คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

ปัดสวะ ผลประโยชน์ทับซ้อน ยกเลิกแก้มลิงคู้บอน ‘บันเทิงธิปไตย’ แบบชัชชาติ
ความพยายามยกเลิกแก้มลิง กทม. โครงการจัดทำบึงรับน้ำคลองคู้บอน และบึงรับน้ำคลองบางชัน สะท้อนภาพการปัดสวะของผู้บริหาร กทม. ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และผลลัพธ์ทางการเมืองของ “บันเทิงธิปไตย” แบบชัชชาติ
1.แก้มลิงที่หายไป กับการปัดสวะ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงยืนยันต่อสื่อมวลชนว่า “แก้มลิงยกเลิก ขณะที่ผมยังไม่ได้เป็นผู้ว่าฯกทม.”
อ้างว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 สำนักการระบายน้ำได้ศึกษาแนวทางจัดทำบึงรับน้ำ 6 แห่ง โดย 4 โครงการยุติไปก่อนหน้านี้ภายหลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ส่วนบึงคู้บอนและบึงบางชัน เป็น 2 โครงการที่มีการพิจารณาต่อเนื่อง แต่เมื่อมีการทบทวนรายละเอียด พบว่า การดำเนินโครงการมีวงเงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับแนวทางอื่นที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ในต้นทุนที่เหมาะสมกว่า จากการศึกษาของทีมที่ปรึกษาโครงการ แนวทางดำเนินโครงการแก้มลิงทั้งระบบมีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำมีมูลค่าประมาณ 6,700 ล้านบาท กทม. จึงพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงคลองให้สามารถลำเลียงน้ำได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอนและระบบอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
“การยกเลิกโครงการ เกิดขึ้นในสมัยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อนหน้านี้ ขณะที่ผมไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงเวลาดังกล่าว...” - ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว
ปรากฏว่า ข้อมูลความจริงที่ปรากฎหลักฐานในเอกสารราชการ ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของผู้ว่าฯชัชชาติอย่างสิ้นเชิง
ความจริง ในยุคผู้ว่าฯ อัศวิน ขับเคลื่อนทั้งสองโครงการไปถึงขั้นจัดทำแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนฯ จัดทำแผนการดำเนินการและระยะเวลาการใช้จ่ายงบประมาณ ฯลฯ
แต่เมื่อคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เริ่มปฏิบัติงานผู้ว่าราชการ กทม. เมื่อเดือนมิ.ย. 2565
หนังสือราชการ ลงวันที่ 12 พ.ค. 2566 (ที่กท 0908/1179) เป็นหลักฐานยืนยันว่า “ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร” ยุคผู้ว่าฯชัชชาติ ขอให้พิจารณาทบทวนโครงการจัดทำบึงรับน้ำคลองคู้บอน และบึงรับน้ำคลองบางชัน โดยในการประชุมวันจันทร์ที่ 1 พ.ค. 2566 ผู้บริหารกทม.เชิญหน่วยงานมาคุยที่ห้องอัมรินทร์ แล้วตั้งข้อสังเกต และขอให้ทบทวนโครงการดังกล่าว โดยอ้างด้วยว่ากระทบต่อเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน
ทั้งๆ ที่ ขณะนั้น อยู่ระหว่างตรา พ.ร.ฎ. เวนคืน โครงการทั้งสองยังคงอยู่
หลังจากนั้น 19 มิ.ย. 2567 สำนักการระบายน้ำ ทำหนังสือแจ้งผลการทบทวน แต่ก็ไม่มีข้อความเสนอให้ยกเลิกโครงการ
กระทั่ง 2 มิ.ย. 2569 ปีนี้เอง สำนักการระบายน้ำค่อยมีหนังสือแจ้งผลการทบทวนโครงการต่อสำนักการโยธา(ที่ กท 1002/1339) ที่มีข้อความระบุชัดว่า “จึงเห็นควรยกเลิกโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน” ยุคผู้ว่าฯชัชชาติ นี่เอง
พูดง่ายๆ ว่า ทีมผู้บริหาร กทม.ที่มีข้อสังเกตให้ทบทวนโครงการ ก็ยุคชัชชาติ แล้วการเสนอให้ยกเลิกโครงการรับลูกก็ กทม.ยุคผู้ว่าฯชัชชาติ
ดังนั้น การที่ผู้ว่าฯชัชชาติ พูดหน้าตาเฉยว่า “โครงการยกเลิกไปตั้งแต่ยุคผู้ว่าคนก่อน”
ถ้าไม่เรียกว่า ปัดสวะ จะเรียกว่า อะไร?
คำถาม คือ โกหก เพื่อปกปิด กลบเกลื่อนอะไร หรือไม่?
จนบัดนี้ ผู้ว่าฯชัชชาติยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบว่า โกหกประชาชนทำไม ยังเฉไฉ ทำเฉย live เรื่องอื่นไปเรื่อย



2.ผลประโยชน์ทับซ้อน ยกเลิกโครงการแก้มลิงเตะหมูเข้าปากหมา ?
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ในสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยปมผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องที่ดินแก้มลิงคู้บอน ระบุว่า
“...อยู่ในแผนมาตั้งแต่ปี’56 สอดรับกับผังเมืองเดินหน้าทำประชาพิจารณ์มาเรียบร้อยไปจนถึงประมาณปี 2565 แล้วปรากฏว่ามีการเตรียมออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน มีการเตรียมงบประมาณ เอาคร่าวๆ เลยนะครับค่าจัดการที่ดินอะไรต่างๆ ประมาณ 300 ล้าน และในที่สุดก็ถ้ารวมเรื่องของการลงทุนโครงการต่างๆ ก็ประเมินว่าประมาณ 2,000 ล้าน ท่านรัฐมนตรีไม่ต้องไปเอาตัวเลข กทม. ที่พูดหมื่นล้านนะครับ นั่นเอา 2 บึงมารวมกัน ผมเอาที่นี่ที่เดียว เพราะผ่านประชาพิจารณ์และเตรียมการแล้ว
จุดพลิกผัน คือ เมื่อปี พ.ศ. 2566 ครับ อยู่ดีๆ ก็มีการที่ผู้บริหาร กทม. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเนี่ยมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ แล้วตั้งข้อสังเกตว่า บึงรับน้ำ 2 โครงการ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก กระทบต่อประชาชน ทั้งที่ผ่านประชาพิจารณ์และเดินหน้ามาจนถึงจะออกพระราชกฤษฎีกาแล้ว
ต่อมาสุดท้ายครับ นำมาสู่การพูดง่ายๆ คือ ยกเลิกอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งถ้าไปดูตามหนังสือที่มีการยกเลิกก็ชัดเจนอีกครับว่า จุดเริ่มต้นมาจาก การทบทวนตามข้อสังเกตของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
ผมถามท่านประธานอย่างนี้ครับ ปี’65 พร้อมดำเนินการ
ปี’66 จู่ ๆ มีการตั้งข้อสังเกต
ท่านรัฐมนตรีช่วยไปตรวจสอบครับ ปี’67 มีการไปซื้อที่ดินที่จะทำบึงแห่งนี้ โดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบังเอิญในขณะนั้นมีบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.ด้วยกล้าหาญ ตามข้อมูลที่ผมตรวจสอบล่าสุด ไปซื้อที่เพิ่มนะครับ ไม่ใช่ตัวบริษัทนะครับ ผู้ถือหุ้นบ้าง ใครบ้าง แต่เชื่อมโยงกับบริษัทนี้ ไปซื้อที่เพิ่มมาอีกประมาณ 81 ไร่ ทั้งที่โครงการยังไม่ยกเลิกนะครับ กล้าหาญมาก
แล้วก็ซื้อในราคาที่ความจริงก็ยังสอดคล้องกับที่ผมให้ตัวเลขกับท่านประธานไปเมื่อสักครู่ ซึ่งก็แปลว่าค่าที่ดินอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายขนาดนั้น
แล้วสุดท้ายมีการยกเลิก แล้วขณะนี้ก็มีการมาพยายามที่จะปรับผังเมือง...”
สะท้อนผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเป็นความบังเอิญที่มีคนได้ผลประโยชน์ จากการกล้าซื้อที่ดินในพื้นที่โครงการที่เดิมจะถูกเวนคืน แล้วเมื่อโครงการยกเลิกไม่ถูกเวนคืน ผังเมืองก็จะเปลี่ยน พื้นที่สีเขียวลายริ้ว (พื้นที่รับน้ำ) หายไปเพียบ มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นไปอีกแค่ไหน?
ความไม่คุ้มของแก้มลิง ที่นำมาอ้างยกเลิกโครงการนั้นแท้จริง มันทำให้ใครคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ?
ผู้ว่าฯชัชชาติ ตอบได้หรือไม่?
3.ข้ออ้างว่า “กนช. ไม่มีแผนงานผันน้ำผ่านพื้นที่ กทม.” แล้ว
หลังผู้บริหารกทม.ยุคผู้ว่าฯชัชชาติ สั่งให้ไปทบทวนโครงการเมื่อปี’66 ผ่านไป 3 ปี กระทั่ง 2 มิ.ย. 2569 จึงปรากฏหนังสือ “เห็นควรยกเลิกโครงการฯ” โดยอ้างเหตุว่า กนช.มีมติเห็นชอบ 9 แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง “ซึ่งไม่มีแผนงานผันน้ำผ่านพื้นที่กรุงเทพฯ อีกต่อไป” นำมาเป็นข้ออ้างสนับสนุนว่าโครงการบึงรับน้ำคู้บอน–บางชันลงทุนไม่คุ้มค่า สมควรยกเลิกโครงการ
พูดง่ายๆ ว่า เอาข้ออ้างว่า “จะไม่ผันน้ำเหนือผ่าน กทม.” มาสนับสนุนการยกเลิกแก้มลิง 2 โครงการนี้ด้วย ทั้งๆ ที่ กทม.เองต้องรับมือกับ “น้ำฝน” ปริมาณฝนตกสะสมไม่ได้ลดลง และน้ำท่วมในครั้งนี้ ปีนี้ คือเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ตอกย้ำว่า ระบบอุโมงค์ระบายน้ำยังมีจุดบอด เช่น ช่วงน้ำทะเลหนุน ต้องมีพื้นที่แก้มลิงไว้รองรับน้ำฝนอย่างเพียงพอ เมื่อไม่มีแก้มลิงไว้ชะลอหรือพักน้ำ น้ำฝนก็เอ่อท่วม สร้างความเสียหาย ธุรกิจหยุดชะงักคนไปทำงานไม่ได้ เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ ฯลฯ มูลค่าความเสียหายปีเดียวแพงกว่าต้นทุนก่อสร้างแก้มลิงเสียอีก
4.“บันเทิงธิปไตย” แบบชัชชาติ
ลักษณะของการเมืองที่นักการเมืองอย่างคุณชัชชาติพยายามทำให้มีกลิ่นอายความบันเทิง ผ่านการ live การสร้างมีม คลิปสั้น เต้น ดนตรี อีเว้นท์ หรือเรื่องราวดราม่า เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างกระแสในโลกออนไลน์
มีการใช้สื่อโซเชียลและการไลฟ์สดชี้นำกระแส หรือเบี่ยงเบนความสนใจ เน้นดราม่า สร้างภาพ แต่ไม่แตะเงื่อนปมสำคัญที่กำลังถูกตรวจสอบ หรือแก่นสาระของการทำงานที่เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง
เน้นสร้างกระแสความสนใจผ่านความบันเทิงและภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ เพื่อดึงดูดผู้คนให้ติดตามมากกว่าการมุ่งเน้นอภิปรายในเชิงเนื้อหาหรือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
ผู้ว่าฯชัชชาติทำเป็นอินฟลูเอนเซอร์ หรือนักแสดง มุ่งเน้นการทำคอนเทนต์ที่สร้างเรตติ้ง ยอดไลก์ ยอดแชร์ แทนที่จะตอบคำถาม หรือแสดงความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมา ตามที่ควรจะเป็น
พูดง่ายๆ ว่า พยายามทำให้การบริหารเมืองหลวง กลายเป็นเสมือน “รายการเรียลิตี้โชว์” ที่เน้นยอดผู้เข้าชมและการกดไลก์ มากกว่าผลสัมฤทธิ์ของงานที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม
เมื่อเกิดปัญหา ก็ขอโทษ live ลงพื้นที่ เพื่อให้เอฟซีให้ความเห็นอกเห็นใจ ลืมผลลัพธ์ความล้มเหลวของการทำงานไป ซ้ำแล้วซ้ำอีก
5.ใครทำให้นายชัชชาติพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ไปได้?
ถ้าเห็นว่า ผู้ว่าฯชัชชาติทำงานไม่ได้เรื่อง บริหารบกพร่องผิดพลาดร้ายแรง ละเว้นการปฏิบัติจนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่กทม.และประชาชนส่วนรวมไม่สมควรให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
สก. จำนวน 2 ใน 3 (34 คนขึ้นไป) สามารถมีมติ ขอให้ รมว.มหาดไทย เสนอ ครม. เพื่อให้ ครม. มีมติสั่งให้ ผู้ว่าฯ กทม.พ้นจากตำแหน่งได้ ตาม มาตรา 52(8) พ.ร.บ ระเบียบบริหารราชการ กทม 2528
หาก สก. กทม. ลงมติ 2/3 เสนอไปจริง มท.1 ย่อมมีความชอบธรรม และมีหน้าที่ต้องดำเนินการ
อยู่ที่ว่า สก.จะเป็นบันเทิงธิปไตย...
หรือจะเอาจริงเอาจังกับการสร้างบรรทัดฐานความรับผิดชอบต่อประชาชนคน กทม. อย่างแท้จริง
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

