115คดีแมนซิตี้vsพรีเมียร์ลีก ‘เรื่องบอล’ที่ไม่ใช่’เรื่องบอล’

ข่าวที่ว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เตือนรัฐบาลสหราชอาณาจักรว่า ความรุนแรงของบทลงโทษที่แมนเชสเตอร์ ซิตี ได้รับ อาจส่งผลกระทบต่อเงินในการตัดสินใจลงทุน
สุดท้ายคือตามคาด เพราะนั่นไม่ได้หมายว่า “คำตอบ” อยู่แค่ในสนามฟุตบอล
มันคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า “115คดี” ที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูก พรีเมียร์ลีก ตัดสินแล้วว่า ผิดจริง ยิ่งทำให้คดีนี้แรงจัดขึ้นเรื่อย ๆ
คนอังกฤษมากมายให้การสนับสนุนกับบทลงโทษ เพราะสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นกับ “ฟุตบอล” สมบัติชิ้นสำคัญ สมบัติอันล้ำค่า และเป็นสมบัติที่เชิดหน้าชูตาพวกเขามากที่สุด
ผมอยากจะบอกว่า ฟุตบอล คือสมบัติชั้นสุดท้ายของพวกเขาก็ว่าได้……
ทีนี้ย้ำกันอีกทีว่าข้อหากับแมนฯซิตี้ คืออะไร?
- 54x ความล้มเหลวในการให้ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องระหว่างปี 2009-10 ถึง 2017-18
- 14x ความล้มเหลวในการให้รายละเอียดที่ถูกต้องสำหรับการชำระเงินของผู้เล่นและผู้จัดการตั้งแต่ปี 2009-10 ถึง 2017-18
- 5x การไม่ปฏิบัติตามกฎของ ยูฟ่า รวมถึง Financial Fair Play (FFP) 2013-14 ถึง 2017-18
- 7x การละเมิดกฎทางการเงิน “Profit and sustainability Rule” (PSR) ของพรีเมียร์ลีกระหว่างปี 2015-16 ถึง 2017-18.
- 35x ความล้มเหลวในการให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2018 ถึง กุมภาพันธ์ 2023
ก่อนหน้านี้เมื่อตอนที่คดีเริ่มต้นขึ้นใหม่ ๆ เมื่อ 3 ปีก่อน ผมได้นำเสนอไปแล้วว่า เส้นทางจะไปต่ออย่างไร เพราะจากที่สังเกตุได้ และได้ยินได้ฟัง พร้อมกับได้พบเจอกับตาตัวเอง ในการเดินทางไปอังกฤษของผมนั้นชัดเจนว่า แมนเชสเตอร์ เป็นเมืองอาบูดาบี กลาย ๆ ไปแล้ว
เกิดผิดจริงจะทำกันอย่างไร………….

กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการระบุว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ “ผิดจริง” ก็เท่ากับเป็นโจทย์ใหญ่ ที่รอคำตอบว่า จะทำอย่างไรกับเคสนี้
แล้วยิ่งเมื่อลงลึกไปรายละเอียด จำนวนเงิน มันมากกว่าที่คาดการณ์ หรือประเมินไว้หลายพันเท่า!!!!
ถึงกับ Financial Times กับ Bloomburg ซึ่งปกติไม่ค่อยวิเคราะห์สถานการณ์กีฬา กลับกระโดดลงมาวิเคราะห์แบบเต็มตัว
อาทิเช่น ข้อมูลที่ว่า หลังจากโควิดเริ่มเจือจาง แต่เงินจากปี 2021 สหราชอาณาจักรและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เปิดตัวความร่วมมือด้านการลงทุนแห่งรัฐ โดยมีกองทุนมูบาดาล่า(Mubadala) เป็นกองทุนหลัก
อันที่จริงมาตั้งแต่ปี 2019 ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Mubadala แต่ลงวันที่ 24 มีนาคม 2021
เนื้อในใจความก็คือ กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและสำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งสหราชอาณาจักร (OfI) ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในข้อตกลงการลงทุนระยะยาวกับบริษัท มูบาดาลา (Mubadala Investment Company) ของอาบูดาบี ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนภาครัฐชั้นนำของโลก
นี่เป็นข้อตกลงฉบับแรกในลักษณะนี้ระหว่างสหราชอาณาจักรและสำนักงานส่งเสริมการลงทุน และจะกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งมีมูลค่า 32,000 ล้านปอนด์ในปี 2019(ตัวเลขคือระบุปี 2019)
ความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และสหราชอาณาจักร (UAE-UK Sovereign Investment Partnership หรือ SIP) จะทำหน้าที่เป็นกรอบการลงทุนที่ประสานงานกันเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นอนาคตระหว่างสองประเทศ ขับเคลื่อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ, การสร้างงาน และการเติบโต
การลงทุนเบื้องต้น 800 ล้านปอนด์จากมูบาดาลาในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพของสหราชอาณาจักรในระยะเวลา 5 ปี เป็นเป้าหมายแรกของ SIP โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ควบคู่ไปกับโครงการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพของสหราชอาณาจักรจำนวน 200 ล้านปอนด์ที่ประกาศไปเมื่อปี 2020 ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่สำคัญสำหรับภาคส่วนนี้ ที่จะช่วยให้ธุรกิจวิทยาศาสตร์ชีวภาพของสหราชอาณาจักรสามารถขยายขนาดและเติบโตได้มากขึ้น
OfI และ Mubadala จะร่วมมือกันเพื่อระบุโอกาสการลงทุนที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ภายในภาคส่วนนี้
เงินทุนเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้ว จะช่วยให้เกิดการลงทุนที่มั่นคงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อบริษัทด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพรุ่นใหม่ทั่วประเทศ อุตสาหกรรมนี้ซึ่งสร้างรายได้ตามคาดหมาย 80,000 ล้านปอนด์ต่อปี(ไม่รู้ว่าถึงหรือไม่) ในสหราชอาณาจักรและจ้างงานมากกว่า 250,000 คน คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งขึ้นในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ การศึกษา และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และสหราชอาณาจักร
ในช่วงระยะเวลา 5 ปี โครงการลงทุนระยะยาว (SIP) จะลงทุนในหลายภาคส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะสนับสนุนการสร้างงานในทั้งสองประเทศ เสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุนในด้านใหม่ๆ
ในเวลานั้น ลิซ ทรัสส์ ดำรงค์ตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร(ก่อนเธอจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร คนที่ 56 และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 3 ของประเทศ หลังจากชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ แต่อยู่ได้แค่ 45 วันก็ลาออก) กับ เจอร์รี กริมสโตน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนของสหราชอาณาจักร เป็นผู้ออกแถลงการณ์ร่วม
ข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้เกิดความมุ่งมั่นด้านการลงทุนมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านปอนด์จาก “ยูเออี” สู่ “ยูเค” ภายใต้การกำกับดูแลของ คัลดูน อัล มูบารัค
ชื่อนี่คุ้นมั๊ยครับ
ใช่ครับ เขาคือ “คัลดูน คาลิฟา อัล มูบารัค” เป็นประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้

“มูบาดาล่า” เป็นกองทุนหลักจาก UAE ที่ลงทุนในอังกฤษ ชื่อเต็มคือ Mubadala Ivestment Company ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ส่วนหลักของ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากเมืองอาบูดาบี หรือ The Abu Dhabi Investment Authority (ADIA)
นี่เป็นกองทุนอธิปไตยหรือกองทุนการลงทุนที่รัฐบาลอาบูดาบี (ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นเจ้าของและบริหารจัดการ โดยนำรายได้ส่วนเกินจากน้ำมัน และทรัพย์สินของรัฐ ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวในอนาคต
หากใครที่ติดตามกันมา(ยุคออนไลน์) ผมเคยนำเสนออยู่ 8 ครั้งเกี่ยวกับเรื่องเงินกองทุนลักษณะเดียวกันนี้ เมื่อตอนที่เงินจากซาอุดีอาระเบีย เข้ามาเทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มีความละม้ายคล้ายกันก็คือ Public Investment Fund (PIF) ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย
ระดับคือ “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ”
เพราะเคยนำเสนอตอนยุค “หนังสือพิมพ์” และ “วิทยุ” ไปแล้วในช่วงที่เงินอาบูดาบี เข้ามาซื้อแมนฯซิตี้
มูบาดาล่า เป็นหัวหอกสำคัญภายใต้ข้อตกลง UAE-UK Sovereign Investment Partnership (SIP) โดยมีการลงทุนรวมสะสมในอังกฤษมากกว่า 20,000 ล้านปอนด์ ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) รวมถึงการเข้าซื้อหุ้นในกิจการด้านการศึกษา เช่น Nord Anglia Education และระบบส่ง1ไฟฟ้าใต้ทะเล หรือ Greenlink
มีรายชื่อที่ถูกโฟกัสนอกจาก มูบาดาล่า อีกก็คือ กลุ่มทุนอาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป หรือ Abu Dhabi United Group (ADUG) ซึ่งมีการลงทุนพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานรอบเมืองแมนเชสเตอร์
กลุ่มนี้ภายใต้การนำของชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน
ชื่อนี้คุ้นมั๊ยครับ
ใช่ครับ เขาคือ “ชีค มานซูร์” เป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้
กระทรวงการต่างประเทศของ ยูเออี ระบุว่าได้สนับสนุนงาน 48,000 ตำแหน่งใน สหราชอาณาจักร โดยคาดว่าจะมีเพิ่มอีก 280,000 ตำแหน่งภายในปี 2030
มีการอ้างเรื่องเงินที่เป็นคู่ค้าระหว่างกันเกิน 25,000 ล้านปอนด์ต่อปี เป็นพันธมิตรการลงทุนอธิปไตย UAE-UK
อย่างที่ระบุไปว่า โครงการนี้เปิดตัวในปี 2021 ด้วยเป้าหมาย 10,000 ล้านปอนด์ใน 5 ปี และได้ลงทุนเกือบ 30,000 ล้านปอนด์ ไปอีกในโครงการต่าง ๆ มากกว่า 50 แห่ง
ยูเออี อ้างว่าสร้างงาน 48,000 ตำแหน่งในสหราอาณาจักร เพิ่มอีก 280,000 ตำแหน่งภายในปี 2030
นอกจากนี้ สื่ออังกฤษ ยังระบุด้วยว่า ภาคเอกชนจาก ยูเออี ก็มีมาลงทุนในภาคส่วนต่าง ๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ อาทิเช่น ลงทุนภาคเอกชน โครงการพัฒนาศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี ที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์ มูลค่าหลายพันล้านปอนด์
หรือจะเป็น DP World บริษัทโลจิสติกส์และบริหารท่าเรือยักษ์ใหญ่จากดูไบ ที่มีการลงทุนในท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าของสหราชอาณาจักร
พวกเขามี รัฐบาลดูไบ (แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นเจ้าของ ผ่านบริษัทโฮลดิ้งหลัก ถือหุ้นใหญ่ประมาณ 80%
ถ้าลงลึกไปกว่านั้นก็คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกิดการจากการรวมชาติของชาวอาหรับที่ได้รับการช่วยเหลือจากอังกฤษ จากเอกราชเมื่อ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1971 ตั้งขึ้นเป็นประเทศในลักษณะสหพันธรัฐ (Federation) ตั้งแต่ปี 2514 หรือเมื่อกว่า 50 ปีก่อน
ประกอบด้วย 7 รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี, ดูไบ, ชาร์จาห์, อัจมาน, ราส อัล ไคมาห์, ฟูไจราห์ และอุมม์ อัล ไคเวน มีการปกครองแบบราชาธิปไตย
ดังนั้นไม่แปลกตรงที่ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะต้องออกมาพูดแบบประณีประนอมอย่างที่สุด โดยเฉพาะแสดงความกังวลหากต้องสูญเสียเงินจากกลุ่มเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี ซึ่งหลังโดนโจมตีอย่างหนัก ทำเนียบนายกรัฐมนตรี จึงออกมายืนยันว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎเกณฑ์
ว่ากันตามเชิง เบิร์นแฮม คืออดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) ได้รับฉายา “ราชาแห่งภาคเหนือ” จากผลงานการพัฒนาเมือง และระบบขนส่งสาธารณะ “บี เน็ตเวิร์ก” (Bee Network) ซึ่งตัวเขาส่วนหนึ่งคือ ทำงานร่วมกับ การเข้ามาทำธุรกิจธุรกรรมของทีมงาน ชีค มานซูร์ ที่แมนเชสเตอร์
ทำให้เขาต้องตอบแบบ “การเมือง” จนโดนวิจารณ์ แต่ในเนื้อในคำพูดก็มีเช่นกันที่ว่า “ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎ”
ขณะเดียวกัน สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ ซึ่งไม่ได้มีส่วนบริหารอะไรกับพรีเมียร์ลีก(เพราะเป็นเอกเทศตั้งแต่ปี 1992) ได้ประกาศเลยว่า สงวนท่าที
สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า ก็เตรียมเข้ามาปะทะ แต่ยังมาแบบ “ไม่เต็มลำ”
ดังนั้นความเป็นจริงก็คือ คงจะไม่มีใครอยู่เหนือกฎ ไม่อย่างนั้นมันจะเละ
แล้วอังกฤษเป็นชาติที่เคร่งครัด เจ้าระเบียบ และประชาชนกลัวกฎอย่างมาก

ถือเป็นการวัดใจ “พรีเมียร์ลีก” องค์กรลูกหนังระดับประเทศที่มั่งคั่งที่สุด โด่งดังที่สุด และในทางเดียวกันคือ รุงรังถกเถียงกันมากที่สุดทุกสัปดาห์
“ความเข้มขลัง” ของพรีเมียร์ลีก กับศรัทธาที่ถูกกัดกร่อนทุกสัปดาห์จากการทำงานของคนในองค์กรผ่านสื่อทั่วโลก ก็จะเป็นบทพิสูจน์ “ความเป็นอังกิ้ด อังกฤษ” ของพวกเขาอีกครั้ง
ธุรกิจกีฬา และอุตสาหกรรมฟุตบอล กำลังถูกท้าทายอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน เกิดเครื่องหมายดอกจันทร์ขนาดใหญ่ เครื่องหมายคำถามขาดบิ๊กไซซ์ที่วิ่งผ่านไปมา มันจะเป็นไปแบบนี้จนกว่า
1.การอุทธรณ์ของแมนฯซิตี้จะถูกพิจารณา
2.คำตัดสินถูกเปิดเผย
สำคัญคือ 3.บทลงโทษถูกประกาศ
ดังนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า แมนฯซิตี้ จะยังคงอยู่ในเกมไหน
นี่คือวิกฤตใหญ่ที่สุดที่ พรีเมียร์ลีก ต้องเผชิญในรอบวัย 34 ขวบปีที่เริ่มต้นมา ซึ่งเปรียบแล้วมันใหญ่มาก ใหญ่กว่า “ซูเปอร์ลีก” ที่มาเขย่าประสาทของพวกเขาในช่วงเวลาสั้น ๆ
คำตอบของคำถามเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของเกมแห่งชาติ จะมีผลที่ไม่มีใครพอใจทุกฝ่ายแน่นอน
ขณะเดียวกัน เพลานี้ เรื่องของ อังกฤษ เองก็วุ่นวายขายปลาช่อน ทั้งการอยากกลับไปอยู่ในเบรคซิต รวมถึงการขอแยกดินแดนเนื่องจากสามชาติ “สก็อตแลนด์, เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ” ต้องการออกจากอ้อมอก
หลายอย่างเหมือนกับถึงทางแยก แล้วจะเลี้ยวไปทางไหนให้ไม่หลงทาง หรือจะอ้อมไปหน่อยแต่ถึงที่หมาย
ทุกอย่างมีทั้งบวกและลบ
อยู่ที่จะกล้าเลือกว่าจะรบ เพื่อลบหรือบวก
บี แหลมสิงห์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

