น้ำนครสวรรค์ลด! กรมชลฯ ลดระบายเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,900 ลบ.ม. เร่งช่วย ชัยนาท-สิงห์บุรี-อ่างทอง-อยุธยา

กรมชลประทานเผยสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มคลี่คลายแล้ว หลังปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ลดลง พร้อมทยอยปรับลดการระบายน้ำเขื่อนหลักเพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง
นายธวัชชัย ไตรวารี ผู้อำนวยการส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จาก ปัจจุบัน(12 ต.ค.69) สถานการณ์น้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลาย โดยปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ลดลงเหลือ 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้เขื่อนเจ้าพระยาสามารถปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนลงเหลือประมาณ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมผันน้ำออกฝั่งตะวันตกและตะวันออกผ่านประตูระบายน้ำต่างๆ
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทยอยปรับลดการระบายน้ำเหลือประมาณ 330 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยให้ระดับน้ำผ่านเขื่อนพระราม 6 ลดลงเหลือ 611 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะช่วยบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้ติดตั้ง เครื่องสูบน้ำไฮโดรโฟลบริเวณสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและรองรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนลงสู่คลองชายทะเลต่อไป ด้วย
ส่วนลุ่มน้ำบางปะกงและปราจีนบุรี พื้นที่ตอนบนเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เหลือเพียงพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอองครักษ์ ศรีมหาโพธิ์ เมืองปราจีนบุรี และบ้านสร้าง ที่น้ำกำลังทยอยลดลง โดยกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมอีก 40 เครื่อง ที่สะพานศรีสุนทร จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยในช่วงน้ำทะเลหนุน ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ยังคงระบายน้ำสม่ำเสมอรวมกันวันละ กว่า 50 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่ตอนล่าง
ด้านลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจานมีน้ำเต็มความจุจึงปรับการระบายให้น้อยที่สุด ส่วนอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยผากได้ทำการปิดการระบายน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำไหลเข้าสู่เขื่อนเพชรบุรี ทำให้การระบายน้ำผ่านเขื่อนเพชรบุรีอยู่ที่ 106 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไม่มีผลกระทบต่อเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ได้สั่งการให้ระดมเครื่องจักรและอุปกรณ์ลงพื้นที่เสี่ยงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือฝนล่วงหน้าแล้ว
นายธวัชชัย บอกอีกว่าจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่าในช่วงวันที่ 13–14 ตุลาคมนี้ จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันตก (กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี) ภาคกลางตอนล่าง (กำแพงเพชร อุทัยธานี) และบางส่วนของภาคตะวันออก หลังจากนั้นปริมาณฝนในพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง และเคลื่อนตัวลงสู่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีไปจนถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขอให้ประชาชนและเกษตรกรเฝ้าระวังฝนตกหนักอย่างใกล้ชิด และติดตามการประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการเพื่อสามารถรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงทีต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

