ปชป.ลับมีดรอซักฟอก ฉายหนังตัวอย่างพุ่งเป้าระบอบ น.หนู วางเครือข่ายเอื้อพวกพ้อง แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม-ขรก.

"ปชป."ลับมีดรอซักฟอก ฉายหนังตัวอย่างพุ่งเป้า"ระบอบ น.หนู" วางเครือข่ายเอื้อพวกพ้อง แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม-ขรก. ซัดกลับเป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่"บันเทิงประชาธิปไตย" เชื่ออภิปรายช่วงปลาย ต.ค.ไม่เกินต้น พ.ย. 5 วันเหมาะสมกับ"18 รมต."จ่อขึ้นเขียง
11 ตุลาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการยื่นญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อขอให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 เมื่อวันที่8ต.ค.ที่ผ่านมาว่า มี6พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ได้ลงชื่อในญัตติฯ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี และพรรคไทยสร้างไทย ทั้งนี้เหตุที่ตนต้องแถลงในเรื่องนี้ สืบเนื่องจากคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รวมถึงโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีลักษณะเหยียดหยามดูแคลน ทั้งญัตติ และการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน เช่น คำพูดที่บอกว่าเมื่อฝ่ายค้านไม่มีอะไรจะทำ จึงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นคำพูดที่ตอกย้ำให้เห็นว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นข้อเท็จจริง และจำเป็น เนื่องจากในเนื้อหาบางส่วนของญัตติฯ ได้มีการระบุว่านายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ความสำคัญต่อระบบของการตรวจสอบในรัฐสภา และกระบวนการประชาธิปไตย ตรงนี้เป็นหลักสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของนายอนุทิน และพวก ไม่น่าไว้วางใจ
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในญัตติฯ ได้ระบุถึงระบอบน้ำเงิน กับระบอบ น. ตนขอขยายความระบอบ น. ที่จะเป็นธีมการอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย มีความหมายคือนายอนุทิน กับพวก ใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ ไม่ได้คำนึงถูกผิด ใช้กลยุทธ์มากมาย รวมถึงการลงทุนมหาศาลเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เห็นได้ชัดจากการรวบรวมบรรดาบ้านใหญ่จากทั่วประเทศ ก่อนการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อได้บ้านใหญ่แล้วยังเชื่อมโยงไปถึงการครอบงำการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ทำให้สว.แนบแน่น เป็นอันหนึ่อันเดียวกันกับตัวระบอบ น. ตัวของสว. มีหน้าที่สำคัญคือการแต่งตั้งองค์กรอิสระที่มาตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ก็เห็นได้ชัดว่าสว.สีน้ำเงิน มีการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระที่ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์นักการเมืองในระบอบ น. ขณะเดียวกันคนในพรรคภูมิใจไทย และในระบอบ น. ยังครองอำนาจในฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ
“ไม่น่าแปลกใจว่าการยื่นญัตติอภิปรายฯที่ครอบคลุมคนถึง18คน จริงๆแล้วพรรคประชาธิปัตย์มีผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะอภิปรายไม่ถึง18คน แต่เมื่อมีการยื่นครบทั้ง18คน หลังจากแลกเปลี่ยนกันในฝ่ายค้านคือ ใน18คนมีการกระทำในลักษณะเดียวกัน เชื่อมโยงกันเป็นขบวนการของการใช้อำนาจและมีการพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่น่าไว้วางใจ ยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการกระบวนการตรวจสอบขั้นสูงสุดขั้งหนึ่งในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ตรวจสอบรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังพิสูจน์การทำงานของฝ่ายค้านด้วย ว่าเก็บรวบรวมข้อมูลติตามตรวจสอบฝ่ายบริหารดีมากน้อยเพียงใด ที่ผ่านมาเราพบพฤติกรรมของทั้ง18คนไม่น่าไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ในกลุ่มข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะอภิปรายฯ ประกอบไปด้วย 1.การเข้าข่ายส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ 2.ส่อไปในทางที่กระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 3.มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 4.ปล่อยปละละเลยให้คนใกล้ชิดและพวกพ้องแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 5.แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ที่จะชี้ให้เห็นถึงระบอบ น. โดยเฉพาะคดีความที่เกี่ยวพันกับพวกพ้องตัวเอง จะมีการใช้อำนาจหน้าที่ในการเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของข้าราชการที่เกี่ยวพันกับเรื่องนั้นๆ ยืนยันว่า การอภิปรายฯครั้งนี้ ไม่เล่นเกมการเมืองทำลายเครดิตรัฐบาล แต่จะเป็นการเปิดโปงข้อมูลที่ได้มาจากการตรวจสอบให้เห็นชัดว่าภายใต้หน้ากากของความรักชาติ มันคือการใช้อำนาจหน้าที่ที่บิดเบือน ฉ้อฉล เอื้อประโยชน์พวกพ้อง และตนเอง เบียดบังทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ด้วยกระบวนการแทรกแซงราชการถึงขั้นมีการทำเอกสารเท็จเพื่อแสดงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ไม่น่าจะหลุดไปจากปลายเดือนต.ค. และไม่ควรเลยต้นเดือนพ.ย.นี้ เวลาที่ขอไป5วันเหมาะสม เพราะ18คนถ้าเฉลี่ยอภิปรายวันละ4คน 5วัน ถือว่าพอดี หวังว่าจะไม่เจอกระบวนการถ่วงรั้งการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน จากฝ่ายรัฐบาลที่มีท่าทีเหยียดหยามกาาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็เหมือนเหยียดหยามความรู้สึกประชาชน
“ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงจัง แม้มีความพยายามบอกว่าเป็นบันเทิงประชาธิปไตย แต่ผมไม่เห็นว่าการทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องบันเทิง ผมไม่เห็นว่าความเสียหายจากการเบียดบังสมบัติชาติเป็นเรื่องบันเทิง ผมไม่เห็นว่าการที่คนจะต้องเสียหายหมดตัวจากการจัดการน้ำท่วมที่ล้มเหลวเป็นความบันเทิง การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่ความบันเทิง แต่มันเป็นความเจ็บปวดของคนในประเทศชาติบ้านเมืองนี้ ที่จะต้องให้คนทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลมาเปิดโปงข้อเท็จจริง การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้จบลงด้วยเสียงใครมากกว่าในสภาฯ แต่เชื่อว่าข้อมูลข้อท็จจริงนี้จะนำไปสู่การเปิดโปงความจริงให้สังคมได้เห็นว่า เบื้องหลังหน้ากากความรักชาติมันคือความเน่าเฟะอย่างไรของคนในระบอบ น.” นายสาทิตย์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

