัครใจเพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก โดยไม่มีข้อบังคับหรือมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อการปฏิบัติตามภายในประเทศ
- ผลการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
4.1 การหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีกำกับดูแลด้านความสัมพันธ์ทางการค้าของสาธารณรัฐสิงคโปร์ (สิงคโปร์) ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า เช่น ยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (เช่น ด้านความมั่นคงทางอาหาร และความยั่งยืน) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
4.2 การหารือทวิภาคีกับรองนายกรัฐมนตรีของจีน ไทยและจีนยืนยันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น โดยไทยชื่นชมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีนที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพสูง และหวังว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายจะนำไปสู่การเสริมสร้างการค้าที่เป็นธรรมและเกิดประโยชน์ร่วมกัน
4.3 การประชุมหารือระหว่างสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ส่งเสริมการหารือระหว่างกรอบความตกลงการค้าเสรีและสนับสนุนบทบาทของ RCEP และ CPTPP ในฐานะเป็นกลไกที่สำคัญต่อการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคในอนาคต ทั้งนี้
ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการรักษาไว้ซึ่งระบบการค้าพหุภาคี และแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี
ซึ่งไทยเห็นว่าเอเปคควรมุ่งเน้นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และมีความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจใหม่ โดยคำนึงถึงระดับความพร้อมที่แตกต่างกัน
- ประโยชน์และผลกระทบ ไทยสามารถแสดงถึงความร่วมมือในการเพิ่มขีดความสามารถทาง
การแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนให้ประชาคมเอเชีย – แปซิฟิก รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาการค้าดิจิทัล อันสอดคล้องกับนโยบายและแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับคนไทย ที่มุ่งลดช่องว่างและสร้างความครอบคลุมทางดิจิทัล นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้ไทยได้แสดงวิสัยทัศน์และบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าเพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การสร้างความยืดหยุ่นของระบบห่วงโซ่อุปทานและการรับมือกับ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล
แต่งตั้ง |
- เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณ อันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้
สาระสำคัญของเรื่อง
- นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้
รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ลงวันที่ 11 เมษายน 2569 - คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 90/2569 ดังกล่าว โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้ (1) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ฯลฯ และในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทน ข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบ จากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน
- นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการพร้อมคณะร่วมเดินทาง ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569
- เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และเป็นไปตาม
เจตนารมณ์ของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในห้วงระหว่างที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปราชการต่างประเทศในวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าว เห็นควรพิจารณามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
(กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
- นางรพีพรรณ โพธิ์ทอง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
- นางธามน วิภูมิรพี ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์หลังออกสู่ตลาด (นักวิชาการอาหารและยาเชี่ยวชาญ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการอาหารและ ยาทรงคุณวุฒิ (ด้านอาหารและยา) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568
ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
(กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอรับโอนนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. (นักบริหารสูง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางอรวรรณ คงธนขันติธร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
(กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้
- นายสราวุฒิ บุญสุข ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข
- นายณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข - นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
- นายธิติ แสวงธรรม ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
- นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง)ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
- นางสาวอุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ ตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
(กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 2 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการจำนวน 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน จำนวน 1 คน ดังนี้
- ภาคราชการ
1.1 นายเฉลิมวิทย์ เดือนกลาง
- ภาคเอกชน
2.1 นายสมคิด เชื้อคง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

