จับตาศึกซักฟอกหนนี้ คือเวทีโชว์ผลงานรัฐบาล

ข้อมูลที่น่าสนใจในทางการเมืองมีความรู้ทางวิชาการประวัติศาสตร์ สอดแทรกนี้ มาจากเฟซบุ๊กของ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรมว.ยุติธรรม
ผมขอตั้งฉายาทางการเมืองว่า “ฝ่ายค้านกากี่นั้ง” คำว่า “กากี่นั้ง” ในภาษาแต้จิ๋วหมายถึงคนกันเองหรือพวกเดียวกัน
ผมไม่ได้กล่าวหาว่าฝ่ายค้านสมคบคิดกับรัฐบาล แต่ต้องการตั้งคำถามต่อยุทธศาสตร์ว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีถึง 18 คน จะทำให้การตรวจสอบเข้มข้นขึ้น หรือกลับกระจายประเด็นจนข้อกล่าวหาสำคัญขาดน้ำหนัก?
นี่คือข้อสงสัยต่อยุทธศาสตร์ “หว่านแห” แทนการเจาะประเด็นสำคัญให้ลึกและชัดเจนการตรวจสอบรัฐบาลต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่วัดกันที่จำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย
อยากให้ฝ่ายค้านกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ปี 2490 นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระหว่างวันที่ 19-26 พฤษภาคม เป็นการอภิปรายยาวนาน 8 วัน 7 คืน รัฐบาลชนะลงมติ 86 ต่อ 55 เสียง งดออกเสียง 16 เสียง แต่ต่อมาคณะรัฐมนตรีลาออก ก่อนนายถวัลย์กลับมาดำรง
ตำแหน่งอีกครั้ง
ส่วนปี 2539 พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย อภิปรายเจาะนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ระหว่างวันที่ 18-20 กันยายน โดยหยิบข้อกล่าวหา 13 ประเด็นมาตรวจสอบ
วันที่ 21 กันยายน นายบรรหาร ชนะโหวต 207 ต่อ 180 เสียง แต่แรงกดดันทางการเมืองประกอบกับความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลนำไปสู่การยุบสภาในวันที่ 27 กันยายน 2539
บทเรียนสำคัญคือ ชนะโหวตไม่ได้แปลว่าปัญหาความไว้วางใจทางการเมืองจะสิ้นสุดลง
กลับมาวันนี้ ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรวม 18 คน มีผู้ลงชื่อ 145 คน ญัตติ 7 หน้า
ขอเวลาอภิปราย 5 วัน
ผมจึงถามว่า เหตุใดจึงไม่ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 152 เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติเพื่อซักถามข้อเท็จจริงก่อน แล้วค่อยใช้ มาตรา 151 อภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อลงมติ?
อย่าให้การอภิปรายเหมือนกระเป๋าวิเศษโดราเอมอน หยิบข้อกล่าวหาออกมาได้มากมาย แต่พอถามหาหลักฐานกลับเบาเหมือนปุยนุ่น กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องทำตามลำดับนี้ แต่เป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าพิจารณา
สำหรับข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายไชยชนก ชิดชอบ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล รวมถึงรัฐมนตรีรายอื่น ฝ่ายค้านควรแสดงเอกสาร พยานบุคคล และข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ขณะที่รัฐมนตรีทุกคนควรมีโอกาสชี้แจงอย่างครบถ้วน
รัฐบาลอนุทินมีสิทธิชี้แจง และประชาชนมีสิทธิได้รับคำตอบจากทั้งสองฝ่าย ผมอยากเห็นรัฐบาลใช้เวทีอภิปรายแสดงผลการดำเนินนโยบาย งานที่ทำสำเร็จ ปัญหาที่ยังแก้ไม่จบ และแผนงานที่มีกรอบเวลาชัดเจน รัฐบาลไม่ควรถูกตัดสินจากข้อกล่าวหาที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ แต่รัฐบาลก็ไม่ควรใช้เสียงข้างมากแทนคำตอบที่มีหลักฐานรองรับ เสียงข้างมากทำให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อได้ แต่ผลงานที่ตรวจสอบได้ต่างหากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
และผมอยากพูดให้ชัดอีกประเด็นหนึ่งว่า “เวทีซักฟอกของฝ่ายค้าน อาจกลายเป็นเวทีแสดงผลงานของรัฐบาล”
การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้มีไว้ให้ฝ่ายค้านกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายตอบข้อสงสัยด้วยข้อเท็จจริง
ผมอยากเห็นรัฐมนตรีแต่ละคนเตรียมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งนโยบายที่ดำเนินการแล้ว ผลงานที่ประชาชนได้รับประโยชน์ ปัญหาที่แก้ไขสำเร็จ และเรื่องที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
โดยเฉพาะนายอนุทิน นายไชยชนก และนางสุขสมรวย หากถูกกล่าวหาเรื่องใด ก็ควรตอบเรื่องนั้นด้วยเอกสาร พยานหลักฐาน และข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ผมอยากให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลใช้โอกาสตามขั้นตอนและข้อบังคับการประชุมสภา ช่วยนำเสนอข้อเท็จจริงจากพื้นที่ของตนเอง ว่านโยบายรัฐบาลลงไปถึงประชาชนอย่างไร มีโครงการใดดำเนินการแล้ว และเกิดผลอย่างไร

ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตั้งคำถาม รัฐบาลมีหน้าที่ตอบ และประชาชนมีสิทธิฟังข้อเท็จจริงให้ครบทั้งสองด้าน!
หากข้อกล่าวหาใดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รัฐบาลก็ควรชี้แจงให้ชัดว่าไม่ตรงอย่างไร พร้อมหลักฐานประกอบ ไม่ใช่เพียงปฏิเสธลอยๆ หากข้อกล่าวหาใดมีมูล รัฐบาลก็ควรยอมรับข้อเท็จจริง ชี้แจงความรับผิดชอบ และเสนอแนวทางแก้ไข
เพราะเวทีที่ฝ่ายค้านตั้งใจใช้ตรวจสอบรัฐบาล ก็สามารถเป็นเวทีที่รัฐบาลพิสูจน์ผลงานและชี้แจงข้อกล่าวหาต่อประชาชนได้เช่นกัน
ส่วนคดีฮั้ว สว. ผมมีคำถามว่าฝ่ายค้านมีหลักฐานใหม่หรือไม่? มีเส้นทางการเงิน เอกสาร หรือพยานบุคคลใดที่เชื่อมโยงถึงรัฐมนตรีแต่ละคนอย่างไร?
หากมีมติ กกต. เกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาบางรายแล้ว ต้องอธิบายด้วยว่า มติดังกล่าวมีผลต่อข้อกล่าวหาแต่ละส่วนอย่างไร และยังมีประเด็นใดอยู่ระหว่างตรวจสอบ
หากข้อมูลที่ฝ่ายค้านจะใช้มาจากสำนวนสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต.ใครเป็นผู้ส่งให้ ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเปิดเผยได้เพียงใด? พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 41 และมาตรา 68 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรักษาความลับและความรับผิดในกรณีฝ่าฝืนตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญมาตรา 124 รับรองเอกสิทธิ์ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา โดยขอบเขตความคุ้มครองต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
ผมจึงอยากถามคุณรังสิมันต์ โรม และคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ว่า หากจะนำข้อมูลจากสำนวน กกต. มาใช้ จะอธิบายแหล่งที่มา ความถูกต้อง และความชอบด้วยกฎหมายอย่างไร?
และผมอยากฟังมุมมองของคุณปิยบุตร แสงกนกกุล ต่อการวางยุทธศาสตร์อภิปรายครั้งนี้ด้วย
อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปทุมธานี จากภาพข่าวที่ผมติดตาม ผมเห็น สส.พรรคภูมิใจไทยจากต่างจังหวัดลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ทั้งนำอาหาร สิ่งของจำเป็น และประสานการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
แต่ในภาพข่าวที่ผมติดตาม ผมยังไม่เห็นบทบาทของ สส.พรรคประชาชน ชัดเจนเท่าที่ควร แม้มีรายงานว่าพรรคประชาชนและเครือข่ายลงพื้นที่ช่วยเหลือบางจุดเช่นกัน
ผมจึงอยากถามว่า สส. ของแต่ละพรรคลงพื้นที่ตรงไหน ช่วยเหลือกี่ครัวเรือน และแก้ปัญหาอะไรได้สำเร็จ? ประชาชนผู้ประสบภัยรู้จริง เห็นจริง และสัมผัสจริง!
เขารู้ว่าใครเข้ามาช่วยในวันที่น้ำท่วมบ้าน ใครนำอาหารมาให้ ใครประสานเรือ ใครช่วยขนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และใครติดตามแก้ปัญหาจนสถานการณ์ดีขึ้น
แต่การไม่เห็นภาพข่าวของบุคคลใด ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นไม่ได้ทำงาน จึงควรเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้อย่างเป็นธรรม สำหรับรัฐบาลอนุทิน ผมอยากเห็นข้อมูลชัดเจนว่า หน่วยงานรัฐได้เตือนภัย ระบายน้ำ จัดความช่วยเหลือ และเยียวยาประชาชนอย่างไร รวมถึงการปฏิบัติตามแผนที่เกี่ยวข้องภายใต้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 64 ประชาชนไม่ได้ใช้คำอภิปรายสูบน้ำออกจากบ้าน และไม่ได้ใช้ยอดวิวชดเชยทรัพย์สินที่เสียหาย
ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบต่อประชาชนด้วยผลงานที่ตรวจสอบได้ สำหรับการลงมติไม่ไว้วางใจ ผมเคยวิเคราะห์ว่า ญัตติมาตรา 151 จะไม่เกิดขึ้นภายในเดือนกันยายน และเคยประเมินว่าหากสมการเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลง รัฐบาลอาจได้รับเสียงไว้วางใจเกิน 300 เสียง ทั้งหมดเป็นการคาดการณ์ทางการเมืองของผม ไม่ใช่ผลลงมติที่เกิดขึ้นแล้ว
สุดท้ายผมอยากฝากคำถามว่า ฝ่ายค้านมีหลักฐานอะไรที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจข้อกล่าวหาได้ชัดเจนขึ้น? รัฐบาลมีผลงานอะไรที่พิสูจน์ได้ว่าประชาชนได้รับประโยชน์จริง?
และทุกฝ่ายพร้อมให้ประชาชนตรวจสอบทั้งคำพูดและการกระทำหรือไม่?
ผมอยากเห็นการเมืองที่แข่งขันกันด้วยข้อเท็จจริงและผลงาน เพราะการอภิปรายที่มีคุณภาพต้องตรวจสอบได้ และรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

