ทำความรู้จัก 'นาวี พิลเลย์' เจ้าของโนเบลสันติภาพปี 2026 นักกฎหมายหญิงแกร่งผู้ผลักดันกฎหมายระหว่างประเทศ

10 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 ให้แก่ 'นาวาเนเธม นาวี พิลเลย์' หรือ นาวี พิลเลย์ อดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และนักกฎหมายและผู้พิพากษาระหว่างประเทศเชื้อสายทมิฬอินเดียจากแอฟริกาใต้ เพื่อยกย่องความกล้าหาญและความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสันติภาพ หลักนิติธรรม และการดำเนินคดีอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ ระบุว่า 'นาวี พิลเลย์' เธอเป็นบุคคลที่มีความกล้าหาญและยึดมั่นในความถูกต้องอย่างโดดเด่น อีกทั้งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ผู้ก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
'นาวี พิลเลย์' เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1941 ซึ่งขณะนี้อายุ 85 ปี เธอเกิดในครอบครัวเชื้อสายทมิฬอินเดียในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ในยุคที่ประเทศยังอยู่ภายใต้ระบบแบ่งแยกสีผิว เธอเติบโตขึ้นมาในสังคมที่เต็มไปด้วยการเลือกปฏิบัติ การแบ่งแยก และการกีดกันอย่างเป็นระบบ ก่อนก้าวเข้าสู่วิชาชีพกฎหมายและสร้างชื่อในฐานะนักกฎหมายผู้บุกเบิกที่ท้าทายความไม่เป็นธรรมดังกล่าว

เส้นทางการทำงานของ 'นาวี พิลเลย์' เริ่มต้นจากการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ 'เนลสัน แมนเดลา' และบุคคลอื่น ๆ ที่ต่อสู้กับระบบแบ่งแยกสีผิว ก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาในคดีสำคัญระดับนานาชาติ ซึ่งมีส่วนกำหนดพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน
โดยตลอดเส้นทางอาชีพ 'นาวี พิลเลย์' ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงของแอฟริกาใต้ ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา และผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เธอยังเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และจนถึงช่วงที่ผ่านมาเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนระหว่างประเทศอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ปัจจุบัน 'นาวี พิลเลย์' ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในคดีที่เมียนมาถูกกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

คณะกรรมการโนเบล ระบุว่า 'นาวี พิลเลย์' มีส่วนสำคัญในการแสดงให้เห็นว่า กลไกทางกฎหมายสามารถช่วยป้องกันสงครามและความรุนแรงได้ อีกทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาสถาบันด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และความมุ่งมั่นของเธอ ทำให้เธอได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงนักกฎหมายระหว่างประเทศ
เธอมีมีบทบาทผลักดันให้รัฐและผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน พร้อมสร้างความหวังให้แก่ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในทุกตำแหน่งที่เธอเคยดำรง เธอเน้นย้ำว่าทั้งบุคคลและรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรม อีกทั้งยังมีส่วนช่วยกำหนดบรรทัดฐานและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งหนึ่งในผลงานสำคัญเกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา ซึ่งมีการวางหลักว่า การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาจถือเป็นส่วนหนึ่งของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ โดยอิทธิพลและบทบาทของพิลเลย์เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการทางกฎหมายดังกล่าว ในคดีเดียวกันยังเกิดความก้าวหน้าทางกฎหมายอีกประการหนึ่ง เมื่อจำเลยถูกตั้งข้อหายุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรก โดยมีพื้นฐานจากการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว ซึ่งพิลเลย์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันความก้าวหน้าครั้งนี้
คณะกรรมการโนเบล กล่าวว่า รางวัลสันติภาพประจำปี 2026 สอดคล้องโดยตรงกับเจตนารมณ์ในพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบล ผู้ก่อตั้งรางวัล โดยพิลเลย์มีส่วนส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชาติ และผลักดันการใช้กระบวนการศาลเพื่อสร้างสันติภาพและความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยเพิ่มเนื้อหา ทิศทาง และแรงผลักดันให้แก่กระบวนการประชุมเพื่อสันติภาพในรูปแบบสมัยใหม่

พร้อมยังทิ้งท้ายว่า 'นาวี พิลเลย์' เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ปกป้องหลักกฎหมายระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน เส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของเธอสะท้อนถึงความจำเป็นในการสนับสนุน เสริมสร้าง และขยายหลักนิติธรรมในระดับโลก ขณะที่ความมุ่งมั่นต่อความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธอ เป็นแหล่งความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นโลกมีสันติภาพมากยิ่งขึ้น


