เจ็บแต่จริง! ปฐม อินทโรดม ถามตรงๆ ถ้าคนทำดีโดนลงโทษ สรุปแล้วจะเหลือใครทำงานให้ประเทศ?

11 ตุลาคม 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนลงมือทำต้องพิสูจน์ตัวเองทุกอย่าง แต่คนวิจารณ์ไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย…
ผมเคยเจอเหตุการณ์หนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมคนเก่ง ๆ หลายคนถึงเลือกที่จะอยู่เฉย ๆ แทนที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรให้ประเทศ
ตอนนั้นผมได้รับมอบหมายให้ทำโครงการส่งเสริมการอ่าน เพื่อพัฒนาเยาวชนไทย แต่มีงบประมาณให้น้อยนิด จึงบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพี่ Wanchat Padungrat แห่งเว็บ Pantip ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานอันดับ 1 ในยุคนั้น
ผมดีใจมากที่พี่วันฉัตรตกลงช่วย เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทั้งจัดทำโครงการ เขียนแอพ ประชาสัมพันธ์ และช่วยดำเนินการต่าง ๆ ด้วยงบประมาณสองแสนกว่าบาท
ผมยังนึกไม่ออกจนถึงทุกวันนี้ว่า จะหาบริษัทไหนยอมทำงานขนาดนี้ด้วยเงินเท่านี้ได้อีก
แต่แทนที่จะได้ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยรักการอ่านมากขึ้น ผมกลับถูกสอบว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่!
ผมถูกซักถาม ถูกวิจารณ์สารพัด จนวันหนึ่งผมตัดสินใจพูดกลางที่ประชุมว่า ถ้าทุกท่านคิดว่าผมเลือกบริษัทไม่เหมาะสม ผมยินดีเปิดให้บริษัทอื่นเข้ามาร่วม ใครมีข้อเสนอที่ดีกว่า ช่วยแนะนำมาเลยว่าให้ใครทำ ด้วยงบประมาณเท่าไหร่ ผมพร้อมรับฟังและเปลี่ยนแปลง
แต่คำตอบที่ได้รับ ทำให้ผมจำมาจนถึงทุกวันนี้
“ผมไม่ทำ ไม่อยากทำ และไม่จำเป็นต้องทำ แต่ผมมีสิทธิ์วิจารณ์ว่าคุณทำไม่เหมาะสม”
แล้วก็ตามมาด้วยเหตุผลอีกสารพัดว่าทำไมสิ่งที่ผมทำจึงไม่ดีพอ
ผมฟังแล้วก็ได้แต่คิดว่า ตกลงเรากำลังพยายามช่วยเด็กไทย หรือกำลังแข่งขันกันหาว่าใครทำผิดตรงไหน?
ส่วนตัวผมไม่เท่าไหร่ เพราะคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้มานาน แต่ที่เกรงใจที่สุดคือพี่วันฉัตร คนที่อุตส่าห์เข้ามาช่วยด้วยความหวังดี กลับต้องถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เรื่องนี้ทำให้ผมเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง
ในประเทศไทย บางครั้งการไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการไม่ถูกตำหนิ
ไม่เสนอ ก็ไม่มีใครค้าน
ไม่ตัดสินใจ ก็ไม่มีใครตรวจสอบ
ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่พอมีใครสักคนลุกขึ้นมาทำอะไรจริง ๆ กลับมีคนพร้อมจะบอกทันทีว่าทำไมสิ่งนั้นถึงไม่ดีพอ
แน่นอนครับ การตรวจสอบเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณสาธารณะ คนทำงานต้องโปร่งใสและพร้อมรับผิดชอบ และคนวิจารณ์ก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง
แต่การตรวจสอบเพื่อให้งานดีขึ้น กับการจับผิดจนไม่มีใครกล้าทำอะไรอีกเลย มันคนละเรื่องกัน
สิ่งที่ผมกลัวที่สุดไม่ใช่การถูกวิจารณ์ แต่คือวันที่คนมีความสามารถ คนมีน้ำใจ และคนที่อยากทำประโยชน์ให้ส่วนรวม เริ่มถามตัวเองว่า
“แล้วผมจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม?”
เพราะเมื่อคนเหล่านี้ถอยออกไป คนที่เสียประโยชน์ที่สุดก็คือประเทศของเราเอง
ผมจึงอยากฝากถึงทุกคนที่กำลังพยายามทำอะไรดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่
จงรับฟังคำวิจารณ์ที่มีเหตุผล ยอมรับและแก้ไขเมื่อผิดพลาด ตรวจสอบตัวเองให้มั่นใจว่าทุกอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นประโยชน์จริง
แต่ถ้ามั่นใจแล้วว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็จงเดินหน้าต่อไป อย่าให้เสียงวิจารณ์ดังจนกลบความตั้งใจดีของเรา
เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่มองเห็นปัญหา แต่เราต้องการคนที่กล้าลงมือแก้ปัญหามากกว่านี้
ถ้าประเทศนี้ให้รางวัลกับคนที่ไม่ทำอะไรเลยด้วยความปลอดภัย และลงโทษคนที่ลงมือทำด้วยคำวิจารณ์…
สุดท้ายใครจะเหลือมาทำงานให้ประเทศ?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

